Incredible India : The Golden Triangle , Delhi , Jaipur and Agra [3]

1

ถึง…เธอ

นี่คงเป็นจดหมายฉบับสุดท้ายแล้วในชุดเรื่องเล่าการท่องเที่ยวอินเดียของผม

ถึงตรงนี้แล้ว ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ผมได้เล่าไปทั้งหมดใน 2ฉบับที่ผ่านมาจะทำให้คุณรับรู้ความยิ่งใหญ่ของประเทศนี้ผ่านตัวอักษรที่ผมเล่าไปได้บ้างหรือไม่

ถ้าคำตอบของคุณคือ….ไม่

ความผิดทั้งหมดนั้นควรตกเป็นของผมเองที่ไม่สามารถถ่ายทอดความยิ่งใหญ่ของอินเดียออกมาให้คุณเห็นได้ แต่ไม่ว่าความสามารถของผมจะมีแค่ไหนเพียงใดก็คงไม่สามารถเปลี่ยนความจริงที่ว่า…ประเทศนี้คือมหาอาณาจักรที่มีอารยธรรมที่รุ่งเรืองที่สุดเมืองหนึ่งของโลกจริงๆ

และสถานที่ๆผมจะพาคุณไปชมผ่านตัวอักษรในจดหมายฉบับนี้ก็คืออีกหนึ่งหลักฐานชิ้นสำคัญที่สามารถพิสูจน์ข้อความที่ผมกล่าวถึงไว้ข้างต้นได้เป็นอย่างดี

จากชัยปุระ เช้าวันรุ่งขึ้นผมก็เดินทางต่อไปยังเมือง อักรา  ซึ่งถือเป็นเมืองสำคัญที่สุดเมืองหนึ่งในอินเดีย เนื่องจากเมืองนี้เป็นที่ตั้งของ…ทัชมาฮาล…อนุสรณ์สถานแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกนั่นเอง

ช่วงหนึ่งระหว่างทางที่รถแล่นผ่านไปอักรา ผมสังเกตเห็นเพิงพักตั้งอยู่ริมถนนติดๆกันหลายหลัง และเพิงพักเหล่านี้จะมีผู้หญิงนั่งอยู่ด้านหน้าทุกที่จนผิดสังเกตุ  เมื่อลองถามไถ่ไกด์จึงได้คำตอบว่าเพิงพักที่เห็นทั้งหมดนั้นเป็น…”เพิงพักของหญิงขายบริการ” โดยกลุ่มเป้าหมายของหญิงขายบริการเหล่านี้จะเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงานหรือบรรดาสิงห์รถบรรทุกกลัดมันที่ขับผ่านไปมา

คงไม่ต้องบอกว่าผมรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เห็น เพราะผมได้แนบรูปมาให้คุณดูด้วยแล้วในจดหมายฉบับนี้ และผมเชื่อว่าจากรูปที่คุณเห็น คุณคงมีความรู้สึกไม่ต่างไปจากผมโดยที่ผมคงไม่ต้องบรรยายมาเป็นตัวอักษรให้มันหดหู่ไปกว่านี้

2

นั่งรถต่อไปอีกสักพักเราก็มาแวะกันที่จุดท่องเที่ยวจุดแรกของวันนี้ นั่นคือ อุทยานแห่งชาติปารัตเปอร์

อุทยานแห่งชาติ ปารัตเปอร์ (Bharatpur National Park) 

เป็นอุทยานธรรมชาติที่มีพื้นที่ 29 ตารางกิโลเมตร เป็นอุทยานที่มีชื่อเป็นทางการว่า Keoladeo Ghana National Park ถูกสร้างขึ้นโดยมหาราชาของรัฐปารัตเปอร์ ในศตวรรษที่ 19 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำเป็นเขื่อนป้องกันน้ำท่วมแต่ภายหลังตัวเขื่อนนี้ได้พังทลายลงจนเกิดเป็นทะเลสาปปารัตเปอร์ ทำให้ในยุคต่อๆ มา อุทยานปารัตเปอร์ได้เปลี่ยนเป็นพื้นที่ล่าสัตว์ส่วนพระองค์ของมหาราชา ก่อนที่จะถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ ในปี 1982 และถูกประกาศเป็น “มรดกโลกทางธรรมชาติในปี 1985”

