Incredible India : The Golden Triangle , Delhi , Jaipur and Agra [2]

0.2cover2

ถึง…เธอ

We build too many walls and not enough bridges.

คุณคงไม่เชื่อว่าคำพูดที่แสนจะคมคายนี้มาจากนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลกนั่นคือSir Isaac Newton คนที่ให้คำตอบกับเราว่าทำไมเราถึงยังยืนอยู่บนดินกันได้โดยไม่ล่องลอยขึ้นไปบนฟ้า

คำพูดนี้อาจจะเป็นบทพิสูจน์ว่านักวิทยาศาสตร์หลายคนไม่ได้เก่งแค่เรื่องตัวเลขและการคำนวณเท่านั้นแต่ยังเก่งเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและมีคำพูดที่คมคายด้วยด้วย

ที่ผมยกเอาคำกล่าวนี้มาขึ้นต้นในจดหมายฉบับนี้ก็เพื่อจะนำคุณไปสู่สถานที่เที่ยวต่อไปของผมซึ่งทำให้ผมรู้ว่าที่อินเดียไม่ได้มีเพียงแค่กำแพงเท่านั้นที่ถูกใช้เพื่อแยกคนนอกพระราชวังและคนในพระราชวังออกจากกัน แม้กระทั้ง “หน้าต่าง” ที่ควรจะเป็นสิ่งเดียวที่จะเปิดให้คนข้างในเห็นคนข้างนอก หรือคนข้างนอกสามารถสื่อสารกับคนข้างในได้ กลับกลายเป็นว่าหน้าต่างของพระราชวังแห่งนี้ได้ถูกใช้มาเป็นส่วนหนึ่งในการแยกคนสองกลุ่มนี้ออกจากกันด้วย แต่ไม่ว่าวัตถุประสงค์ในการสร้างหน้าต่างนี้จะดีหรือร้าย ผมก็ต้องบอกกับคุณเลยว่าหน้าต่างเหล่านี้กลับกลายเป็นสิ่งที่เชิดชูให้พระราชวังนี้กลายเป็นพระราชวังที่โดดเด่นสวยงามดึงดูดผู้คนรับล้านๆจากทั่วโลกให้มาเยี่ยมชมทุกปี

พระราชวังที่ผมกำลังพูดถึงก็คือ ฮาวา มาฮาล (Hawa Mahal) หรือพระราชวังที่มีความหมายแสนไพเราะที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า “พระราชวังสายลม”

1

Hawa Mahal หรือ พระราชวังสายลม  

สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1799 โดยมหาราชาสะหวาย ประธาป สิงห์ (Maharaja Sawai Pratap Singh) ออกแบบโดยลาล ชันด์ อุสถัด (Lal Chand Ustad) โดยได้แรงบัลดารใจมาจากรูปทรงของมงกุฎพระนารายณ์  มีสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นคืออาคารหน้าบันสูงห้าชั้นและมีลักษณะคล้ายรังผึ้งซึ่งประกอบด้วยหน้าต่างขนาดเล็กจำนวนถึง 953 บาน

หน้าต่างเหล่านี้แม้จะมีจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ด้านในเผยตัวออกมาให้คนภายนอกได้เห็น เพราะหน้าต่างทั้ง 953 บานจะตกแต่งด้วยลวดลายฉลุที่แสนจะปราณีตเป็นช่องลมเล็กๆ นับไม่ถ้วนจนทำให้เหมือนเป็นหน้าต่างที่มีม่านบางๆกางกั้นไว้ไม่ให้คนภายนอกเห็นคนภายใน

เหตุที่ต้องทำขนาดนี้เพราะหน้าต่างเหล่านี้มีไว้เพื่อให้นางสนมในวังสามารถมองทะลุออกมาเห็นชีวิตภายนอกบนท้องถนนได้โดยไม่มีใครสังเกตเห็นจากด้านนอกนั่นเอง

