ทริปด่วนสายบุญ ไหว้พระขอพรเมืองย่างกุ้ง พม่าใน 1 วัน

cover1

ผมได้มีโอกาสไปทริปไหว้พระขอพรที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า  เป็น Trip แบบไปเช้าเย็นกลับแบบด่วนๆ  ก็เลยมาทำรีวิวเป็นข้อมูลไว้เผื่อมีใครสนใจอยากตามรอยบ้างครับ

หลังจากการเดินทางครั้งนี้ทำให้ผมรู้สึกขึ้นมาเลยว่าการเดินทางไปต่างประเทศ ยิ่งเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงเดี๋ยวนี้ แทบไม่ต่างอะไรกับไป ตจว เลย  สะดวกสบายมาก

ยิ่งเป็นพม่า ที่ช่วงนี้ไม่ต้องทำ VISA ทำให้การเดินทางไปมาประเทศนี้ง่ายขึ้นมาก มีแค่พาสปอร์ตกับตั๋วเครื่องบิน นึกอยากจะไปก็ไปได้เลย

ดังเช่นทริปของผมในครั้งนี้ที่อยู่ดีๆ ก็รู้สึกอยากไปไหว้พระขอพรบางอย่างที่ประเทศพม่าขึ้นมา

แต่ทำไมถึงไปแค่วันเดียว ??

อย่างแรกเลยคือไม่มีเวลาครับ เนื่องจากงานค่อนข้างยุ่ง แต่เผอิญมีความปรารถนาบางอย่างที่อยากให้มันเป็นจริง สิ่งศักดิ์สิทธิ์เมืองไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ก็ไปขอมาหมดแล้ว …..อีกใจก็เออ…ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างมานานแล้วว่าพม่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายที่ โดยเฉพาะเทพทันใจซึ่งสามารถดลบันดารให้สมหวังได้แบบปัจจุบันทันด่วน
ได้ยินหลายเสียงพูดมาแบบนี้ก็เลยอยากจะลองไปขอพรท่านสักครั้ง แต่ไหนๆ ไปแล้วก็คงไม่ได้ไปไหว้แค่เทพทันใจ เพราะเมืองย่างกุ้งยังมีวัดและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกมากที่ควรไปเคารพสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง

และคงเป็นความบังเอิญอีกเช่นกัน ที่พอลองเช็คราคาตั๋ว ก็ได้ตั๋วราคาถูกประมาณบินไปเชียงใหม่มาเลยทั้งๆที่ผมจะบินไปวันเสาร์ และจองล่วงหน้าแค่เดือนเดียว

ชะรอยจะพอมีแต้มบุญอยู่บ้างก็เลยมีโอกาสได้เดินทางไปทริปไหว้พระทริปนี้

ผมออกเดินทางจากกรุงเทพแต่เช้าตรู่ เครื่องออกจากสนามบินดอนเมืองตอน 7 โมงเช้าไปถึงย่างกุ้งตอน 8โมงกว่า ๆ  เป็นการมาพม่าเป็นครั้งแรก

สนามบินย่างกุ้งดูสะอาด สวยงามและเป็นระเบียบกว่าที่คิดไว้มาก

1

พอไปถึง ตม  ใจก็ตุ่มๆ ต่อมๆ เพราะจากที่เช็คข้อมูลมา คือ คนไทยไม่ต้องทำ visa สามารถอยู่พม่าได้15วัน หวังว่าข้อมูลที่ค้นหามาคงไม่ผิดพลาด หรือไม่มีการเปลี่ยนกฎกะทันหัน
ไม่งั้นคงงานเข้า จากที่ตั้งใจจะไปไหว้เทพทันใจ คงได้ไหว้แค่เจ้าที่สนามบินนี่แหละ 555

ทันทีที่ป๊ะหน้ากับเจ้าหน้าที่ ตม  ประโยคแรกที่เจ้าหน้าที่ ตม สาวสวยพูดกับผมหลังพลิกหน้าในพาสปอร์ตดู คือ… No Visa ???

อ้าวว เฮ้ยยย ซวยละสิ สรุปต้องมีหรือไม่มี

แต่ผมยังไม่ทันจะตอบอะไรกลับไปเพราะมัวแต่ตกใจ  เจ้าหน้าที่สาวท่านนั้นก็แสตมป์ passport แล้วยื่นกลับมาให้ผม แล้วบอกว่า….
Welcome to Myanmar

เหม่ !!! ใจหายวาบบบบ

ออกจาก ตม ผมก็รีบไปแลกเงินจ๊าด ซึ่งผมก็ทำตามที่หลายคนแนะนำไว้ คือ…..

