Incredible India : The Golden Triangle , Delhi , Jaipur and Agra [3]

1

จากชัยปุระ เช้าวันรุ่งขึ้นเราก็เดินทางไปต่อที่เมือง อักรา  ซึ่งถือเป็นเมืองสำคัญที่สุดเมืองหนึ่งในอินเดีย เนื่องจากเมืองนี้เป็นที่ตั้งของ…ทัชมาฮาล…อนุสรณ์สถานแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกนั่นเอง

ช่วงหนึ่งระหว่างทางไปอักรา ผมสังเกตเห็นเพิงพักตั้งอยู่ริมถนนติดๆกันหลายหลัง และเพิ่งพักเหล่านี้จะมีผู้หญิงนั่งกันอยู่ด้านหน้าทุกที่จนผิดสังเกตุ  เมื่อลองถามไถ่ไกด์จึงได้คำตอบว่าเพิงพักที่เห็นทั้งหมดนั้นเป็น…”เพิงพักหญิงขายบริการ” โดยกลุ่มเป้าหมายของหญิงขายบริการเหล่านี้จะเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงานหรือบรรดาสิงห์รถบรรทุกที่ขับผ่านไปมา

2

นั่งรถต่อไปอีกสักพักเราก็มาแวะกันที่จุดท่องเที่ยวจุดแรกของวันนี้ นั่นคือ อุทยานแห่งชาติปารัตเปอร์

อุทยานแห่งชาติ ปารัตเปอร์ (Bharatpur National Park) 

มีพื้นที่ 29 ตารางกิโลเมตร เป็นอุทยานที่มีชื่อเป็นทางการว่า Keoladeo Ghana National Park เป็นอุทยานที่ถูกสร้างขึ้นโดยมหาราชาของรัฐปารัตเปอร์ ในศตวรรษที่ 19 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำเป็นเขื่อนป้องกันน้ำท่วมแต่ภายหลังตัวเขื่อนนี้ได้พังทลายลงจนเกิดเป็นทะเลสาปปารัตเปอร์ ทำให้ในยุคต่อๆ มา อุทยานปารัตเปอร์ได้เปลี่ยนเป็นพื้นที่ล่าสัตว์ส่วนพระองค์ของมหาราชา ก่อนที่จะถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ ในปี 1982 และถูกประกาศเป็น “มรดกโลกทางธรรมชาติในปี 1985″

3

อุทยานแห่งนี้จะมีชื่อเสียงในเรื่องนกที่มีมากกว่า 350 สายพันธุ์  จึงถูกจัดเป็นสถานที่ดูนกที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

วิธีการเข้าไปชมในอุทยานจะมีหลายวิธี แต่ที่เป็นที่นิยมคือการนั่งสามล้อแล้วก็นั่งชมนก ชมไม้ในอุทยานไปเรื่อยๆ

4

หลังจากนั่งรถเข้าไปในอุทยานพอสมควรก็ต้องยอมรับครับว่าพวกเรามากันผิดเวลา หรือผิดวันก็ไม่รู้ได้ เพราะว่านั่งกันไปเกือบชั่วโมงแล้วก็แทบไม่เห็นนกเลย เห็นแต่ต้นไม้ ต้นไม้และต้นไม้  ที่สำคัญสำหรับพวกเราคนไทยอดรู้สึกไม่ได้ว่าสถานที่ดูนกในเมืองไทยยังมีที่สวยและน่าท่องเที่ยวกว่านี้มากมายหลายเท่า  พวกเราจึงตัดสินใจหยุดแค่นั้นและไม่เข้ากันไปต่อ

5
น่าจะเป็นนกตัวเดียวที่เห็นในวันนั้น ฮาาาา

ดังนั้นเราจึงมุ่งตรงไปกันที่จุดหมายต่อไปซึ่งก็คือสถานที่รับประทานอาหารเที่ยงของเราในวันนี้นั่นคือ…พระราชวังลักษมีวิลล่า  (ยังคงรักษา concept นอนในวัง กินในวังอย่างเหนียวแน่น)

พระราชวังลักษมี (Laxmi Villas Palace) 

สร้างในปี 1887 โดยราชา Ragunath Singh ซึ่งเป็นน้องชายของมหาราชา Ram Singh ผู้ปกครองแคว้นปารัตเปอร์  โดยพระราชวังแห่งนี้ได้ถูกเปลี่ยนเป็นโรงแรม (เหมือนพระราชวังส่วนใหญ่ในอินเดีย) ในปี 1994