พระราชวังแห่งนี้สร้างโดยหินทรายสีชมพู และสีแดง ตั้งอยู่ใจกลางของเมืองชัยปุระโดยเป็นส่วนหนึ่งของ City Palace  ซึ่งอยู่ในบริเวณติดกันกับเซนานา (Zenana) หรือฮาเร็ม ขององค์สุลต่าน

การมาเที่ยวชมพระราชวังสายลมถ้าอยากให้ได้ภาพสวยๆ ผมแนะนำให้คุณรีบมาตั้งแต่เช้าเพราะพระราชวังแห่งนี้จะมีความสวยงามมังเมลืองขึ้นมากเมื่อมีแสงอาทิตย์ตกกระทบบริเวณหน้าต่างในยามเช้า ดังนั้นช่วงเวลาเช้าจึงมักเป็นเวลาที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาชมพระราชวังแห่งนี้มากที่สุด

ในช่วงที่ผมไปเมืองชัยปุระนั้น ทั้งเมืองกำลังทาสีและซ่อมแซมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายๆสถานที่ซึ่งโชคดีที่ในกรณีของพระราชวังสายลมได้มีการซ่อมแซมและทาสีเสร็จแล้วเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ผมได้ภาพพระราชวังสายลมแบบไม่มีนั่งร้านมาบังและเหมือนได้ถ่ายภาพพระราชวังที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ ด้วย

การถ่ายรูปพระราชวังสายลม ถ้าจะให้ได้ภาพทั้งหมด คุณอาจจะต้องลงทุนไปใช้บริการร้านค้าหรือร้านอาหารฝั่งตรงข้ามเพื่อขึ้นไปชั้นบนของร้านค้าเหล่านั้น เพราะหากถ่ายจากด้านล่างอาจจะได้ภาพและมุมที่ไม่สามารถเก็บทั้งด้านหน้าของตัวพระราชวังได้

2

และเมื่อขึ้นไปถ่ายภาพจากพระราชวังสายลมจากฝั่งตรงข้าม หากมองไปทางขวา คุณจะสามารถมองเห็นพระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ทซึ่งเป็นพระราชวังเก่าแก่บนยอดเขาก่อนที่จะมีการย้ายลงมาสร้างเมืองชัยปุระในปัจจุบัน ซึ่งพระราชวังแห่งนี้จะเป็นจุดหมายต่อไปของผมที่กำลังจะเล่าให้คุณฟังนั่นเอง

3
พระราชวัง Amber Fort

จากพระราชวังสายลมผมเดินทางกันต่อไปยังพระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ทซึ่งอยู่ห่างจากเมืองชัยปุระไปทางทิศเหนือประมาณ 11 กิโลเมตร

พระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ท 

เดิมเคยเป็นราชธานีของเมืองชัยปุระ สร้างอยู่บนเนินเขาสูงตรงตำแหน่งเดิมที่เคยเป็นป้อมปราการเก่าในศตวรรษที่ 11 มาก่อน

เมื่อเดินทางไปถึงแอมเบอร์ฟอร์ทคุณจะมีทางเลือก 3 ทางในการขึ้นไปยังตัวพระราชวังด้านบนแล้วแต่ว่าอยากจะได้อารมณ์แบบไหนคือแบบมหาราชาหรือมหาราณี แบบนักท่องโลกชอบผจญภัย หรือสุดท้ายคือแนวจาริกแสวงบุญคือเน้นการเดินเท้า 55 เพราะทางเลือกในการขึ้นเขาไปยังพระราชวังที่มีให้คุณเลือกคือ การขี่ช้าง การนั่งรถยนต์โฟร์วีล และการเดินเท้า

4
ช้างที่รอเป็นพาหนะนำนักท่องเที่ยวขึ้นไปบนตัวพระราชวังที่อยู่บนเขา

แต่มาถึงขนาดนี้แล้วผมก็อยากแนะให้นั่งหลังช้างขึ้นไปยังตัวพระราชวังมากกว่า และราคาก็ไม่ได้แพงมากมาย ประมาณแค่ 100 รูปี ต่อคน หรือ 50 บาทไทยเท่านั้น