  1. แลกเงินบาทเป็นดอลล่าห์จากเมืองไทยมาก่อน แล้วธนบัตรต้องใหม่ใสกิ๊ก  (ดอลล่าห์ที่ดูเก่า หรือมีรอยยับแม้เพียงเล็กน้อย พี่พม่าเค้าไม่เอาเน้อ)
  1. พยายามคำนวณเงินจ๊าดที่ต้องใช้มาล่วงหน้า แลกเท่าที่ต้องใช้  เพราะถ้าเหลือจะแลกกลับลำบาก

แต่ในความเป็นจริง ก่อนกลับก็แลกเป็นเงินบาท หรือ ดอลล่าห์ที่สนามบินย่างกุ้งได้คับ  บนชั้น 2ก่อนไปขึ้นเครื่องก็มี Counter ให้แลก  อาจจะขาดทุนจากอัตราการแลกเปลี่ยนเล็กน้อย แต่ผมว่าโอเคนะ เพราะไม่รู้จะเอาเงินไปละลายกับอะไร
ผมพยายามเดินวน 3 รอบยังกะเดินวนเจดีย์ชเวดากองแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะซื้ออะไรจริงๆ

เมื่อแลกเงินเสร็จ ผมก็เดินออกจาก  International Terminal  ไป Domestic Terminal ที่อยู่ติดกัน

2

ที่ผมต้องเดินมา Domestic Terminal ผมไม่ได้จะบินต่อไปไหน  แต่จะมาติดต่อเช่า Pocket  wifi

คือก่อนหน้านี้ ผมพยายามหาข้อมูลว่าจะใช้สัญญาณมือถือกับสัญญาณเนตในพม่าได้อย่างไร  ซึ่งส่วนใหญ่จะเจอคำแนะนำว่าต้องซื้อซิมท้องถิ่น  แต่จากรีวิวก็เจอปัญหาจุกจิกหลายอย่าง  จนกระทั่งค้นไปค้นมา ผมก็ไปเจอกับเจ้า pocket wifi เจ้านี้เข้าโดยบังเอิญ

ที่ผมสนใจ Pocket wifi เพราะเคยใช้และประทับใจมากตอนไปญี่ปุ่น ไม่คิดว่าพม่าจะมี ที่สำคัญราคาก็พอไหวอยู่

สำหรับบู้ธ ของ Pocket wifi จะอยู่ตรงทางเข้า Domestic   Terminal เลยคับ หาง่ายมาก

3

ถ้าถามว่า Pocket wifi คืออะไร

มันก็เหมือน เครื่องปล่อยสัญญาณ wifi เคลื่อนที่  ให้เราพกพาไปไหนมาไหนด้วยได้ซึ่งสามารถแชร์สัญญาณได้หลายคน ถ้ามี user name กับ password    แต่ยิ่งคนแชร์เยอะ สัญญาณก็จะยิ่งช้า

สำหรับผมที่ชอบเจ้าตัวนี้เพราะเรารู้รายจ่ายแน่นอนต่อวัน  ไม่ต้องพะวงว่าจะโดนบิลมาเรียกเก็บเท่าไหร่   แต่ข้อเสีย คือถ้าใช้น้อยก็อาจไม่คุ้ม เพราะค่าใช้จ่าย fix ต่อวันไปแล้ว

ค่าเช่าสำหรับเจ้าตัวนี้อยู่ที่ 15 US$ต่อวันคับ  แต่วันนั้น จนท บอกว่า สำหรับลูกค้า walk in มาใช้ครั้งแรก ลดเหลือ 10 US$ หรือว่าโอเคเลยสำหรับผม

4

สำหรับการจ่ายเงินจะไม่รับเงินสดนะคับ  รับเฉพาะบัตรเครดิตเท่านั้น  แล้วไม่มีเครื่องรูด ใช้วิธีตัดจ่ายจากบัตรผ่านคอมพิวเตอร์

ต้องบอกเงื่อนไขตรงนี้ไว้ก่อน เผื่อใครไม่สะดวกใจจะใช้วิธีนี้ ก็ไม่มีวิธีอื่นให้เลือกคับ เพราะลองถามแล้ว  ไม่รับเงินสดแน่นอน