3

อุทยานแห่งนี้จะมีชื่อเสียงในเรื่องนกที่มีมากกว่า 350 สายพันธุ์  จึงถูกจัดเป็นสถานที่ดูนกที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

วิธีการเข้าไปชมในอุทยานจะมีหลายวิธี แต่ที่เป็นที่นิยมคือการนั่งสามล้อแล้วก็นั่งชมนก ชมไม้ในอุทยานไปเรื่อยๆ

4

ไม่รู้วันนั้นพวกเราก้าวขาลงรถผิดข้างกันหรือไร เพราะตั้งแต่นั่งรถสามล้อเข้าไปในอุทยานจนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงแล้ว พวกผมก็ไม่เห็นนกแม้แต่สักตัวเดียว เห็นแต่ต้นไม้ ต้นไม้และต้นไม้  ที่สำคัญตอนที่ไกด์บรรยายว่านี่คือสถานที่ดูนกที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกและเป็นมรดกโลกด้วย พวกเราก็อดตื่นเต้นไม่ได้ แต่พอมาได้สัมผัสกับสถานที่จริง ผมก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าสถานที่ดูนกในเมืองไทยยังมีที่ๆสวยและน่าท่องเที่ยวกว่านี้มากมายหลายเท่า  ในที่สุดพวกผมจึงต้องยอมแพ้ ตัดสินใจหยุดการชมนกชมไม้ไว้แค่นั้นแล้วก็ให้คนขับสามล้อพาพวกเรากลับออกมา

จริงๆแล้วจะว่าผมโชคร้ายทั้งหมดก็ไม่ถูกเสียทีเดียวเพราะในที่สุดในระหว่างนั่งรถสามล้อกลับออกมา ผมก็เห็นนกตัวหนึ่งเกาะอยู่บนยอดไม้ ซึ่งน่าจะเป็นนกตัวเดียวในวันนั้นที่โผล่มาให้เห็น ฮาาาา

สงสัยเจ้านกตัวนี้คงอดสงสารพวกเราไม่ได้ ที่อุตส่าห์ดั้นด้นข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากเมืองไทยมาดูนกกันถึงอินตะละเดีย เลยยอมเผยตัวออกมาให้เห็นบ้าง ไม่งั้นคงเรียกว่ามาเสียเที่ยว 555

5
น่าจะเป็นนกตัวเดียวที่เห็นในวันนั้น ฮาาาา

เมื่อจบจากกิจกรรมชมแต่ไม้ แต่ไม่ได้ชมนก พวกผมก็มุ่งตรงต่อไปกันที่ พระราชวังลักษมีวิลล่า ซึ่งจะเป็นสถานที่รับประมานอาหารเที่ยงของเรา คุณคงเห็นแล้วว่าทริปยังคงรักษา concept นอนในวัง กินในวังไม่เลิกรา ฮา

พระราชวังลักษมี (Laxmi Villas Palace) 

สร้างในปี 1887 โดยราชา Ragunath Singh ซึ่งเป็นน้องชายของมหาราชา Ram Singh ผู้ปกครองแคว้นปารัตเปอร์  โดยพระราชวังแห่งนี้ได้ถูกเปลี่ยนเป็นโรงแรม (เหมือนพระราชวังส่วนใหญ่ในอินเดีย) ในปี 1994

6

พระราชวังแห่งนี้ได้มีโอกาสต้อนรับแขกคนสำคัญๆ ระดับโลกมากมาย อาทิ ดยุคแห่งเอดินเบอร์ก ( Duke of Edinburgh) ,พระเจ้าชาร์แห่งอิหร่าน หรือ กษัตริย์ของเนปาล เป็นต้น จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างดีถึงความหรูหรามีระดับของพระราชวังแห่งนี้