6
จุดขึ้นช้าง

พระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ทถูกสร้างขึ้นโดยมหาราชาแมนสิงห์ ใน ปี ค.ศ. 1592 และเสร็จสิ้นลงในสมัยของมหาราชาใจสิงห์ ป้อมแห่งนี้เป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมแบบราชปุต (Rajput)ที่มีอยู่ทั่วไปในอินเดีย

นอกจากนั้นในสมัยก่อนด้านล่างของป้อมยังเป็นทะเลสาบ จึงเป็นปราการสำคัญเพื่อป้องกันข้าศึกได้อีกชั้นหนึ่ง ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของราชวงศ์กาญจวาหาอยู่หลายร้อยปี ก่อนมหาราชาสะหวายจัย ซิงห์ที่ 2 จะตัดสินใจย้ายลงไปสร้างเมืองใหม่ยังเมืองชัยปุระในปัจจุบัน

7

ผมเคยขี่ช้างมาบ้างที่อยุธยากับสุรินทร์ จึงรู้แต่แรกแล้วว่าการขึ้นไปนั่งบนช้างนี่สูงไม่ใช่เล่น และยิ่งมานั่งบนช้างเดินขึ้นเขาแบบนี้ก็ให้ความรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยแต่สิ่งที่ได้กลับมาอย่างที่การเดินหรือรถยนต์ไม่สามารถให้ได้คือภาพวิว ทิวทัศน์รอบๆพระราชวังที่เราสามารถมองได้จากมุมสูงซึ่งสวยงามมาก

ผมใช้เวลาในการนั่งช้างขึ้นยังพระราชวังไม่นานครับ ระหว่างทางก็มีพ่อค้าขายสินค้ามาขายของระหว่างทางไปด้วย หากเราสนใจก็สามารถซื้อได้แม้เราจะนั่งอยู่บนหลังช้างก็ตาม นี่เป็นเรื่องน่าทึ่งของบรรดาพ่อค้าวานิชที่ไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ที่ไหนก็ตามพวกเขาก็มักจะตามไปเสนอขายสินค้าจนได้

10

เมื่อไปถึงประตูทางเข้า ผมก็รับรู้ได้ถึงความยิ่งใหญ่ที่รออยู่เบื้องหน้า

12

ภายในพระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ท ประกอบด้วยพระตำหนักต่างๆ ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ซึ่งส่วนใหญ่จะสร้างในสมัยของมหาราชามาน ซิงห์ (Maharaja Man Singh) ใน ปี ค.ศ. 1592 และได้มีการขยายต่อเติมโดยมหาราชาองค์ต่อๆมา

ทั้งนี้ในช่วงที่ป้อมแอมเบอร์ฟอร์ท ขยายออกมาจนใหญ่โตนั้น จักรวรรดิโมกุลได้เข้ามามีอิทธิพลในดินแดนแห่งนี้แล้ว จึงทำให้รูปแบบสถาปัตยกรรมภายในเป็นการผสมผสานระหว่างราชปุตกับโมกุลได้อย่างลงตัว

13

ความสวยงามของบรรยากาศของป้อมแอมเบอร์ฟอร์ทนั้นซ่อนอยู่ภายในกำแพงเมืองที่แบ่งเป็นทั้งหมด 4 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นจะคั่นด้วยทางเดินกว้าง โดยภายในเป็นหมู่พระที่นั่งซึ่งสร้างจากหินทรายสีแดงและหินอ่อน

หมู่พระที่นั่งภายในป้อมแอมเบอร์ฟอร์ทประกอบด้วยท้องพระโรง, ท้องพระโรงส่วนพระองค์, “ชีชมาฮาล” หรือพระตำหนักซึ่งเป็นห้องทรงประดับกระจกสำหรับมหาราชาซึ่งเป็นส่วนที่คุณจะพลาดไม่ได้ นอกจากนั้นยังมีสวนสวยที่จัดเป็นรูปดาวแฉกแบบโมกุลคั่นกลางระหว่างอาคารต่างๆด้วย