6

พระราชวังแห่งนี้ได้มีโอกาสต้อนรับแขกคนสำคัญๆ ระดับโลกมากมาย อาทิ ดยุคแห่งเอดินเบอร์ก ( Duke of Edinburgh) ,พระเจ้าชาร์แห่งอิหร่าน หรือ กษัตริย์ของเนปาล เป็นต้น จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างดีถึงความหรูหรามีระดับของพระราชวังแห่งนี้


หากใครที่เบื่อๆ ชีวิตที่จำเจของคนธรรมดา และอยากลองเปลี่ยนรสชาติไปใช้ชีวิตแบบมหาราชา หรือ มหารานีก็เข้าไปพักได้ครับ

9

เมื่อรับประทานอาหารเที่ยงพร้อมชมความงามของพระราชวังลักษมีกันอิ่มแล้วก็ได้เวลาเดินทางไปเมืองอักรากันต่อโดยใช้เวลาอีกประมาณ2 ชั่วโมงกว่าๆ เราก็เดินทางถึงเมืองอักรา และจุดหมายแรกที่เราไปแวะชมกันก็คือ ป้อมอักราฟอร์ท

ป้อมอัคราฟอร์ท (Agra Fort)  

ได้ถูกสร้างขึ้นโดยจักรพรรดิ์อักบาร์ ของอาณาจักรโมกุลซึ่งถือเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่มากในยุคนั้น โดยได้เริ่มทำการก่อสร้างตั้งแต่ปี 1565 และมาแล้วเสร็จในปี1574

11

อักราฟอร์ทตั้งอยู่ริมแม่น้ำยมุนา มีความยาวถึง 2.5 กิโลเมตร ประกอบด้วยกำแพงที่สร้างด้วยหินทรายสีแดง ประตูทางเข้าที่ตกแต่งประดับประดาด้วยกระเบื้องหลากสีสัน พร้อมด้วยอาคารหินอ่อนที่อยู่ด้านในมากถึง 500 หลัง

12

ป้อมอักราเป็นรูปแบบเฉพาะของศิลปะโมกุล และเป็นสัญลักษณ์ถึงความยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิ์อักบาร์ รวมทั้งได้สะท้อนถึงพยายามของพระองค์ที่จะรวมธรรมเนียมประเพณีของศาสนาอิสลาม และฮินดูเข้าไว้ด้วยกัน โดยเห็นได้ชัดทั้งในสถาปัตยกรรมและการตกแต่งต่างๆ

ป้อมแห่งนี้แม้จะเริ่มสร้างสมัยจักรพรรดิ์อักบาร์ แต่ก็สำเร็จเสร็จสิ้นในสมัยมหาราชาชาร์ จาฮัน (Shah Jahan) ซึ่งเป็นหลานของพระองค์ และมหาราชาพระองค์นี้เองเป็นผู้สร้างทัชมาฮาลอันยิ่งใหญ่

15
ในภายหลังจักรพรรดิ์  ชาร์ จาฮัน ผู้สร้างทัชมาฮาล ได้ถูกพระโอรสของพระองค์เองคือ จักรพรรดิ์ออรังเซบ (Aurangzeb)ทำการปฏิวัติยึดอำนาจ โดยมีเรื่องเล่าว่าสาเหตุของการยึดอำนาจนอกจากเรื่องของการเมืองแล้วยังมาจากการหมดความอดทนของข้าราชบริพารที่มีต่อองค์มหาราชาชาร์ จาฮัน เพราะทัชมาฮาลนั้นกว่าจะสร้างเสร็จก็ใช้งบประมาณและกำลังคนไปมหาศาลจนบ้านเมืองแทบไม่มีอะไรเหลือ แต่พระเจ้าชาร์ จาฮัน กลับมีพระราชดำริจะก่อสร้างทัชมาฮาลอีกหลัง แต่ทำด้วยหินอ่อนสีดำทั้งหมด เพื่อจะได้เป็นอนุสรณ์คู่กับทัชมาฮาลสีขาว

แค่ได้ยินพระราชดำรินี้เหล่าข้าราชบริพารก็พากันร้อนๆ หนาวๆ และคงเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เกิดการยึดอำนาจขึ้น

17
ที่คุมขังพระเจ้าชาร์ จาฮัน คุกที่อาจจะหรูหราที่สุดในโลก 

ดังนั้นในบั้นปลายชีวิตพระเจ้า ชาร์ เจฮัน จึงถูกนำตัวมาควบคุมไว้ที่อักราฟอร์ท ซึ่งเป็นสถานที่ๆพระองค์สามารถใช้เฝ้าชมความงามของผลงานชิ้นเอกของพระองค์ได้ จนสิ้นพระชนม์ในปี 1657