( ส่วนตัวหลังจากกลับมา   ผมลองเช็คกับทางบัตรเครดิตแล้ว  ก็พบยอดที่ตัดไปเท่ากับที่ต้องจ่ายจริงๆ ไม่มียอดเก็บอะไรแปลกปลอมมา เพื่อความสบายใจ โทรไปถาม AIS มาด้วยว่าโดนอะไรด้วยมั้ย เผื่อมั่วมา ก็ไม่มีคับ)

หลังจากตกลงจะเช่าแล้ว ก็จะให้เรากรอกข้อมูลเล็กน้อย

5

จากนั้นก็ให้กระเป๋าใส่ตัวเครื่อง และ accessory มา  ก็จะมีทั้งตัวเครื่อง สายชาร์ต และคู่มือ

6

จนท ก็อธิบายรายละเอียดต่างๆ ชัดเจนดีคับ บางอย่างก็เป็นข้อเสีย เช่น แบตเตอร์รี่อยู่ได้ 4ชั่วโมงเท่านั้น  และ ถ้าเครื่องมีปัญหาจะมีเบอร์โทรศัพท์ให้เราโทรไปสอบถาม แต่เบอร์นี้จะยิงตรงไปที่ศูนย์ customer service ที่ญี่ปุ่น  OMG ไกลไปป่าว 555

จริงๆ ปัญหาเรื่องแบตที่อยู่ได้แค่ 4ชั่วโมง ก็แก้ปัญหาได้ด้วยการพก Power Bank ไปด้วย ไม่ได้ยากเย็นอะไร

7

มาถึงการใช้งานบ้าง  อยากจะชม wifiเจ้านี้ว่าเนตเสถียรดีมาก และค่อนข้างเร็วเลยคับเพราะผมทดลองใช้ตั้งแต่ออกจากสนามบิน    อาจจะเพราะผมใช้คนเดียวด้วย ไม่แน่ใจว่าถ้าใช้หลายคนจะเป็นยังไง

แต่ที่งงมากๆ  จุดที่ wifi นิ่งไปเฉยๆเลยคือที่เจดีย์ชเวดากอง  เหมือนสัญญาณดับไปเลย  ที่จริงก็มีสัญญาณ wifi ขึ้นโชว์นะ  เต็มแม็กเลย แต่กลับทำอะไรไม่ได้ เหมือนขึ้นสัญญาณหลอกเฉยๆ แต่ไม่มีสัญญาณ   ( มาทราบจากผู้รู้ภายหลังว่าบริเวณเจดีย์ชเวดากองสัญญาณจะดับเป็นปกติทุกค่าย ยกเว้นไวไฟที่ทางวัดมีให้เช่า)

หลังจากจัดการทุกอย่างพร้อม ก็ได้เวลาไปไหว้พระทำบุญกัน

ก่อนหน้านี้ก็ผมพยายามลองเช็คข้อมูลเรื่องรถซึ่งผมตั้งใจจะเช่ารถทั้งวัน  ถ้ามาเช่ารถที่พม่า ก็จะมีราคาประมาณ 80,000 จ๊าด แต่ถ้าติดต่อเช่าจากเมืองไทยก็ประมาณ 2,500 บาท / วัน ซึ่งถือว่าราคาก็พอๆกัน

แต่คิดไปคิดมา   คราวนี้ผมตั้งใจมาไหว้พระแค่ไม่กี่ที่  ถ้าเหมาทั้งวันก็ไม่น่าจะคุ้ม เท่าที่เช็คข้อมูลมาหารถเอาเองจากจุดนึงไปจุดนึงดีกว่า  น่าจะถูกกว่าเยอะเลย แล้วก็สะดวกด้วย ก็เลยตัดสินใจมาหาเอง

ผมเริ่มต้นจากการลองติดต่อสอบถาม taxi หน้าอาคาร domestic นั่นแหละ

จุดหมายแรกคือ พระทันใจ  แต่แค่จุดแรกที่ถามก็โดนฟันหัวแบะแล้ว เพราะโดนเรียก 30,000 จ๊าด!!!   
จากที่หาข้อมูลมา ค่า Taxi จากสนามบินไปที่วัดพระทันใจ ไม่น่าจะเกิน 8,000 จ๊าด ยิ่งตอนถามน้องที่ให้เช่า wifi น้องเค้าบอกไม่เกิน 6,000 จ๊าดด้วยซ้ำ  พอมาเจอเสนอราคาเปิดที่ 30,000 จ๊าด นี่ก็…โหดไป๊