14

15

พระราชวังแห่งนี้ยังมี “สุกห์นิวาส” ซึ่งเป็นพระตำหนักที่ใช้การปรับอากาศภายในพระตำหนักให้เย็นลงด้วยการทำให้ลมเป่าผ่านรางน้ำตกที่มีอยู่โดยรอบภายในพระตำหนัก ทำให้ภายในตำหนักนี้มีอากาศเย็นอยู่เสมอ เป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมและวิศกรรมที่น่าทึ่งของคนสมัยนั้นจริงๆ

ไกด์เล่าว่าในอดีตพระราชวังแห่งนี้มีห้องที่นอกจากจะประดับประดาด้วยกระจกสีแล้วยังมีเพชนนิลจินดาจำนวนมากอยู่ด้วยเพราะในอดีตชัยปุระเต็มไปด้วยบ่อเพชรพลอยและอัญมณีทีค่าต่างๆ แต่เพชรและอัญมณีทั้งหมดเหล่านี้โดนอังกฤษแงะไปจนหมดตอนที่คืนเอกราชให้อินเดีย (จริงเท็จประการใดไม่รู้)

22

เล่ากันว่าความงดงามของห้องกระจกในพระราชวังแห่งนี้ จะเห็นได้ชัดเจนด้วยการจุดเทียนไขเพียง 1 เล่ม  แสงจากเทียนเล็กๆเล่มนั้นจะสะท้อนกับกระจกและเพชรนิลจินดาต่างๆ ที่อยู่รายรอบจนเกิดเป็นแสงสีและความสวยงามที่สุดแสนจะบรรยาย

18

ถึงตรงนี้ผมขอยืนยันกับคุณว่าพระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ทถือเป็นอีกหนึ่งพระราชวังที่มีความยิ่งใหญ่ เป็นเพชรเม็ดเอกแห่งชัยปุระที่คุณต้องมาเยือนให้ได้จริงๆ

24

หลังจากชมความยิ่งใหญ่ของ Amber Fort แล้วเราก็มาต่อกันที่ City Palace

27
แขกเป่าปี่กับงู ภาพที่เห็นชินตาตั้งแต่เด็ก ได้มาเห็นของจริงแล้ว

City Palace 

เป็นพระราชวังที่มีพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่ถึง 1 ใน 7 ของเมือง โดยพระราชวังนั้นถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่างปีค.ศ.1729 ถึง 1732 เป็นการผสมผสานกันระหว่างศิลปะแบบราชสถานและโมกุล ภายในมีลานกว้าง มีสวนและอาคารมากมาย ตรงกลางเป็นหอจันทราฮาลที่มีความสูงถึงเจ็ดชั้น ปัจจุบันจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ของมหาราชาไสว แมนสิงห์ที่ 2 แสดงภาพเขียน อาวุธยุทโธปกรณ์และเครื่องแต่งกายในราชสำนักต่างๆ

28

ชัยปุระนั้นมีมหาราชาปกครองมาอย่างยาวนานถึง 500 ปี  แม้หลังจากได้รับเอกราชแล้ว มหาราชานั้นก็ยังคงมีอยู่แต่บทบาทของมหาราชาจะเหลือไว้สำหรับงานราชพิธีเท่านั้น แต่ถึงแม้มหาราชาส่วนใหญ่ในอินเดียจะไม่ได้มีอำนาจทางการปกครองใดๆแล้วแต่มหาราชาของที่นี่ก็ยังได้รับการเคารพนับถือจากประชาชน  เนื่องจากเชื่อกันว่าเหล่ามหาราชาคือผู้ที่สืบทอดเชื้อสายมาจากพระรามซึ่งเป็นอวตารของพระวิษณุนั่นเอง

ปัจจุบันพระราชวังแห่งนี้ก็ยังมีมหาราชาประทับอยู่เหมือนเช่นที่เป็นมาเมื่อ500 ปีที่แล้ว  ดังนั้นพื้นที่ของพระราชวังจึงเปิดให้ชมเป็นบางส่วนเท่านั้น