19
จุดที่พระเจ้าชาร์ จาฮัน สิ้นพระชนม์

ซึ่งจากจุดที่คุมขังนี้เอง สามารถมองเห็นทัชมาฮาลได้ตลอดเวลา เพื่อให้พระองค์เห็นที่ฝังร่างของหญิงคนรักทุกวันคืน

20

นอกจากนั้นภายในอักราฟอร์ทยังมีท้องพระโรงซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของบัลลังก์มยุราที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก เนื่องจากถือเป็นบัลลังก์ที่มีความล้ำค่ามากเพราะนอกจากเคยเป็นราชบัลลังก์คู่บารมีของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์โมกุลแล้ว ยังเป็นราชบัลลังก์ทองคำที่ประดับด้วยเพชรนิลจิดามีค่าจำนวนมาก

22

แต่น่าเสียดายที่หลังจากจักรพรรดิ์Nader Shah ได้ถูกลอบปลงพระชนม์ ราชบัลลังก์ที่แสนล้ำค่านี้ก็หายไปเป็นเวลาหลายปี ก่อนจะมาปรากฎตัวอีกครั้งในฐานะราชบัลลังก์คู่บารมีของอาณาจักรเปอร์เซียโดยปัจจุบันราชบัลลังก์ดังกล่าวนี้ยังอยู่ที่ประเทศอิหร่าน (แม้จะเรียกบัลลังก์มยุราเหมือนกันแต่รูปทรงต่างกันเล็กน้อย จึงเชื่อว่าเป็นการทำใหม่ หรือไม่ก็ใช้ฐานเดิมมาดัดแปลง)

23

24
Cr. Wikipedia ภาพวาดบัลลังก์มยุราที่วาดในภายหลัง แสดงถึงความอลังการด้วยทองและเพชรนิลจินดาของบัลลังก์องค์นี้ และการหายไปอย่างหาร่องรอยไม่ได้เป็นความลึกลับที่ยังไม่มีคำตอบถึงวันนี้
25
มหาราชาชาร์ จาฮันนั่งบนบัลลังก์รอง ซึง่เชื่อว่านำรูปแบบมาจากบัลลังก์มยุรา 

จากป้อมอักราฟอร์ท  ก็ได้เวลาที่เราจะเดินทางไปชมอนุสรณ์สถานที่ยิ่งใหญ่และถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์1 ใน 7 ของโลกกันนั่นคือ…ทัชมาฮาล

26

ทัชมาฮาล ( Taj  Mahal ) 

ถือเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก เพราะที่นี่สร้างด้วยหินอ่อนบริสุทธิ์ โดยใช้เวลาสร้างถึง 23 ปี (1630-1648)   ใช้คนงานในการออกแบบ เขียนลวดลาย ช่างอิฐ ช่างปูน ช่างกระเบื้อง ช่างแกะสลัก ช่างตกแต่งภายใน รวมกว่า 20,000คน

27

ใช้วัสดุในการก่อสร้าง คือ หินอ่อนสีขาว หินอ่อนสีแดง  หินอ่อนสีเหลือง เพชรตาแมว ปะการัง และ หอยมุก หินเจียรไนสีฟ้า  ตลอดจนเพชรนิลจินดาอีกจำนวนมาก โดยประมาณการกันว่าใช้เงินค่าก่อสร้างในยุคนั้นไปราว  50 ล้านเหรียญ หรือ ประมาณ 1,500 ล้านบาท !!!!

28
ความรู้สึกตอนทัชมาฮาลค่อยๆเผยโฉมให้เห็นมัน Epic มาก

ทัชมาฮาลถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสุสานฝังศพของ พระนางมุมทัชมาฮาล ราชินีผู้ป็นที่รักยิ่งของ  พระเจ้าชาห์ เจฮัน พระนางสิ้นพระชนม์เพราะคลอดโอรสองค์ที่ 15 (ก็น่าอยู่หรอกนะ เยอะเกิ้นนน) ซึ่งทำให้พระเจ้าชาห์ เจฮัน เสียพระทัยมาก พระองค์จึงสร้างที่ฝังศพที่ใหญ่โตและล้ำค่าที่สุดในโลกขึ้นที่ริมแม่น้ำยมนา

