Incredible India : The Golden Triangle , Delhi , Jaipur and Agra [1]

0.3cover

โดยปกตินักท่องเที่ยวแต่ละคนจะมีแนวการท่องเที่ยวเป็นของตนเอง

สำหรับตัวผม หากใครมาถามว่าชอบท่องเที่ยวแนวไหน ผมสามารถตอบได้ทันทีว่าผมชอบท่องเที่ยวแนวอารยธรรมและสถาปัตยกรรม

ตัวอย่างที่ผมใช้บ่อยๆในการตอบคำถามนี้คือถ้าให้เลือกระหว่าง อิตาลี กับ สวิสเซอร์แลนด์ ผมจะเลือกไปอิตาลีแบบไม่ลังเล

ผมอยากจะใช้เวลาดื่มด่ำจินตนาการไปถึงเรื่องราวของผู้คนและเหตุการณ์ในการอดีตที่ผ่านมาว่าเขาสร้างโคโลสเซียมที่แสนจะยิ่งใหญ่ได้อย่างไร มากกว่าไปยืนหนาวชมความงามของทะเลหิมะขาวโพลนสุดลูกหูลูกตาบนยอดเขาจุงเฟรา

ด้วยเหตุนี้จุดหมายปลายทางส่วนใหญ่ในการเดินทางของผมจึงมักจะเป็นแหล่งอารยธรรมสำคัญๆ ของโลก ซึ่งในฐานะนักท่องเที่ยวสายนี้ ผมคิดว่าผมคงไม่สามารถอ้างตัวเป็นนักท่องเที่ยวแนวอารธรรมได้เต็มปาก หากผมไม่เคยไปเยือนดินแดนที่ทั้งยิ่งใหญ่และเก่าแก่ย้อนกลับไปได้ถึงยุคกำเนิดอารยธรรมของโลกประเทศหนึ่ง

ประเทศที่มีทั้งความมลังเมลืองทั้งในแง่ของศิลปะวัฒนธรรม วรรณกรรม ศิลปกรรมและสิ่งก่อสร้าง

ประเทศซึ่งเป็นจุดกำเนิดศาสนาสำคัญของโลกถึง 3ศาสนา ความยิ่งใหญ่เหล่านี้ได้มีอิทธิพลแผ่ขยายปกคลุมไปยังศิลปะวัฒนธรรม ความเชื่อของประเทศน้อยใหญ่อีกนับไม่ถ้วน (รวมทั้งประเทศไทย)

ประเทศที่มีสิ่งก่อสร้างที่ได้รับการยกย่องเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

ประเทศที่มีคุณสมบัติทั้งหมดที่ผมเขียนถึงข้างต้น คงเป็นประเทศใดไปไม่ได้นอกจาก…อินเดีย

ด้วยความยิ่งใหญ่ของอินเดีย การเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศนี้จึงมีสถานที่ๆน่าสนใจมากมายโดยสามารถจัดเป็นเส้นทางต่างๆ อาทิ เส้นทางตามรอยพระพุทธเจ้า หรือ สังเวชนียสถาน  อาทิ พุทธคยา  ราชคฤห์  เวสารี กุสินารา พาราณสี  หรือแคชเมียร์  เมืองที่ความสวยงามของภูมิประเทศและภูมิอากาศจนทำให้ได้รับการเรียกขานว่าเป็นสวรรค์บนดิน  นอกจากนั้นยังมีมุมไบ เมืองสำคัญทางการค้าและการเงิน , บังกาลอร์ ศูนย์กลางไอที หรือ กัลกัตตา เมืองหลวงเก่าฯลฯ

สำหรับการเดินทางของผมในคราวนี้ เนื่องจากเป็นคนชอบเที่ยวแนวอารยธรรมอยู่แล้วผมจึงตัดสินใจไปเยือนอินเดียครั้งแรกในชีวิตด้วยการเลือกเส้นทาง Golden Triangle of India หรือสามเหลี่ยมท่องคำแห่งอินเดียซึ่งประกอบไปด้วย นิวเดลี ชัยปุระ (หรือชัยปูร์) และอักรา