ดูท่าทำเลไม่ค่อยดีแล้ว ผมเลยเดินกลับไปอาคารระหว่างประเทศ  ไปลองถามใหม่ คราวนี้ราคามาตามที่ต้องการคับ คือ 8,000 จ๊าด ผมก็เลยตอบตกลงไป

8

ระหว่างนั่งรถไป  คนขับก็เสนอให้ราคาเหมาทั้งวันให้ที่ 40,000 จ๊าด  คิดไปคิดมาแล้วก็โอเคนะ ถูกกว่าที่เช็คมาตั้งครึ่ง  แถมน้องคนขับก็ดูสุภาพด้วย เลยตอบตกลง  ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมาก  เพราะสะดวกสบายกว่าต้องมาลุ้นหารถเอง  ไม่ต้องเสียเวลามาต่อราคาเวลาเรียกรถ  แล้วไม่ต้องลุ้นว่าจะมี taxi ผ่านมามั้ยด้วย

จุดหมายแรกของผมในย่างกุ้งวันนี้คือ

Botatown หรือวัดที่มีเทพทันใจ  นั่นเอง

9

ระหว่างทางเข้าจะมีของไหว้ขายคับ ใครจะซื้อไปเลยก็ได้ น่าจะหนักนิดนึง แต่ราคาจะถูกกว่าข้างในค่อนข้างมาก ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะ 3,000 จ๊าด

10

อย่างของผมเข้าไปซื้อข้างใน ของไหว้ โดนไป 10,000 จ๊าด

พระเจดีย์ในโบตาทาวครับ

11

ก่อนจะเข้าไปบริเวณด้านใน เราจะต้องไปจ่ายค่าเข้า 3 US หรือ 3000 จ๊าดก่อน แล้วก็ฝากรองเท้าไว้ที่ห้องจ่ายค่าเข้าได้เลย ซึ่งตอนผมไป จนท ขอแต่เงิน US นะคับ ขนาดผมบอกว่ามีเงินจ๊าดก็ไม่ยอมรับ  แต่พอผมให้แบงค์ 50 US$ไป น้องเค้ามีเงินทอนเป็นดอลล่าห์ไม่พอ กลับทอนผมเป็นจ๊าดเฉยเลย  แบบนี้ก็ได้เหรออออออ 555

พระทันใจ หรือ เทพทันใจ มีคนมาไหว้ขอพรเยอะมากในแต่ละวัน แต่…เท่าที่สังเกตุเป็นคนไทยส่วนใหญ่เลยนะคับ ไม่ค่อยเห็นคนพม่า ฮาาา

วิธีไหว้ก็เหมือนที่หลายคนเคยอธิบายไว้   จะมีคนจากทางวัด ไม่ทราบว่าจะเรียกว่าอะไร มาคอยแนะนำขั้นตอนให้ครับ

15

ขั้นตอนการไหว้ขอพรเทพทันใจมีดังนี้ครับ

  1. เริ่มด้วยการถวายของไหว้  ซึ่งอาจต้องให้คนทางวัดช่วยยกให้ด้วย เพราะหนักไม่ใช่เลย
  2. หลังจากถวายแล้วก็เอาผ้าแพรในชุดของไหว้ออกมา แล้วไปคล้องคอองค์เทพทันใจ
  3. เอาแบงค์ออกมา 2ใบ (จะเป็นพม่า ไทย หรือ US ก็ได้ แต่ต้องเหมือนกัน) ทาง จนท จะม้วนให้เราไปสอดไว้ในมือขององค์เทพทันใจ จากนั้นให้เราอธิษฐาน โดยเอาหน้าผากไปจรดกับนิ้วชี้ของเทพทันใจ จากนั้นก็ตั้งใจอธิษฐานเลยครับซึ่งเชื่อว่าควรขอพรเพียงข้อเดียวเท่านั้นเพื่อให้คำอธิษฐานนั้นมีโอกาสสัมฤทธิผลมากที่สุด
  4. หลังอธิษฐานเสร็จ  จนท ก็คืนแบงค์ใบนึงมาให้เราเก็บไว้
  5. จากนั้นให้เราเดินวนองค์เทพทันใจ มาหยุดตรงด้านหน้า แล้วเอาหัวจรดหัวไม้เท้าขององค์เทพทันใจ จากนั้นอธิษฐานอีกรอบ เป็นอันเสร็จพิธีครับ