29

มีเรื่องเล่าว่าเหตุที่ทัชมาฮาลถูกออกแบบให้สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวและมีรูปทรงคล้ายๆ ภูเขาก็เพราะครั้งหนึ่งขณะที่พระเจ้าชาร์ เจฮัน และ พระนางมุมทัชมาฮาลได้เสด็จประพาสไปนอกสถานที่  พระนางมุม ทัชมาฮาลมีความประทับใจในภูเขาหิมะสีขาวโพลนที่ทรงทอดพระเนตรเห็น จึงตรัสกับพระเจ้าชาร์ เจฮันว่าถ้าสิ้นพระชนม์ไปก็อยากมีสุสานที่สวยงามบริสุทธิ์เหมือนภูเขาหิมะลูกนั้น

30

ดังนั้นเมื่อสิ้นพระชนม์  พระเจ้าชาร์ เจฮัน ก็เลยจัดหนัก จัดเต็มให้ตามคำขอ

ทัชมาฮาลได้รับการยอมรับจากสถาปนิกทั่วโลกว่าสร้างขึ้นอย่างถูกสัดส่วน และ วิจิตรงดงามที่สุด กว้างยาวด้านละ 39 เมตร  ตรงกลางมีโดมสูง 60 เมตร  มีโดมเล็กๆ เป็นหอสูงอยู่ทั้ง 4 มุม   ภายในประดับด้วย หินอ่อนสลักฉลุเป็นลวดลายวิจิตรตระการตา แต่งเติมด้วยนิล พลอยสี ทับทิม   ตรงกลางภายใต้หลังคาโดมใหญ่มีแท่นวางพระศพที่ทำด้วยหินอ่อน และมีฉากหินอ่อนฉลุลายงดงามกั้นอีกชั้นหนึ่ง แต่ศพจริงๆ ไม่ได้บรรจุอยู่ในหีบแต่ฝังอยู่ในอุโมงค์ใต้ดินตรงกับที่วางหีบศพนั้น

อย่างที่เคยเล่าไว้ว่าพระเจ้าชาร์ เจฮัน ตั้งใจจะสร้างทัชมาฮาลอีกหลังแต่เป็นหินอ่อนสีดำล้วนให้ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกันของแม่น้ำ   แต่โดนลูกยึดอำนาจก่อน (เพราะพ่อชักจะเลยเถิดไปใหญ่แล้ว) ไม่งั้นเราคงได้เห็นความงามอันยิ่งใหญ่ของทัชมาฮาลทั้งขาว และ ดำ ที่สร้างไว้คู่กัน

31

แต่ก็ถือเป็นโชคดีของคนอินเดีย ที่ทัชมาฮาลยังคงตั้งอยู่อย่างโดดเด่นสวยงามอยู่ที่นี่ เพราะมีเรื่องเล่า(อีกแล้ว) ว่าตอนที่อังกฤษต้องคืนเอกราชให้อินเดียได้พยายามจะยกทัชมาฮาลทั้งหลังกลับไปอังกฤษ (เหมือนกับที่สิ่งมีค่าหลายอย่างของอินเดียและของโลกที่ถูกนำไว้ที่นั้น)  แต่เพราะการก่อสร้างด้วยเทคนิคพิเศษทำให้วิศวกรชาวอังกฤษไม่สามารถรื้อหินอ่อนแม้แต่ก้อนเดียวออกมาจากตัวทัชมาฮาลได้ จึงต้องยอมแพ้ไป

33

หลังจากชมความงามของทัชมาฮาลกันจนเต็มตา เต็มอิ่มแล้ว (ก็มืดค่ำพอดี) เราก็ไปช้อปปิ้งระบายเงินในกระเป๋ากันนิดหน่อย  หลังจากช็อปกันจนจุใจแล้วก็เดินทางกลับโรงแรม Mughal Sheraton Palace ที่พักของเราในคืนนี้

เช้าวันรุ่งขึ้น เราก็ได้เวลาเดินทางกลับนิวเดลี  ซึ่งไฮไลท์สำคัญที่รอเราอยู่ที่นั่นก่อนที่จะบินกลับเมืองไทยคือ วัดอาชาธรรม

ก่อนถึงวัดอาชาธรรม เราก็ได้ผ่านสิ่งก่อสร้างหลายอย่างทั้งที่ยิ่งใหญ่ และ เสื่อมโทรม เป็นภาพความขัดแย้งอย่างชินตาที่พบเห็นได้ทั่วไป