หากคุณเบื่อๆ ชีวิตที่จำเจของคนธรรมดา และอยากลองเปลี่ยนรสชาติไปใช้ชีวิตแบบมหารานีก็เข้าไปพักที่นี่ได้นะครับ ฮา

9

เมื่อรับประทานอาหารเที่ยงพร้อมชมความงามของพระราชวังลักษมีกันอิ่มแล้วก็ได้เวลาเดินทางไปเมืองอักรากันต่อโดยใช้เวลาอีกประมาณ2 ชั่วโมงกว่าๆ เราก็เดินทางถึงเมืองอักรา และจุดหมายแรกที่เราไปแวะชมกันก็คือ ป้อมอักราฟอร์ท

ป้อมอัคราฟอร์ท (Agra Fort)  

ได้ถูกสร้างขึ้นโดยจักรพรรดิ์อักบาร์ ของอาณาจักรโมกุลซึ่งถือเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่มากในยุคนั้น โดยได้เริ่มทำการก่อสร้างตั้งแต่ปี 1565 และมาแล้วเสร็จในปี1574

11

อักราฟอร์ทตั้งอยู่ริมแม่น้ำยมุนา มีความยาวถึง 2.5 กิโลเมตร ประกอบด้วยกำแพงที่สร้างด้วยหินทรายสีแดง ประตูทางเข้าที่ตกแต่งประดับประดาด้วยกระเบื้องหลากสีสัน พร้อมด้วยอาคารหินอ่อนที่อยู่ด้านในมากถึง 500 หลัง

12

ป้อมอักราเป็นรูปแบบเฉพาะของศิลปะโมกุล และเป็นสัญลักษณ์ถึงความยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิ์อักบาร์ รวมทั้งได้สะท้อนถึงพยายามของพระองค์ที่จะรวมธรรมเนียมประเพณีของศาสนาอิสลาม และฮินดูเข้าไว้ด้วยกัน โดยเห็นได้ชัดทั้งในสถาปัตยกรรมและการตกแต่งต่างๆ

ป้อมแห่งนี้แม้จะเริ่มสร้างสมัยจักรพรรดิ์อักบาร์ แต่ก็สำเร็จเสร็จสิ้นในสมัยมหาราชาชาร์ จาฮัน (Shah Jahan) ซึ่งเป็นหลานของพระองค์ และมหาราชาพระองค์นี้เองเป็นผู้สร้างทัชมาฮาลอันยิ่งใหญ่

15

ในภายหลังจักรพรรดิ์  ชาร์ จาฮัน ผู้สร้างทัชมาฮาล ได้ถูกพระโอรสของพระองค์เองคือ จักรพรรดิ์ออรังเซบ (Aurangzeb) ทำการปฏิวัติยึดอำนาจ โดยมีเรื่องเล่าว่าสาเหตุของการยึดอำนาจนอกจากเรื่องของการเมืองแล้วยังมีสาเหตุมาจากการหมดความอดทนของข้าราชบริพารที่มีต่อองค์มหาราชาชาร์ จาฮัน เพราะทัชมาฮาลนั้นกว่าจะสร้างเสร็จก็ใช้งบประมาณและกำลังคนไปมหาศาลจนบ้านเมืองแทบไม่มีอะไรเหลือ แต่พระเจ้าชาร์ จาฮัน กลับมีพระราชดำริจะก่อสร้างทัชมาฮาลอีกหลัง แต่ทำด้วยหินอ่อนสีดำทั้งหมด เพื่อจะได้เป็นอนุสรณ์คู่กับทัชมาฮาลสีขาว

แค่ได้ยินพระราชดำรินี้เหล่าข้าราชบริพารก็พากันร้อนๆ หนาวๆ และคงเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เกิดการยึดอำนาจขึ้น

