Incredible India : The Golden Triangle , Delhi , Jaipur and Agra [2]

0.2cover2

เดินทางกันต่อจากตอนที่กันคับ 

วันต่อมาหลังจากทานมื้อเช้าเป็นบุฟเฟย์ที่โรงแรมกันแล้ว เราก็ได้เวลาไปชมฮาวา มาฮาล (Hawa Mahal) ซึ่งมีความหมายว่า “พระราชวังแห่งสายลม” แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของเมืองชัยปุระที่ใครที่มาเยือนเมืองนี้ต้องหาโอกาสมาเช็คอินให้ได้

พระราชวังสายลม  

สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1799 โดยมหาราชาสะหวาย ประธาป สิงห์ (Maharaja Sawai Pratap Singh) ออกแบบโดยลาล ชันด์ อุสถัด (Lal Chand Ustad) โดยได้แรงบัลดารใจมาจากรูปทรงของมงกุฎพระนารายณ์  มีสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นคืออาคารหน้าบันสูงห้าชั้นและมีลักษณะคล้ายรังผึ้งซึ่งประกอบด้วยหน้าต่างขนาดเล็กตกแต่งด้วยลวดลายฉลุเป็นช่องลมจำนวนถึง 953 บาน

หน้าต่างเหล่านี้มีไว้เพื่อนางสนมในวังสามารถมองทะลุออกมาเห็นชีวิตภายนอกบนท้องถนนได้โดยไม่มีใครสังเกตเห็นจากด้านนอก 

1

พระราชวังแห่งนี้สร้างโดยหินทรายสีชมพู และสีแดง ตั้งอยู่ใจกลางของเมืองชัยปุระโดยเป็นส่วนหนึ่งของ City Palace  ซึ่งอยู่ในบริเวณติดกันกับเซนานา (Zenana) หรือฮาเร็ม ขององค์สุลต่าน

เหตุที่วันนี้เรามาเยือนพระราชวังสายลมเป็นที่แรกตั้งแต่เช้าก็เพราะพระราชวังแห่งนี้จะมีความสวยงามมังเมลืองขึ้นมากเมื่อมีแสงอาทิตย์ตกกระทบบริเวณหน้าต่างในยามเช้า ดังนั้นช่วงเวลาเช้าจึงมักเป็นเวลาที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาชมพระราชวังแห่งนี้

ในช่วงที่ผมไปเมืองชัยปุระนั้น ทั้งเมืองกำลังทาสีและซ่อมแซมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายๆสถานที่ซึ่งโชคดีที่ในกรณีของพระราชวังสายลมได้มีการซ่อมแซมและทาสีเสร็จแล้วเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เราได้ภาพพระราชวังสายลมแบบไม่มีนั่งร้านมาบังและเหมือนได้ถ่ายภาพพระราชวังที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ (แต่ก็มีบางส่วนที่ยังไม่เสร็จ)

การถ่ายรูปพระราชวังสายลม ถ้าจะให้ได้ภาพทั้งหมด อาจจะต้องลงทุนไปใช้บริการร้านค้าหรือร้านอาหารฝั่งตรงข้ามเพื่อขึ้นไปชั้นบนของร้านค้าเหล่านั้น เพราะหากถ่ายจากด้านล่างอาจจะได้ภาพและมุมที่ไม่สามารถเก็บทั้งด้านหน้าของตัวพระราชวังได้

2

และเมื่อขึ้นไปถ่ายภาพจากพระราชวังสายลมจากฝั่งตรงข้าม เราจะสามารถมองเห็นพระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ทซึ่งเป็นพระราชวังเก่าแก่บนยอดเขาก่อนที่จะมีการย้ายลงมาสร้างเมืองชัยปุระในปัจจุบัน ซึ่งพระราชวังแห่งนี้จะเป็นจุดหมายต่อไปของเรา

จากพระราชวังสายลมเราเดินทางกันต่อไปยังพระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ทซึ่งอยู่ห่างจากเมืองชัยปุระไปทางทิศเหนือประมาณ 11 กิโลเมตร

พระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ท 

เดิมเคยเป็นราชธานีของเมืองชัยปุระ สร้างอยู่บนเนินเขาสูงตรงตำแหน่งเดิมที่เคยเป็นป้อมปราการเก่าในศตวรรษที่ 11 มาก่อน

3

เมื่อเดินทางไปถึงแอมเบอร์ฟอร์ทจะมีทางเลือก 3 ทางในการขึ้นไปยังตัวพระราชวังด้านบน คือ ขี่ช้าง รถยนต์ และเดินเท้า ตรงนี้สามารถเลือกได้ตามความชอบและกำลังทรัพย์