วันนั้นคุณลุง จนท ช่วยแนะนำดีมากครับ ตั้งแต่ต้นจนจบ อาจจะเห็นผมเก้ๆ กังๆ เพราะมาคนเดียว  รู้สึกของคุณมากๆ

14

ถึงตรงนี้ก็มีเรื่องเตือนและย้ำกันอีกรอบ  เพราะจริงๆ เคยมีคนมารีวิวแล้วก็เตือนไว้แล้ว

คือพอเราเดินออกมา จะมีเด็กๆ วิ่งเข้ามาหา พยายามทำท่าทางสื่อสารว่าไม่ให้เอาเงินกลับไป แล้วพยายามแย่งเงินไปจากเรา

ตอนนั้นผมลืมสิ่งที่เคยอ่านมาเลยส่งแบงค์ใบนั้นให้เด็กคนนั้นไปแล้วด้วย พอนึกขึ้นได้ว่าเคยมีคนเตือนไว้ เลยรีบดึงกลับมา ทางที่ดี ไหว้เสร็จแล้ว  ใส่กระเป๋าเลยคับ (บางคนเชื่อว่าแบงค์ใบนั้นต้องเก็บไว้อย่างดี ไม่ให้คนอื่นสัมผัสโดนด้วย)

จากนั้นผมก็ไปไหว้สักการะพระเกศาธาตุกันต่อ ซึ่งอยู่ในวัดโบตาทาวนั่นเอง

17

มีเรื่องเล่าว่าพระเกศาธาตุดังกล่าวมีพ่อค้า2พี่น้องนำมาถวายไว้ที่วัดแห่งนี้ ต่อมาเมื่อมีการสร้างพระเจดีย์ชเวดากอง จึงอัญเชิญพระเกศาธาตุทั้ง8เส้นไปประดิษฐานที่พระเจดีย์ชเวดากอง

ต่อมาได้มีการบูรณะพระเจดีย์โบตาทาว และได้พบพระเกศาธาตุอีก 1เส้น ภายใต้ฐานองค์พระเจดีย์จึงได้อันเชิญมาประดิษฐานภายในองค์พระเจดีย์

18

หลังจากสักการะพระเกศาธาตุแล้ว ผมก็ไปขอพรกันต่อที่เทพกระซิบซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แค่ข้ามถนนไป

19

 เทพกระซิบ

20

เมื่อเข้าไปด้านในแล้ว จะเห็นเทพกระซิบซึ่งจะมีคนมาขายเครื่องไหว้ในราคา  1000 จ๊าด ประกอบไปด้วยนมกับข้าวตอก และผ้าสีน้ำตาล

วิธีไหว้ก็เอาผ้าที่ซื้อมากับเครื่องไหว้ คล้องคอเทพกระซิบ แล้วก็ก้มลงไปขอพรโดยกระซิบที่ข้างหู  เห็นบอกต่อกันมาว่าสิ่งที่ขอควรจะเป็นเรื่องเดียวกับที่ขอเทพทันใจครับ (วิธีนี้เหมือนเวลาขอพรจากหนูมุสิกะ พาหนะของพระพิฆเนศเลย )

21

ขอพรเทพทันใจและเทพกระซิบแล้ว ผมก็ไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันต่อที่…

พระเจดีย์ สุเล

22

เมื่อมาถึงเราก็ถอดรองเท้า (เป็นเรื่องที่เคร่งครัดมาก) เพื่อขึ้นไปจ่ายค่าเข้าด้านบน 3 USครับ

23

ทุกวัดในย่างกุ้ง นอกจากความสวยงามของศิลปะแบบพม่าแล้ว สิ่งที่เห็นจนชินตาคือภาพคนพม่ามานั่งสมาธิ สวดมนต์กันเยอะมาก บ่งบอกถึงพลังศรัทธาในพุทธศาสนาของผู้คนในประเทศนี้ได้เป็นอย่างดี