หลังจากวนรถชมเมืองสักพัก เรามาก็มาถึงวัดอาชาธรรม (ที่นี่ไม่อนุญาตให้นำกล้องเข้าไป ภาพทั้งหมดจึงเป็นภาพจากทางวัดนะครับ)

วัดอาชาธรรม (Akshardham Temple)

เป็นวัดฮินดูที่ใช้เงินทุนก่อสร้างมากถึง600 ล้านรูปี ภายในจะเป็นคล้ายๆพิพิธภัณฑ์ทางอารยธรรมมากกว่าเป็นศาสนสถาน เนื่องจากภายในจะมีการจัดแสดงความเป็นมาของอารยธรรมอินเดียกว่า 1000 ปี ทั้งในแง่มุมของวัฒนธรรม สังคม และในฐานะประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดศาสนาถึง 3 ศาสนา   โดยการจัดแสดงนั้นก็มีความหลากหลาย ทั้งในแง่รูปปั้น ภาพวาด การนั่งเรือล่องไปตามสายน้ำจำลองชมหุ่นขี้ผึ้ง  หรือแม้กระทั่งน้ำพุดนตรี (เข้าไปแล้วนึกว่าสวนสนุก แต่ก็เป็นสวนสนุกที่อลังการมาก)

แต่เนื่องจากอินเดียยังมีความขัดแย้งทางศาสนาอยู่มาก ที่นี่จึงมีความเข้มงวดในการเข้าชมค่อนข้างมาก คือห้ามนำโลหะทุกชนิด กระเป๋าทุกชนิด และกล้องทุกชนิดเข้าไปโดยเด็ดขาด เรียกว่าก่อนเข้าต้องถอดนาฬิกา แหวน เข็มขัด สร้อยคอ กระเป๋าตังค์ ออกจนหมด แทบจะต้องเดินตัวเปล่าเข้าไปเลย

แม้มาตรการนี้จะทำให้หลายคนหงุดหงิดจนถอดใจไม่อยากเข้าไป แต่ในฐานะคนที่เคยเข้าไปชมแล้วขอบอกคำเดียวว่า ยอมทำตามที่เขาบอกเถอะครับ เพราะสิ่งที่จะได้เห็นข้างในนั้นคุ้มค่าทีเดียว

วัดอาชาธรรมคงเป็นสถานที่สุดท้ายก่อนที่พวกเราจะกลับเมืองไทย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้จะผ่านมาร้อนผ่านหนาวผ่านเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มามากมาย  อินเดียนั้นก็ยังคงเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่  มีอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ มีสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ชาติใดในโลก

แต่ขณะเดียวกันท่ามกลางความยิ่งใหญ่และหรูหราเหล่านั้น  เราก็ได้เห็นอีกภาพที่มีความขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง นั่นคือความยากจนข้นแค้นของคนอีกจำนวนมาก ซึ่งน่าเสียดายที่ความยากจนเหล่านั้นมาจากหลักการความเชื่อที่ทำให้คนที่เกิดมาในวรรณะหนึ่งไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ และต้องใช้ชีวิตด้วยความยากลำบากนี้ไปชั่วชีวิต

แต่นี่ล่ะคือส่วนหนึ่งของการเดินทาง  เราไม่ได้ไปเพื่อจะชื่นชมแต่สิ่งก่อสร้างที่สวยงาม แปลกตา แต่เราไปเพื่อเรียนรู้ชีวิตของผู้คนซึ่งมีความแตกต่างทั้งภาษา ความเชื่อ และวัฒนธรรม  ที่สำคัญอาจไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะตัดสินว่าอะไรถูก อะไรผิด  สิ่งที่เราทำได้ก็คงแค่เรียนรู้และทำความเข้าใจ    และถามตัวเองว่า…เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากสิ่งที่พบเห็นเหล่านั้น

การไปอินเดียครั้งนี้ของผมก็ให้คุณค่าต่อมุมมอง ความคิดและประสบการณ์ต่อตัวเองมากมายเช่นกัน

ที่สำคัญ การไปอินเดียในครั้งนี้ก็ยิ่งตอกย้ำสิ่งที่ผมได้เขียนไว้ในตอนแรกของบทความชุดอินเดียนี้ว่า…

คุณคงไม่สามารถบอกว่าตัวเองคือนักท่องเที่ยวสายอารยธรรมได้อย่างเต็มปาก ถ้าคุณไม่เคยไปเยือน…อินเดีย

ขอบคุณสำหรับการติดตามครับ

Mgastronome

IG : mgastronome_travel

mgastronome_eat

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s