4

แต่มาถึงขนาดนี้แล้วผมก็อยากแนะให้นั่งหลังช้างขึ้นไปยังตัวพระราชวังมากกว่า และเท่าที่ทราบราคาก็ไม่ได้แพงมากมาย ประมาณ 100 รูปี ต่อคน หรือ 50 บาทไทยเท่านั้น

6

พระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ทถูกสร้างขึ้นโดยมหาราชาแมนสิงห์ ใน ปี ค.ศ. 1592 และเสร็จสิ้นลงในสมัยของมหาราชาใจสิงห์ ป้อมแห่งนี้เป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมแบบราชปุต (Rajput)

นอกจากนี้ในสมัยก่อนด้านล่างของป้อมยังเป็นทะเลสาบ จึงเป็นปราการสำคัญเพื่อป้องกันข้าศึกได้อีกชั้น ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของราชวงศ์กาญจวาหาอยู่หลายร้อยปี ก่อนมหาราชาสะหวายจัย ซิงห์ที่ 2 จะตัดสินใจย้ายลงไปสร้างเมืองใหม่ยังชัยปุระ

7

ผมเคยขี่ช้างมาบ้างที่อยุธยากับสุรินทร์ จึงรู้แต่แรกว่าการขึ้นไปนั่งบนช้างนี่สูงไม่ใช่เล่น และยิ่งมานั่งบนช้างเพื่อขึ้นเขาแบบนี้ก็แอบเสียวๆเหมือนกัน แต่สิ่งที่ได้กลับมาอย่างที่การเดินหรือรถยนต์ไม่สามารถให้ได้คือภาพวิว ทิวทัศน์รอบๆพระราชวังที่เราสามารถมองได้จากมุมสูง ภาพวิวทิวทัศน์เหล่านั้น มัน Epic มาก

เราใช้เวลาในการนั่งขึ้นไปไม่นานครับ ระหว่างทางก็มีพ่อค้าขายสินค้าระหว่างทางไปด้วย หากเราสนใจก็สามารถซื้อได้แม้เราจะนั่งอยู่บนหลังช้างก็ตาม

10

เมื่อไปถึงแค่เห็นประตูทางเข้า ผมก็รับรู้ได้ถึงความยิ่งใหญ่ที่รออยู่เบื้องหน้า

12

ภายในพระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ท ประกอบด้วยพระตำหนักต่างๆ ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ซึ่งส่วนใหญ่จะสร้างในสมัยของมหาราชามาน ซิงห์ (Maharaja Man Singh) ใน ปี ค.ศ. 1592 และได้มีการขยายต่อเติมโดยมหาราชาองค์ต่อๆมา

ทั้งนี้ในช่วงที่ป้อมแอมเบอร์ฟอร์ท ขยายออกมาจนใหญ่โตนั้น จักรวรรดิโมกุลได้เข้ามามีอิทธิพลในดินแดนแห่งนี้แล้ว จึงทำให้รูปแบบสถาปัตยกรรมภายในเป็นการผสมผสานระหว่างราชปุตกับโมกุลได้อย่างลงตัว

13

ความสวยงามของบรรยากาศของป้อมแอมเบอร์ฟอร์ทนั้นซ่อนอยู่ภายในกำแพงเมืองที่แบ่งเป็นทั้งหมด 4 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นจะคั่นด้วยทางเดินกว้าง โดยภายในเป็นหมู่พระที่นั่งซึ่งสร้างจากหินทรายสีแดงและหินอ่อน

14

หมู่พระที่นั่งภายในป้อมแอมเบอร์ฟอร์ทประกอบด้วยท้องพระโรง, ท้องพระโรงส่วนพระองค์, “ชีชมาฮาล” หรือพระตำหนักซึ่งเป็นห้องทรงประดับกระจกสำหรับมหาราชา และ สวนสวยที่จัดเป็นรูปดาวแฉกแบบโมกุลคั่นกลางระหว่างอาคาร

นอกจากนั้นยังมี “สุกห์นิวาส” ซึ่งเป็นพระตำหนักที่ใช้การปรับอากาศภายในพระตำหนักให้เย็นลงด้วยการทำให้ลมเป่าผ่านรางน้ำตกที่มีอยู่โดยรอบภายในพระตำหนัก ทำให้ภายในตำหนักนี้มีอากาศเย็นอยู่เสมอ

15

ไกด์เล่าว่าในอดีตนอกจากกระจกสีแล้วยังมีเพชนนิลจินดาจำนวนมากประดับประดาอยู่ด้วย (ในอดีตชัยปุระเต็มไปด้วยบ่อเพชรพลอยและอัญมณีต่างๆ)  แต่เพชรและอัญมณีทั้งหมดเหล่านี้โดนอังกฤษแงะไปจนหมดตอนที่คืนเอกราชให้อินเดีย (จริงเท็จประการใดไม่รู้)