25

พระเจดีย์สุเลเป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมที่ชาวพม่าเชื่อว่าสร้างมาเป็นพันๆปีแล้ว โดยมีตำนวนเล่าว่าเทพโบโบจี ซึ่งเป็นเทพที่เป็นเทพารักษ์ประจำเมืองพม่าได้ชี้ตำแหน่งของเนินเขาสิงคุตตระซึ่งเป็นพื้นที่ที่ควรค่าแก่การประดิษฐานพระเกศาธาตุให้กับเจ้าเมือง ณ เวลานั้น ซึ่งตำแหน่งที่เทพโบโบจีมาชี้นั้นก็คือตำแหน่งของเจดีย์สุเลในปัจจุบันนั่นเอง

26

นอกจากเจดีย์สุเลถือว่าเป็นจุดที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงย่างกุ้งเลย เพราะ ตอนที่อังกฤษเข้ามาปกครองพม่าได้ใช้เจดีย์แห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการวางผังเมืองเพราะฉะนั้นถ้าใครดูแผนที่เมืองย่างกุ้งหรือดูจาก Google Map จะเห็นว่าจะมีถนนตัดกันเป็นสี่เหลี่ยมโดยมีเจดีย์สุเลเป็นศูนย์กลางนั่นเอง

เมื่อได้เดินชมภายในพระเจดีย์แล้ว ผมรู้สึกได้อย่างหนึ่งเลยว่าศิลปะพม่าก็มีความวิจิตรสวยงามไม่แพ้บ้านเราเลย โดยเฉพาะงานแกะสลักไม้ เรียกว่าทำได้ละเอียดละออและสวยงามมากๆ ทุกวัดที่มีโอกาสเดินทางไป นอกจากจะได้ไปไหว้พระขอพรแล้ว การได้ไปชมความงามของสถาปัตยกรรมต่างๆก็คุ้าค่ามากจริงๆ

เสร็จจากพระเจดีย์สุเล จุดหมายต่อไป คือวัดพรุทธไสยาสน์เจ๊าทัตจี หรือวัดพระนอนตาหวาน

วัดพระพุทธไสยาสน์เจ๊าทัตจี 

ป็นวัดที่มีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในพม่า

32

พระไสยาสน์นี้ องค์เดิมสร้างขึ้นในปี1907 และได้มีการบูรณะซ่อมแซมเรื่อยมา จนกระทั่งการบูรณะในปี 1966 ได้มีการเพิ่มความยาวองค์พระขึ้นอีก5 เมตรทำให้ความยาวทั่วทั้งองค์พระกลายเป็น 65 เมตรในปัจจุบัน

สิ่งที่ทำให้พระไสยาสน์องค์นี้แตกต่างจากพระไสยาสน์องค์อื่นๆที่เราเคยเห็นคือองค์พระจะมีตาที่หวานเหมือนตาผู้หญิง (คือดูแล้วเหมือนแต่งหน้าแต่งตา )  ตลอดจนสีปาก สีเล็บก็ทาสีแดง ซึ่งอาจจะดูขัดๆสำหรับพุทธศาสนิกชนบ้านเรา

30

แต่สำหรับพม่านั้น พุทธศิลป์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกโดยเฉพาะสีปากเพราะลักษณะพุทธศิลป์แบบนี้เริ่มนิยมขึ้นในกลุ่มชาวมอญที่มีศูนย์กลางอยู่ที่หงสาวดีเป็นแห่งแรก จากการที่นิยมถวายหมากพลูแด่องค์พระพุทธรูป เฉกเดียวกับการถวายแด่ภิกษุสงฆ์ทำให้พระสงฆ์จะมีปากสีแดง (เพราะเคี้ยวหมาก) ดังนั้นการที่พระพุทธรูปมีสีปากเป็นสีแดงจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ

แต่เรื่องการวาดตา เขียนคิ้ว ทาเล็บแดง อันนี้ก็เกินเข้าใจจริงๆ

นอกจากเรื่องความแปลกของสีสันต่างๆขององค์พระแล้ว พระตาหวานยังได้รับการยอมรับในความละเอียด ประณีตของคนสร้าง ไม่ว่าจะเป็นรอยพับ หรือการทับซ้อนพริ้วไหวของจีวร พุทธลักษณะของอค์พระ หรือลวดลายอักขระลักษณะธรรมจักรที่มีมงคล 108 ประการบนฝ่าเท้า