สามเหลี่ยมทองคำแห่งอินเดีย

สามเหลี่ยมทองคำแห่งอินเดีย เป็นคำเรียกเมือง 3เมืองซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมที่สำคัญของประเทศอินเดีย อันประกอบไปด้วย

  1. นิวเดลี (New Delhi) เมืองหลวงในปัจจุบันซึ่งเป็นศูนย์รวมอำนาจทางการปกครองและเศรษฐกิจของประเทศ
  1. อักรา (Agra) เมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางการปกครองของอินเดียในสมัยราชวงค์โมกุลที่สำคัญ เมืองนี้คือที่ตั้งของอนุสรณ์สถานแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก นั่นคือ ทัชมาฮาล
  1. ชัยปุระหรือชัยปูร์ (Jaipur) เมืองที่ได้รับสมญานามว่า เมืองสีชมพู เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน  โดยมีพระราชวังสายลมเป็นไฮไลท์สำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายล้านคนมาเยี่ยมชมในแต่ละปี

tripmaster.com

การเดินทางไปอินเดียในคราวนี้ ผมใช้บริการของบริษัททัวร์และด้วยโปรแกรมต่างๆที่วางไว้ค่อนข้างมีความสะดวกสบายจนเราพูดกันเองในคณะว่าเป็นทริปที่กินในวัง นอนในวัง ราวกับทริปมหาราชา

ดังนั้นเรื่องราวในบทความนี้จึงเน้นไปที่สถานที่ท่องเที่ยวเป็นหลัก ไม่ได้มีข้อมูลในการเดินทางมากเหมือนกับการเดินทางไปเที่ยวด้วยตนเอง

แต่ถ้าใครอยากจะ Check list สถานที่เที่ยวสำคัญของ The Golden triangle of India ว่ามีที่ไหนที่ควรไป check in บ้าง บทความนี้น่าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย

ผมเดินทางไปอินเดียคราวนี้ราวๆปลายเดือนพฤศจิกายนโดยสายการบินไทยออกจากกรุงเทพเวลา 19.50 น. ใช้เวลาบินราว ๆ 4ชั่วโมงก็เดินทางถึงสนามบินอินทิรา คานธี กรุงนิวเดลี เมืองหลวงของประเทศอินเดียราว ๆ 5 ทุ่ม

สิ่งแรกที่รู้สึกได้เมื่อไปถึงอินเดียคือ….หนาว         

อินเดียช่วงพฤศจิกายนถึงธันวาคมอุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืนมีความแตกต่างกันค่อนข้างสูง กล่าวคือช่วงกลางวันอาจจะมีอุณหภูมิ 25 องศา ในขณะที่กลางคืนจะลดลงเหลือเพียงแค่เลขตัวเดียว หรือประมาณ 8-9 องศาเท่านั้น ในบางวันที่อากาศดีๆ ความหนาวยะเยือกอาจจะมาเยือนเราตั้งแต่กลางวันก็ได้ เพราะฉะนั้นการพกเสื้อ Jacketดีๆสักตัวไปด้วยก็จะช่วยได้มาก

คืนแรกในเมืองหลวงของอินเดียในวันที่เราไปถึง  เราไม่ได้ทำอะไรกันมากเนื่องจากไปถึงก็ค่ำมืดแล้ว เราจึงแค่เดินทางจากสนามบินไป check in เข้าพักที่โรงแรม Intercontinentalแล้วก็เข้านอนเลย

1

วันรุ่งขึ้นเราต้องตื่นตั้งแต่เช้าและรีบcheck outเพื่อจะเดินทางไปเมืองชัยปุระเนื่องจากระยะทางค่อนข้างไกล แต่ก่อนที่จะออกจากเดลี เราได้แวะไป City Tour แบบด่วนๆในเมืองกันก่อน

DELHI

ถึงตรงนี้ขออธิบายเพิ่มเติมถึงชื่อเดลี หรือเดลลีสักเล็กน้อย หลายคนอาจจะงุนงงว่าจริงๆ แล้ว เมืองหลวงของอินเดียคือ  Delhi หรือNew Delhi กันแน่ แล้ว2 ชื่อนี้มันเป็นเมืองเดียวกันหรือเปล่า?