22

เล่ากันว่าความงดงามของห้องกระจกในพระราชวังแห่งนี้ จะเห็นได้ชัดเจนด้วยการจุดเทียนไขเพียง 1 เล่ม  แสงจากเทียนเล่มนั้นจะสะท้อนกับกระจกและเพชรนิลจินดาต่างๆ ที่อยู่รายรอบจนเกิดเป็นแสงสีและความสวยงามที่สุดแสนจะบรรยาย

18

พระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ทถือเป็นอีกหนึ่งพระราชวังที่มีความยิ่งใหญ่ เป็นเพชรเม็ดเอกแห่งชัยปุระที่ต้องมาเยือนจริงๆ

24

หลังจากชมความยิ่งใหญ่ของ Amber Fort แล้วเราก็มาต่อกันที่ City Palace

27

City Palace 

เป็นพระราชวังที่มีพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่ถึง 1 ใน 7ของเมือง โดยพระราชวังนั้นถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่างปีค.ศ.1729ถึง 1732 เป็น ศิลปะผสมผสานระหว่างราชสถานและโมกุล ภายในมีลานกว้าง สวนและอาคารมากมาย ตรงกลางเป็นหอจันทราฮาล สูงเจ็ดชั้น ปัจจุบันจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ของมหาราชาไสว แมนสิงห์ที่ 2 แสดงภาพเขียน อาวุธยุทโธปกรณ์และเครื่องแต่งกายในราชสำนัก

28

ชัยปุระนั้นมีมหาราชาปกครองมาอย่างยาวนานถึง 500 ปี  แม้หลังจากได้รับเอกราช บทบาทของมหาราชาจะเหลือไว้สำหรับงานราชพิธีเท่านั้น แต่มหาราชาส่วนใหญ่ในอินเดียของยังได้รับการนับถือจากประชาชน  เนื่องจากเชื่อกันว่าเหล่ามหาราชาคือผู้ที่สืบทอดเชื้อสายมาจากพระรามซึ่งเป็นอวตารของพระวิษณุนั่นเอง

31

ปัจจุบันพระราชวังนี้ก็ยังมีมหาราชาประทับอยู่เหมือนเช่นที่เป็นมาเมื่อ500 ปีที่แล้ว  ดังนั้นพื้นที่ของพระราชวังจึงเปิดให้ชมเป็นบางส่วนเท่านั้น

32

จุดน่าสนใจในบริเวณท้องพระโรง  นอกจากจะมีอาวุธต่างๆ  ราชรถ และข้าวของเครื่องใช้จัดแสดงอยู่แล้ว  ยังมีโอ่งน้ำที่ทำด้วยเงินแท้ๆ ใบใหญ่ที่สุดในโลกวางอยู่ด้วย

โอ่งเงินขนาดใหญ่(มากๆ) นี้มี 2 ใบ โดยเป็นโอ่งที่มหาราชามาโนชสิงห์สั่งให้ทำขึ้นเพื่อใช้บรรจุน้ำจากแม่น้ำคงคา สำหรับให้พระองค์ใช้ดื่ม และอาบในระหว่างการเดินทางไปประเทศอังกฤษโดยทางเรือเพราะพระองค์ไม่ต้องการใช้น้ำจากที่อื่นนอกจากน้ำจากแม่นำ้คงคาเท่านั้น เว่อวังสมกับเป็นมหาราชาจริงๆ

35

จากบริเวณส่วนหน้าก็จะมีประตูเพื่อเข้าไปชมเขตพระราชฐานชั้นใน ซึ่งไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ประตู 4 ฤดู ซึ่งแต่ละประตูจะมีการตกแต่งแตกต่างกันเพื่อเป็นตัวแทนของฤดูต่างๆ และอุทิศถวายแก่เทพเจ้า ได้แก่

  1. ประตูนกยูง (Peacock Gate) เพื่อสักการะพระวิศณุ และเป็นตัวแทนฤดูใบไม้ร่วง

36

  1. ประตูดอกกุหลาบ (Rose Gate) อุทิศให้ Goddess Devi (ไม่ใจว่าคือเทวีองค์ใด) และเป็นตัวแทนฤดูหนาว

37

  1. ประตูเขียว (Green Gate) อุทิศถวายพระพิฆเนศ และเป็นตัวแทนฤดูใบไม้ผลิ

38

  1. ประตูดอกบัว ( Lotus Gate) อุทิศถวายพระศิวะ และ พระแม่อุมา เป็นตัวแทนของฤดูร้อน