หากใครอยากจะได้ภาพที่สามารถเก็บความงามขององค์พระได้ทั้งองค์ ก็สามารถเดินไปช่วงท้ายๆขององค์พระ จะมีนั่งร้านให้ขึ้นไปเก็บภาพทั้งองค์พระได้ด้วยคับ

31

หลังจากเดินชมวัดตาหวานจนทั่วแล้ว ผมก็ไปต่อที่วัดงาทัตจี ที่อยู่ใกล้ๆกัน ที่จริงเดินถึงกันได้ครับ แต่คงเหนื่อยพอควร เลยตัดสินใจนั่งรถดีกว่า ฮาา

วัดงาทัตจี (Nga Htat Gyi Temple)

วัดงาทัตจีเป็นวัดที่มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ หรือหลวงพ่องาทัตจี แปลว่า หลวงพ่อที่สูงเท่าตึก 5 ชั้น เป็นพระพุทธรูปที่ได้รับการบริจาคจากเจ้าชาย  Minyedeippa ในปี 1558 

34

พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์นี้แกะสลักจากหินอ่อน ทรงเครื่องแบบกษัตริย์  เครื่องทรงเป็นโลหะ ส่วนเครื่องประกอบด้านหลังจะเป็นไม้สักแกะสลักทั้งหมดซึ่งมีความงดงามมาก

35

จากที่เคยอ่านกระทู้รีวิวมา  ก็จะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการที่มีชาวพม่าเข้ามาผูกมิตร แนะนำวิธีการไหว้ต่างๆนานาระหว่างที่เรากำลังไหว้พระที่วัดนี้  และก็ก็จะปิดท้ายด้วยการขอเงิน

ของผมก็เจอนะคับ  (อะไรที่มีคนเตือนมา เจอหมด 555)  แต่ของผมดีหน่อย ที่เป็นการขอบริจาคเพื่อไปช่วยเด็กยากไร้ มีการเอามือถือมาเปิด video เด็กยากไร้ที่น้องเค้าจะเอาเงินบริจาคให้ดูเสร็จสับ  แล้วก็ขอแบบสุภาพนะคับ ไม่ได้ขู่กรรโชกอะไร  ก็เลยให้ไปนิดหน่อย เพราะเอาเข้าจริงเราก็ไม่รู้หรอกคับว่าเค้าเอาไปช่วยเด็กๆจริงหรือเปล่า

แต่ถ้าถามว่ารู้สึกยังไง ถ้าจะบอกตามความจริงก็คือรู้สึกไม่ค่อยดีนัก เพราะตอนที่เข้ามาแนะนำการไหว้และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตอนนั้นผมรู้สึกดีว่าคนที่นี่มีน้ำใจกับนักท่องเที่ยวดีจัง

แต่พอมาปิดท้ายด้วยการขอเงิน แม้จะอ้างว่าขอบริจาค มันก็อดรู้สึกไม่ดีไม่ได้ แต่เอาเถอะมาทำบุญก็ไม่ควรคิดมากเนอะ….

ก็ได้แต่มาเล่าสู่กันฟังสำหรับคนที่เดินทางไปให้รู้ไว้ก่อนว่าอาจจะมีกรณีแบบนี้ครับ

หลังจากไหว้พระมา 4 วัดแล้ว  ก็เริ่มหิว เลยบอกพี่คนขับว่าช่วยพาไปทานอาหารพม่าอร่อยๆหน่อย

ขอแบบอาหารพม่าแท้   ย้ำ อาหารพม่าแท้

น้องเค้าก็เลยพามาร้านนี้คับ

36

สภาพของเหมือนร้านข้าวแกงบ้านเรานะ แต่น่าจะดังพอสมควรเพราะคนมาทานแน่นร้านตลอด

จากที่สังเกต ส่วนใหญ่แต่งตัวค่อนข้างดี  มีทหาร ตำรวจมาทานด้วยเป็นระยะๆ  แบบมีลูกน้องเดินล้อมหน้าล้อมหลังเลย แสดงว่ายศใหญ่พอสมควร

37

อาหารที่ร้านนี้ก็คล้ายๆบ้านเรา พวกแกง พวกผัด พวกแกงจืด หน้าตาอาจจะต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่โดยรวมๆแล้วก็ไม่ต่างกันมาก