31

32

จุดที่น่าสนใจในบริเวณท้องพระโรง  นอกจากจะมีอาวุธต่างๆ  ราชรถ และข้าวของเครื่องใช้จัดแสดงอยู่แล้ว  ยังมีโอ่งน้ำที่ทำด้วยเงินแท้ๆ ใบใหญ่ที่สุดในโลกวางอยู่ด้วย พอมาเห็นด้วยตาแล้ว ผมต้องยอมรับว่าโอ่งเงินใบนี้มันช่างใหญ่โตมโหฬารจริงๆ

โอ่งเงินขนาดใหญ่(มากๆ) นี้มี 2 ใบ โดยเป็นโอ่งที่มหาราชามาโนชสิงห์สั่งให้ทำขึ้นเพื่อใช้บรรจุน้ำจากแม่น้ำคงคา สำหรับให้พระองค์ใช้ดื่ม และอาบในระหว่างการเดินทางไปประเทศอังกฤษโดยทางเรือเพราะพระองค์ไม่ต้องการใช้น้ำจากที่อื่นนอกจากน้ำจากแม่น้ำคงคาเท่านั้น เว่อวังสมกับเป็นมหาราชาจริงๆ

35
โอ่งเงิน ลองดูขนาดเมื่อเทียบกับคนที่เดินผ่าน

จากบริเวณส่วนหน้าก็จะมีประตูเพื่อเข้าไปชมเขตพระราชฐานชั้นใน ซึ่งไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ประตู 4 ฤดู ซึ่งแต่ละประตูจะมีการตกแต่งแตกต่างกันเพื่อเป็นตัวแทนของฤดูต่างๆ และอุทิศถวายแก่เทพต่างๆกัน ได้แก่

  1. ประตูนกยูง (Peacock Gate) เพื่อสักการะพระวิศณุ และเป็นตัวแทนฤดูใบไม้ร่วง

36

  1. ประตูดอกกุหลาบ (Rose Gate) อุทิศให้ Goddess Devi (ไม่ใจว่าคือเทวีองค์ใด) และเป็นตัวแทนฤดูหนาว

37

  1. ประตูเขียว (Green Gate) อุทิศถวายพระพิฆเนศ และเป็นตัวแทนฤดูใบไม้ผลิ

38

  1. ประตูดอกบัว ( Lotus Gate) อุทิศถวายพระศิวะ และ พระแม่อุมา เป็นตัวแทนของฤดูร้อน

39

นอกนั้นในพระราชวัง City Palace ยังมีมุมสวยๆอีกมากทั้งภาพจิตรกรรมและด้วยเฉพาะงานกระเบื้องซึ่งมีความประณีตและสวยงามมากๆ

26

หลังจากชม City Palace แล้วผมก็เดินข้ามฝั่งเพื่อไปชม หอดูดาว  จันตาร์มันตาร์ (Jantar Mantar) ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันห่างกันแค่มีถนนเล็กๆกั้น

หอดูดาว  จันตาร์มันตาร์ (Jantar Mantar)

เป็นสถานที่ทางด้านดาราศาสตร์ที่สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่14 โดย มหาราชา Jai Sing ที่ 2 โดยในอดีตเคยใช้เป็นหอดูดาวที่ใหญ่ที่สุดและแม่นยำที่สุดในอินเดีย

43

มหาราชา Jai Sing ผู้สร้าง Jantar Mantar ถือเป็นผู้นำแห่งวิทยาการด้านดาราศาสตร์ในอินเดีย  ทรงศึกษาและสร้างเครื่องมือวัดตำแหน่งดวงอาทิตย์และดวงดาวหลายชิ้น บางชิ้นใช้คำนวณช่วงฤดูร้อนของปีที่จะมาถึง บางชินคำนวณอากาศและเม็ดฝน