39

นอกนั้นในพระราชวัง City Palace ยังมีมุมสวยๆอีกมากทั้งภาพจิตรกรรมและด้วยเฉพาะงานกระเบื้องซึ่งมีความประณีตและสวยงามมากๆ

26

หลังจากชม City Palace แล้วเราก็เดินต่อไปเพื่อชม หอดูดาว  จันตาร์มันตาร์ (Jantar Mantar) ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกัน

หอดูดาว  จันตาร์มันตาร์ (Jantar Mantar)

เป็นสถานที่ทางด้านดาราศาสตร์ที่สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่14 โดย มหาราชา Jai Sing ที่ 2 โดยในอดีตเคยใช้เป็นหอดูดาวที่ใหญ่ที่สุดและแม่นยำที่สุดในอินเดีย

43

มหาราชา Jai Sing ผู้สร้าง Jantar Mantar ถือเป็นผู้นำแห่งวิทยาการด้านดาราศาสตร์ในอินเดีย  ทรงศึกษาและสร้างเครื่องมือวัดตำแหน่งดวงอาทิตย์และดวงดาวหลายชิ้น บางชิ้นใช้คำนวณช่วงฤดูร้อนของปีที่จะมาถึง บางชินคำนวณอากาศและเม็ดฝน

แม้ Jantar Mantar จะถูกสร้างด้วยแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีแนวคิดแบบเทวนิยมแฝงอยู่ด้วย เพราะเมืองชัยปุระถูกออกแบบให้เป็นเสมือนเมืองแห่งเทพเจ้า ตามแผนภูมิของจักรวาลโดยมีพระราชวังชัยปุระอันงดงามเป็นแกนกลางแห่งจักรวาล  และมีสวนดาราศาสตร์ Jantra Mantra ไว้อ่านการเคลื่อนไหวของพระอาทิตย์ ดาวเคราะห์ และดวงดาวต่างๆ เสมือนเป็นแผนที่แห่งสวรรค์ สำหรับมหาราชานั่นเอง

42

 

45

เสร็จจาก City Palace และ หอดูดาว จันตาร์มันตาร์แล้ว เราก็ได้มีโอกาสทานอาหารค่ำมื้อพิเศษแบบ Exclusiveในพระราชวังเก่าที่ถูกดัดแปลงเป็นโรงแรมที่ชื่อว่า

ราชพาเลซ

ราชพาเลซถูกสร้างขึ้นในปี 1727 ก่อนที่ทายาทรุ่นหลังจะเปลี่ยนมาโรงแรมระดับ 5 ดาวในปี 1995

46

ที่บอกว่าการมาทานมื้อค่ำมื้อนี้ถือเป็นมื้อที่ Exclusive สุดๆก็เพราะว่าโรงแรมราชพาเลซกำลังจะปิดเพื่อเตรียมตกแต่งต้อนรับแขกคนสำคัญมากๆ (ไม่ได้บอกว่าใคร) ดังนั้นคณะเราจึงเป็นคณะสุดท้ายและคณะเดียวที่มาใช้บริการของโรงแรมในวันนี้

และเพราะมีเพียงคณะเรามาใช้บริการเพียงคณะเดียว เราจึงสามารถเดินชมโรงแรมได้ทุกส่วน แม้ตัวโรงแรมจะไม่ได้เปิดไฟทั้งหมดแต่ก็ยังคงทำให้เห็นได้ว่าถ้าโรงแรมเปิดบริการเต็มที่จะสวยงามขนาดไหน

สระว่ายน้ำที่ดูสวยแบบคลาสสิคมากๆ

52

ห้องนอน

ห้องอาหารที่เราจะฝากท้องกันค่ำนี้

56

หลังจากทานอาหารกันเสร็จ เราก้มีโอกาสมาชมการแสดงแบบอินเดียซึ่งออกไปแนวการแสดงความสามารถพิเศษเชิงกายกรรม (ก็มีกันทุกชาติเนอะ) เป็นสีสันที่ทำให้ทริปในชัยปุระของเราจบแบบสมบูรณ์แบบและประทับใจมากๆ

ทริปสามเหลี่ยมทองคำแห่งอินเดียที่เมืองชัยปุระของเราก็จบลงที่โรงแรมราชพาเลซแห่งนี้  พรุ่งนี้เราจะเดินกันต่อไปยังเมืองอักราซึ่งเป็นเมืองสุดท้าย เมืองที่มีสถานที่ๆเราทุกคนรอคอยจะไปชมนั่นคือสิ่งมหัศจรรย์ของโลก หรือทัชมาฮาล นั่นเอง

59

แล้วเจอกันตอนหน้า

ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันคับ

Mgastronome

IG : mgastronome_travel

mgastronome_eat

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s