17
ที่คุมขังพระเจ้าชาร์ จาฮัน คงเป็นคุกที่หรูหราที่สุดแห่งหนึ่งในยุคนั้น 

ดังนั้นในบั้นปลายชีวิตพระเจ้า ชาร์ เจฮัน จึงถูกนำตัวมาควบคุมไว้ที่อักราฟอร์ท ซึ่งเป็นสถานที่ๆพระองค์สามารถใช้เฝ้าชมความงามของผลงานชิ้นเอกของพระองค์ได้ จนสิ้นพระชนม์ในปี 1657

19
จุดที่พระเจ้าชาร์ จาฮัน สิ้นพระชนม์

ซึ่งจากจุดที่คุมขังนี้เอง จะสามารถมองเห็นทัชมาฮาลได้ตลอดเวลา เพื่อให้พระองค์เห็นที่ฝังร่างของหญิงคนรักทุกวันคืน

20

นอกจากนั้นภายในอักราฟอร์ทยังมีท้องพระโรงซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของ บัลลังก์มยุรา ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก เนื่องจากถือเป็นบัลลังก์ที่มีความล้ำค่ามากเพราะนอกจากเคยเป็นราชบัลลังก์คู่บารมีของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์โมกุลแล้ว ยังเป็นราชบัลลังก์ทองคำที่ประดับด้วยเพชรนิลจินดามีค่าจำนวนมาก

22

แต่น่าเสียดายที่หลังจากจักรพรรดิ์ Nader Shah ได้ถูกลอบปลงพระชนม์ ราชบัลลังก์ที่แสนล้ำค่านี้ก็หายไปเป็นเวลาหลายปี ก่อนจะมาปรากฎตัวอีกครั้งในฐานะราชบัลลังก์คู่บารมีของอาณาจักรเปอร์เซียโดยปัจจุบันราชบัลลังก์ดังกล่าวนี้ยังอยู่ที่ประเทศอิหร่าน (แม้จะเรียกบัลลังก์มยุราเหมือนกันแต่รูปทรงต่างกันเล็กน้อย จึงเชื่อว่าเป็นการทำใหม่ หรือไม่ก็ใช้ฐานเดิมมาดัดแปลง)

23
ตำแหน่งที่ตั้งบัลลังก์มยุราเดิม
24
Cr. Wikipedia ภาพวาดบัลลังก์มยุราที่วาดในภายหลัง แสดงถึงความอลังการด้วยทองและเพชรนิลจินดาของบัลลังก์องค์นี้ และการหายไปอย่างหาร่องรอยไม่ได้เป็นความลึกลับที่ยังไม่มีคำตอบถึงวันนี้
25
มหาราชาชาร์ จาฮันนั่งบนบัลลังก์รอง ซึง่เชื่อว่านำรูปแบบมาจากบัลลังก์มยุรา 

จากป้อมอักราฟอร์ท  ก็ได้เวลาที่เราจะเดินทางไปชมอนุสรณ์สถานที่ยิ่งใหญ่และถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลกกันนั่นคือ…ทัชมาฮาล

26

ทัชมาฮาล ( Taj  Mahal ) 

ถือเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก เพราะที่นี่สร้างด้วยหินอ่อนบริสุทธิ์ โดยใช้เวลาสร้างถึง 23 ปี (1630-1648)   ใช้คนงานในการออกแบบ เขียนลวดลาย ช่างอิฐ ช่างปูน ช่างกระเบื้อง ช่างแกะสลัก ช่างตกแต่งภายใน รวมกว่า 20,000 คน

27

วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง คือ หินอ่อนสีขาว หินอ่อนสีแดง  หินอ่อนสีเหลือง เพชรตาแมว ปะการัง และ หอยมุก หินเจียรไนสีฟ้า  ตลอดจนเพชรนิลจินดาอีกจำนวนมาก โดยประมาณการกันว่าใช้เงินค่าก่อสร้างในยุคนั้นไปราว  50 ล้านเหรียญ หรือ ประมาณ 1,500 ล้านบาท !!!!