แม้ Jantar Mantar จะถูกสร้างด้วยแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีแนวคิดแบบเทวนิยมแฝงอยู่ด้วย เพราะเมืองชัยปุระถูกออกแบบให้เป็นเสมือนเมืองแห่งเทพเจ้า ตามแผนภูมิของจักรวาลโดยมีพระราชวังชัยปุระอันงดงามเป็นแกนกลางแห่งจักรวาล  และมีสวนดาราศาสตร์ Jantra Mantra ไว้อ่านการเคลื่อนไหวของพระอาทิตย์ ดาวเคราะห์ และดวงดาวต่างๆ เสมือนเป็นแผนที่แห่งสวรรค์ สำหรับมหาราชานั่นเอง ถึงตรงนี้คุณคงรู้สึกทึ่งเหมือนผมว่าคุณในอดีตเขาสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไม่ว่าจะแนวเทวนิยม หรือวิทยาศาสตร์แล้วนำทั้งสองสิ่งนี้มาผสมผสานกันอย่างลงตัวได้อย่างไร มันน่าทึ่งมากๆ

42

45

เสร็จจาก City Palace และ หอดูดาว จันตาร์มันตาร์แล้ว ผมก็ได้มีโอกาสไปทานอาหารค่ำมื้อพิเศษแบบ Exclusiveในพระราชวังเก่าที่ถูกดัดแปลงเป็นโรงแรมที่ชื่อว่า ราชพาเลซ

คุณคงเห็นแล้วว่าทริปนี้รักษา concept กินในวัง นอนในวัง จริงๆ

พระราชวังราชพาเลซ

ราชพาเลซถูกสร้างขึ้นในปี 1727 ก่อนที่ทายาทรุ่นหลังจะเปลี่ยนมาโรงแรมระดับ 5 ดาวในปี 1995

46
ประตูทางเข้า

ที่บอกว่าการมาทานมื้อค่ำมื้อนี้ถือเป็นมื้อที่ Exclusive สุดๆก็เพราะว่าโรงแรมราชพาเลซกำลังจะปิดเพื่อเตรียมตกแต่งต้อนรับแขกคนสำคัญมากๆ (ไม่ได้บอกว่าใคร) ดังนั้นคณะของเราจึงเป็นคณะสุดท้ายและคณะเดียวที่มาใช้บริการของโรงแรมในวันนี้

และเพราะมีเพียงคณะเรามาใช้บริการเพียงคณะเดียว ผมจึงสามารถเดินชมโรงแรมได้ทุกส่วน แม้ตัวโรงแรมจะไม่ได้เปิดไฟทั้งหมดแต่ก็ยังคงทำให้เห็นได้ว่าถ้าโรงแรมเปิดบริการเต็มที่จะสวยงามขนาดไหน

สระว่ายน้ำที่ดูสวยแบบคลาสสิคมากๆ

52

ห้องนอน

ห้องอาหารที่เราจะฝากท้องกันค่ำนี้

56

หลังจากทานอาหารกันเสร็จ ผมก็มีโอกาสได้ชมการแสดงแบบอินเดียซึ่งออกไปแนวการแสดงความสามารถพิเศษเชิงกายกรรม (ก็มีกันทุกชาติเนอะ) เป็นสีสันที่ทำให้ทริปในชัยปุระของเราจบแบบสมบูรณ์แบบและประทับใจมากๆ

ทริปสามเหลี่ยมทองคำแห่งอินเดียที่เมืองชัยปุระของผมก็จบลงที่โรงแรมราชพาเลซแห่งนี้  พรุ่งนี้ผมจะเดินไปต่อยังเมืองอักราซึ่งเป็นเมืองสุดท้าย เมืองที่มีสถานที่ๆ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในโลกอยากจะไปสัมผัสนั่นคือสิ่งมหัศจรรย์ของโลกและเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดโลก หรือ ทัชมาฮาล นั่นเอง

เมื่อได้เห็นกับตาแล้ว ทัชมาฮาลจะมีความยิ่งใหญ่ สวยงามสมกับที่ใครๆเขาก็เล่าลือกันหรือไม่ ผมจะเขียนมาเล่าให้คุณอ่านในตอนหน้า

59

อยากให้คุณไปอยู่ตรงนั้นด้วยกัน

รักและคิดถึง

Mgastronome

10 กันยายน 2018

IG : mgastronome_travel

mgastronome_eat

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s