จริงๆแล้ว Delhiเป็นเมืองเก่าของอินเดียมาหลายพันปี และเคยเป็นศูนย์การปกครองมาถึง 7 ครั้งจึงมีอีกชื่อเรียกว่าเมืองแห่ง7 นคร ต่อมาเมื่ออังกฤษได้เข้าปกครองอินเดียในปี คศ 1912จึงได้สร้างเมืองเดลีขึ้นมาใหม่โดยขยายพื้นที่ออกไปจากเมืองเก่าเพื่อใช้เป็นศูนย์การการปกครอง และเรียกพื้นที่ส่วนที่สร้างขึ้นใหม่นี้ว่า New Delhi

ดังนั้น Delhi จึงแบ่งเป็นสองส่วนคือ Old Delhi ซึ่งเป็นย่านเมืองเก่า กับ New Delhi ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างใหม่และปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการ รัฐสภา ศูนย์กลางการปกครองต่างของประเทศ

การ City Tour แบบด่วนๆของเรามาจบลงที่ประตูเมือง (India Gate) เพื่อถ่ายรูปแบบรวดเร็วยังกะถ่ายรูปติดบัตร

3

India Gate เป็นซุ้มประตูที่คล้ายกับ L’Arc de Triompe ของฝรั่งเศสเพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงทหารที่เสียชีวิตในสงครามสำคัญๆของอินเดีย โดยจารึกชื่อทหารหลายหมื่นคนไว้ที่นี่

วัศดุที่ใช้ก่อสร้างเป็นหินทรายแดงซึ่งเป็นวัสดุที่นิยมนำมาสร้างสถานที่สำคัญต่างๆทั่วอินเดีย ตรงกลางประตูจะมีตะเกียงหินทรายที่จุดไฟไว้ตลอดเวลาและไม่เคยดับเลยมาตั้งแต่ปี 1932

2

หลังจากถ่ายรูปกันแบบด่วนๆ เสร็จแล้ว เราก็เดินทางต่อไปชัยปุระ ซึ่งกินเวลาเกือบ 4 ชั่วโมง

แต่ก่อนจะเข้าเมืองชัยปุระ คณะของเราได้แวะที่เมืองชาโมด เพื่อไปทานอาหารเที่ยงกันที่พระราชวังชาโมดกันก่อน (สมดัง concept นอนในวัง กินในวังที่แท้ทรู)

5

เราเดินมาสักพักก็มาถึงทางเข้าพระราชวังซึ่งแสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระราชวังแห่งนี้ตั้งแต่ประตูทางเข้าซึ่งเป็นตัวกำแพงวังด้านนอก

6

จากนั้นก็ต้องเดินขึ้นไปอีก ซึ่งในระหว่างนั้น พวกเรากลับไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยเพราะภาพวิวทิวทัศน์รอบๆนั้น สวยมากๆ อากาศก็กำลังเย็นสบาย  และแค่ไม่กี่อึดใจเราก็เดินมาถึงซุ้มประตูทางเข้าชั้นใน เป็นการบ่งบอกว่าเรากำลังจะได้เห็นตัวอาคารของพระราชวังอย่างเป็นทางการแล้ว

7

และแล้วเรามาถึงตัวอาคารหลักของพระราชวังชาโมดซึ่งเป็นเพียงแค่ด่านแรก เราจะต้องลอดผ่านตัวอาคารนี้ไปอีกเพื่อเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นใน

8

แค่อาคารด่านหน้าก็ทำเอาเราตะลึงตึงๆแล้ว สวยมากๆ

พระราชวังชาโมด หรือ Samode Palace เป็นพระราชวังของสุลต่านเมืองชาโมด ซึ่งจริงๆแล้วเจ้าของพระราชวังแห่งนี้ไม่ได้มีสายเลือดกษัตริย์  แต่เนื่องจากเขาเป็นชนชั้นสูงที่มีคุณูปการต่อบ้านเมืองมากมายจึงได้รับการอนุญาตให้ใช้ชื่อเหมือนเป็นสมาชิกราชวงศ์ได้ ที่พำนักของเขาเลยกลายเป็นพระราชวังไปด้วย