28
ความรู้สึกตอนทัชมาฮาลค่อยๆเผยโฉมให้เห็นมัน Epic มาก

ทัชมาฮาลถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสุสานฝังศพของ พระนางมุมทัชมาฮาล ราชินีผู้ป็นที่รักยิ่งของ  พระเจ้าชาห์ เจฮัน พระนางสิ้นพระชนม์เพราะคลอดโอรสองค์ที่ 15 (ก็น่าอยู่หรอกนะ เยอะเกิ้นนน) ซึ่งทำให้พระเจ้าชาห์ เจฮัน เสียพระทัยมาก พระองค์จึงสร้างที่ฝังศพที่ใหญ่โตและล้ำค่าที่สุดในโลกขึ้นที่ริมแม่น้ำยมนา

29

มีเรื่องเล่าว่าเหตุที่ทัชมาฮาลถูกออกแบบให้สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวและมีรูปทรงคล้ายๆ ภูเขาก็เพราะครั้งหนึ่งขณะที่พระเจ้าชาร์ เจฮัน และ พระนางมุมทัชมาฮาลได้เสด็จประพาสไปนอกสถานที่  พระนางมุม ทัชมาฮาลมีความประทับใจในภูเขาหิมะสีขาวโพลนที่ทรงทอดพระเนตรเห็น จึงตรัสกับพระเจ้าชาร์ เจฮันว่าถ้าสิ้นพระชนม์ไปก็อยากมีสุสานที่สวยงามบริสุทธิ์เหมือนภูเขาหิมะลูกนั้น

ดังนั้นเมื่อสิ้นพระชนม์  พระเจ้าชาร์ เจฮัน ก็เลยจัดหนัก จัดเต็มให้ตามคำขอ

30

ทัชมาฮาลได้รับการยอมรับจากสถาปนิกทั่วโลกว่าสร้างขึ้นอย่างถูกสัดส่วน และ วิจิตรงดงามที่สุด กว้างยาวด้านละ 39 เมตร  ตรงกลางมีโดมสูง 60 เมตร  มีโดมเล็กๆ เป็นหอสูงอยู่ทั้ง 4 มุม   ภายในประดับด้วย หินอ่อนสลักฉลุเป็นลวดลายวิจิตรตระการตา แต่งเติมด้วยนิล พลอยสี ทับทิม   ตรงกลางภายใต้หลังคาโดมใหญ่มีแท่นวางพระศพที่ทำด้วยหินอ่อน และมีฉากหินอ่อนฉลุลายงดงามกั้นอีกชั้นหนึ่ง แต่ศพจริงๆ ไม่ได้บรรจุอยู่ในหีบแต่ฝังอยู่ในอุโมงค์ใต้ดินตรงกับที่วางหีบศพนั้น

อย่างที่เคยเล่าไว้ว่าพระเจ้าชาร์ เจฮัน ตั้งใจจะสร้างทัชมาฮาลอีกหลังแต่เป็นหินอ่อนสีดำล้วนให้ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกันของแม่น้ำ   แต่โดนลูกยึดอำนาจก่อน (เพราะพ่อชักจะเลยเถิดไปใหญ่แล้ว) ไม่งั้นเราคงได้เห็นความงามอันยิ่งใหญ่ของทัชมาฮาลทั้งขาว และ ดำ ที่สร้างไว้คู่กัน

31

แต่คุณอาจจะไม่ทราบว่าก็ถือเป็นโชคดีของคนอินเดีย ที่ทัชมาฮาลยังคงตั้งอยู่อย่างโดดเด่นสวยงามอยู่ที่นี่ เพราะมีเรื่องเล่า(อีกแล้ว) ว่าตอนที่อังกฤษต้องคืนเอกราชให้อินเดียได้พยายามจะยกทัชมาฮาลทั้งหลังกลับไปอังกฤษ (เหมือนกับที่สิ่งมีค่าหลายอย่างของอินเดียและของโลกที่ถูกนำไปไว้ที่นั้น)  แต่เพราะการก่อสร้างด้วยเทคนิคพิเศษทำให้วิศวกรชาวอังกฤษไม่สามารถรื้อหินอ่อนแม้แต่ก้อนเดียวออกมาจากตัวทัชมาฮาลได้ จึงต้องยอมแพ้ไป

33

หลังจากชมความงามของทัชมาฮาลกันจนเต็มตา เต็มอิ่มแล้ว (ก็มืดค่ำพอดี) เราก็ไปช้อปปิ้งระบายเงินในกระเป๋ากันนิดหน่อย  หลังจากช็อปกันจนจุใจแล้วก็เดินทางกลับโรงแรม Mughal Sheraton Palace ที่พักของเราในคืนนี้

เช้าวันรุ่งขึ้น ผมก็ได้เวลาเดินทางกลับนิวเดลี  ซึ่งไฮไลท์สำคัญที่รอเราอยู่ที่นั่นก่อนที่จะบินกลับเมืองไทยคือ วัดอาชาธรรม

ก่อนถึงวัดอาชาธรรม ผมก็ได้ผ่านสิ่งก่อสร้างหลายอย่างทั้งที่ยิ่งใหญ่ และ เสื่อมโทรม เป็นภาพความขัดแย้งอย่างชินตาที่พบเห็นได้ทั่วไป

หลังจากนั่งรถชมเมืองสักพัก ผมมาก็มาถึงวัดอาชาธรรม น่าเสียดายที่ที่นี่ไม่อนุญาตให้นำกล้องเข้าไป ผมจึงไปยืมภาพจากทางวัดมาให้คุณดูว่าวัดแห่งนี้สวยงามยิ่งใหญ่แค่ไหน

วัดอาชาธรรม (Akshardham Temple)

เป็นวัดฮินดูที่ใช้เงินทุนก่อสร้างมากถึง 600 ล้านรูปี สำหรับผมเมื่อเข้าไปภายในแล้วรู้ว่าจะว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ทางอารยธรรมมากกว่าเป็นศาสนสถาน เนื่องจากภายในจะมีการจัดแสดงความเป็นมาของอารยธรรมอินเดียกว่า 1000 ปี ทั้งในแง่มุมของวัฒนธรรม สังคม และในฐานะประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดศาสนาถึง 3 ศาสนา   โดยการจัดแสดงนั้นก็มีความหลากหลายในแง่ของรูปแบบ ทั้งรูปปั้น ภาพวาด การนั่งเรือล่องไปตามสายน้ำเพื่อชมหุ่นขี้ผึ้งจำลอง  หรือแม้กระทั่งน้ำพุดนตรี  จริงๆแล้วผมว่าที่นี่มีอะไรให้ดูให้ชมมากกว่าสวนสนุกบางที่เสียอีก

แต่อย่างที่ผมเล่าไปก่อนหน้านี้ว่าที่นี่ไม่อนุญาตให้นำกล้องเข้าไป นอกจากกล้องแล้ว สถานที่นี้ยังมีการตรวจตราที่ละเอียด ละเอียดยิ่งกว่าการตรวจของทุกสนามบินที่ผมเคยเดินทางผ่าน

เนื่องจากอินเดียยังมีความขัดแย้งทางศาสนาอยู่มาก ที่นี่จึงมีระวัดระวังการก่อการร้ายเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงห้ามนำโลหะทุกชนิด กระเป๋าทุกชนิด และกล้องทุกชนิดเข้าไปโดยเด็ดขาด เรียกว่าก่อนเข้าต้องถอดนาฬิกา แหวน เข็มขัด สร้อยคอ กระเป๋าตังค์ ออกจนหมด แทบจะต้องเดินตัวเปล่าเข้าไปเลย