พระราชวังชาโมด เป็นพระราชวังเล็กๆ อยู่ห่างจากเมืองชัยปุระ ประมาณ 42 กิโลเมตร  เป็นพระราชวังที่ได้รับการยกย่องว่ามีความงดงามทางด้านสถาปัตยกรรมอย่างยิ่ง ถือเป็นเพชรเม็ดเอกแห่งสถาปัตยกรรมแบบราชสถานที่เหลือมาถึงปัจจุบัน  นอกจากนั้นด้วยที่ตั้งของพระราชวังที่อยู่บนเขาสูงทำให้วิว ทิวทัศน์ของพระราชวังแห่งนี้สวยงามและโดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง

9

แม้จะมีอายุ 400 กว่าปีแล้ว พระราชวังแห่งนี้ก็ยังได้รับการดูแลและบูรณะมาเป็นอย่างดี ปัจจุบันตัวพระราชวังได้ถูกเปลี่ยนเป็นโรงแรมที่เปิดให้นักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักที่ต้องการใช้ชีวิตในพระราชวังโบราณสามารถเข้าพักได้

ส่วนพวกเรานั้นแค่ได้มาทานมื้อเที่ยงในเขตพระราชฐานชั้นในของพระราชวังที่เคยรุ่งเรืองมากๆ แค่นี้ก็ให้ความรู้สึกเป็นมหาราชามากแล้ว ยังไม่อาจเอื้อมมาพักค้างคืนก็ได้

15

สำหรับห้องอาหารในพระราชวังแห่งนี้จะเป็นอาหารอินเดียแท้ๆ เน้นเครื่องเทศแบบจัดๆ ซึ่งบางอย่างก็ดูไม่น่าทานเลย แต่สำหรับผมซึ่งชอบอาหารอินเดียเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อมาได้ชิมรสชาติต้นตำรับแล้วต้องขอบอกว่าอร่อยมากๆ ชิมไปเสียทุกอย่าง กินหมดไปทุกสิ่ง แต่คนอื่นๆ ส่วนใหญ่ กินกันไม่ลงเลย คว้ามาม่า น้ำพริก หมูหยอง ที่ไกด์จัดเตรียมมาให้กินกันอุตลุต

สำหรับอาหารอินเดียต้องยอมรับว่าใครที่ชอบก็ชอบไปเลย แต่ใครที่ทานไม่ได้ก็แทบจะแตะไม่ได้เหมือนกันเพราะฉะนั้นถ้าจะมาประเทศนี้อาจจะต้องเตรียมใจและเตรียมความพร้อมเรื่องอาหารไว้ด้วย

หลังจากทานมื้อเที่ยงเสร็จ เราก็มีเวลาเล็กน้อย น้อยจริงๆเพื่อเยี่ยมชมพระราชวัง

13

ใครสนใจอยากจะไปใช้ชีวิตแบบมหาราชาก็ลองเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมจาก samode.com ครับ

ผมลองเอาภาพบรรยากาศห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆมาให้ดูประกอบการพิจารณาว่างวดนี้ควรซื้อล็อตเตอร์รี่กี่ใบดี ฮาาาาาา

พอได้เวลาเราก็เดินทางต่อไปเมืองชัยปุระ  ซึ่งเพียงแค่พ้นกำแพงพระราชวังอันหรูหรา จากชีวิตมหาราชาเราก็กลับมาสูโลกแห่งความจริงที่น่าหดหู่ว่า อินเดียเป็นประเทศหนึ่งที่มีคนจนและความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลก

17

สภาพบ้านเรือน สิ่งก่อสร้างรอบๆพระราชวังดูซ่อมซ่อ ทรุดโทรม จนไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนอาศัยอยู่ ช่างแตกต่างจากความฟุ้งเฟ้อ หรูหราภายในกำแพงราวกับอยู่กันคนละโลก

18

การมาอินเดียครั้งนี้ทำให้ผมเห็นความจริงบางอย่างว่า…ในขณะที่ความเหลื่อมล้ำของบ้านเราที่ว่าถ่างกว้างมากแล้ว มาเจอความแตกต่างระหว่างคนจนกับคนรวยที่นี่แล้วปัญหาของบ้านเราดูเป็นเรื่องเล็กๆไปเลย

ยังไม่ต้องพูดถึงระบบชนชั้นวรรณะ ที่ทำให้คนบางกลุ่มที่นี่ไม่ใช่แค่ไม่มีโอกาส แต่มันเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คนในวรรระล่างสุดจะลืมตาอ้าปากขึ้นมามีชีวิตที่ดีได้ ยิ่งเดินทางต่อๆไปเราก็จะเห็นความจริงข้อนี้มากยิ่งขึ้น

จากพระราชวังชาโมดใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ เราก็เดินทางมาถึงเมืองชัยปุระ

เมืองชัยปุระ (Jaipur) 

เป็นเมืองหลวงที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่งของ รัฐราชสถาน (Rajasthan) เป็นเมืองที่ได้รับการขนานนามว่า…”เมืองสีชมพู” เนื่องจากในยุคที่เมืองนี้อยู่ภายใต้การปกครองของมหาราชารามสิงห์ ได้มีการสั่งให้ทาสีเมืองทั้งเมืองให้กลายเป็นสีชมพู (แต่ผมดูยังไงก็ดูเป็นสีแดงอมส้มมากกว่า)  เพื่อรับเสด็จเจ้าชายอัลเบิร์ต มกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษซึ่งต่อมาก็คือ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7แห่งอังกฤษ ซึ่งได้เสด็จเยือนอินเดียในปี 1876

มหาราชารามสิงห์ต้องการสร้างความประทับใจและความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับราชวงศ์อังกฤษจึงเลือกใช้สีชมพู ซึ่งเป็นสีที่แสดงถึงการ Welcome and Hospitality มาทาเมืองทั้งเมืองให้มันเป็นสีชมพู

นอกจากนั้นยังได้สั่งให้สร้าง Concert Hall ขึ้นและตั้งชื่อว่า Albert Hall เรียกว่าเอาใจกันสุดๆไปเลย ซึ่ง Concert Hall นี้ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์เปิดนักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้

z2

เนื่องจากวันนี้เรามาถึงชัยปุระค่อนข้างเย็น ไกด์จึงพาเราไป City Tour (อีกแล้ว) ด้วยการพาเราขับรถวนดูรอบๆ เมืองคือใจคอจะไม่ให้เท้าแตะพื้นถนนกันเลย อันนี้ก็แอบเซ็ง

20

ชมเมืองกันสักพัก พวกเราก็ไป Check in เข้าพักที่โรงแรม Rajputana Sheraton  แล้วก็ทานมื้อเย็นกันที่โรงแรมจากนั้นก็เข้านอนเพราะไกด์ย้ำแล้วย้ำอีกว่าอย่าเสี่ยงไปเดินข้างนอกเพราะอันตราย

คิดไปคิดมา…นี่มันยิ่งกว่าทัวร์เด็กอนุบาลอีกนะ ประคบประหงม อนามัยกันสุดๆ เกินไปล่ะ

ผมขอปิดท้ายบทความแรกของ The Golden Triangle of India ไว้ที่การเข้าสู่เมืองชัยปุระก่อน แล้วตอนหน้าเราจะเริ่มเที่ยวเมืองนี้อย่างจริงจังกับ 2 สิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกนั้นคือพระราชวังสายลม และ พระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ท ซึ่งเว่อร์วังอลังการสมคำเล่าลือจริงๆ

24

แล้วเจอกันตอนหน้าครับ

MGASTRONOME

IG : mgastronome_travel

mgastronome_eat

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s