แม้มาตรการนี้จะทำให้หลายคนหงุดหงิดจนถอดใจไม่อยากเข้าไป แต่ในฐานะคนที่เคยเข้าไปชมแล้ว ผมบอกคุณได้คำเดียวว่า ยอมทำตามที่เขาบอกเถอะครับ เพราะสิ่งที่จะได้เห็นข้างในนั้นคุ้มค่าทีเดียว

วัดอาชาธรรมคงเป็นสถานที่สุดท้ายก่อนที่ผมจะเดินทางกลับเมืองไทย

การมาอินเดียในครั้งนี้ก็เหมือนทุกๆการเดินทางของผมที่ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้แค่ความรื่นรมย์ สนุกสนาน ได้เห็นสิ่งสวยงาม ได้ทานอาหารอร่อย แต่ทุกการเดินทางมีมุมมอง ข้อควรคิดหลายอย่างให้เราเก็บไว้ไปปรับใช้และทำให้เราเห็นโลกมุมที่กว้างขึ้น

อย่างประเทศอินเดีย เป็นประเทศที่ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มามากมาย ทั้งความยิ่งใหญ่ และความล่มสลายจนสุดท้ายต้องกลายเป็นเมืองขึ้นมหาอำนาจใหม่    แต่สุดท้ายอินเดียก็กลับมาเป็นชาติเอกราชที่ยังคงรักษาความยิ่งใหญ่  มีอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ มีสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ชาติใดในโลกได้

แต่ขณะเดียวกันท่ามกลางความยิ่งใหญ่และมลังเมลืองของสิ่งก่อสร้างหรือเทคโนโลยีทั้งใหม่เก่าเหล่านั้น  ผมก็ได้เห็นอีกภาพที่มีความขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง นั่นคือความยากจนข้นแค้นของคนอีกจำนวนมาก ซึ่งน่าเสียดายที่ความยากจนเหล่านั้นมาจากหลักการความเชื่อที่ทำให้คนที่เกิดมาในวรรณะหนึ่งไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ และต้องใช้ชีวิตด้วยความยากลำบากเช่นนี้ไปชั่วชีวิต

แต่นี่ล่ะคือส่วนหนึ่งของการเดินทาง  เราไม่ได้ไปเยือนเพื่อจะชื่นชมแต่สิ่งสวยงาม แปลกตา แต่เราไปเพื่อเรียนรู้ชีวิตของผู้คนซึ่งมีความแตกต่างทั้งภาษา ความเชื่อ และวัฒนธรรม  ที่สำคัญอาจไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะตัดสินว่าอะไรถูก อะไรผิด  สิ่งที่เราทำได้ก็คงแค่เรียนรู้และทำความเข้าใจ    และถามตัวเองว่า…เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากสิ่งที่พบเห็นเหล่านั้น

การไปอินเดียครั้งนี้ของผมก็ให้คุณค่าต่อมุมมอง ความคิดและประสบการณ์ต่อตัวเองมากมายเช่นกัน

ที่สำคัญ การไปอินเดียในครั้งนี้ เมื่อได้ไปเห็นความยิ่งใหญ่ทางอารยธรรมต่างๆที่ประเทศนี้มีแล้วก็ยิ่งตอกย้ำสิ่งที่ผมได้เขียนไว้ในตอนแรกของจดหมายชุดอินเดียนี้ว่า…

คุณคงไม่สามารถบอกว่าตัวเองคือนักท่องเที่ยวสายอารยธรรมได้อย่างเต็มปาก ถ้าคุณไม่เคยไปเยือน…อินเดีย

อยากให้คุณไปอยู่ตรงนั้นด้วยจัง

รักและคิดถึง

mgastronome

10 กันยายน 2018

IG : mgastronome_travel

        mgastronome_eat

One Comment Add yours

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s