39

พอพวกเรานั่งโต๊ะ พนักงานก็เอา  2อย่างนี้มาเสริฟ  ฟรีครับ ดูจากหน้าตาคงคล้ายๆน้ำพริกบ้านเรา แต่กลิ่นแรงมากคับ หลังจากดมดูแล้ว ทานไม่ไหวจริงๆครับ

ด้วยความหิวก็เลยสั่งมาหลายอย่างเลย แต่จานอาหารที่นี่ก็ไม่ได้ใหญ่มากมายนะคับ เรียกว่าผู้ชาย 2 คนทานน่าจะกำลังพอดี

มื้อนี้ ผมชวนพี่คนขับรถมาทานด้วยกัน  ผมก็บอกให้พี่เค้าสั่งได้เลยไม่ต้องเกรงใจ ซึ่งเค้าสั่งมาแค่อย่างเดียว คือปลาไหลผัดเผ็ด

ตลอดการเดินทาง ผมชื่นชมในความสุภาพของพี่เค้านะ โดยเฉพาะเมื่อมาร่วมโต๊ะอาหารด้วยกัน

พี่คนขับรถจะไม่ตักอาหารอย่างอื่นทานเลยนอกจากปลาไหลที่ตัวเองสั่งมาเท่านั้น   จนผมต้องคอยตักอาหารอย่างอื่นให้บ้าง

แต่ตอนที่ผมตักหมูให้   พี่เขารีบปฏิเสธจนผมตกใจ
ผมเลยอดถามไม่ได้ว่าพี่เค้าเป็นอิสลามหรือเปล่า? เห็นทานแต่ปลาแค่ทานหมูไม่ได้ พี่เขาเลยบอกว่าไม่ใช่  แค่ไม่ค่อยทานเนื้อสัตว์พวกหมู พวกวัว

ได้ยินคำตอบเช่นนั้น ผมก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ เว้นไว้ให้เป็นพื้นที่ส่วนตัวของกันและกัน แต่ในใจก็แอบนึกถึงเรื่องราวที่เคยอ่านเจอว่าคนสมัยโบราณ อย่างเช่น สมัยอยุธยาของบ้านเราก็ไม่นิยมทานหมู ทานวัวเหมือนกัน

สัตว์ที่เป็นที่นิยมคือกุ้งหอยปูปลามากกว่า  เพราะมีความเชื่อว่าการทานสัตว์ใหญ่บาปกว่าการทานสัตว์เล็ก

ถึงตรงนี้ก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าคนสมัยก่อนมาเห็นการทานบุปเฟ่ย์หมูกระทะของคนสมัยนี้ จะรู้สึกยังไง?? โอ๊ยยย บาปกรรมๆ 555

รสชาติอาหารพม่าที่ผมทานวันนี้ ผมว่าค่อนข้างจืด ไม่เค็ม ไม่หวาน ไม่รสจัดเหมือนบ้านเรา

42

แต่ที่ทำให้ทึ่งมาก คือกุ้งตัวใหญ่มากคับ กุ้งขนาดนี้คงหาไม่ได้ในร้านข้าวแกงธรรมดาแบบบ้านเราแน่นอน

43

อีกเมนูที่ชอบมาก คือแกงจืดผัดสด  (ตั้งชื่อเองนะคับ)

44

เพราะวิธีทำเหมือนจะแค่เอาน้ำซุปร้อนๆ ใส่ผัดสดๆ ลงไปแล้วเอามาเสริฟเลย น้ำซุปเลยหอมผักสดมาก แล้วอร่อยด้วย ดูเป็นเมนูสุขภาพที่น่าเอามาทำบ้านเราบ้าง

ค่าเสียหายสำหรับมื้อนี้ก็ประมาณ 500 กว่าบาท ครับ

45

ลองถามพี่ คนขับรถว่าสแตมป์ที่แปะบนใบเสร็จคืออะไร

เห็นพี่เค้าบอกเป็นภาษี

อิ่มแล้ว ผมก็ไปไหว้พระทำบุญกันต่อกับจุดหมายที่สำคัญที่สุดในทริป…

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง

46

พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง เชื่อว่าเป็นพระเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 8เส้น ที่อัญเชิญมาจากโบตาทาว สร้างระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 6-10โดยชาวมอญ

ทางเข้าด่านล่าง ฝากรองเท้าได้ มาจ่าย2000จ๊าต ตอนขากลับเพื่อรับรองเท้าคืน

ทางขึ้นมีทั้งแบบบันได และมีลิฟท์เพื่อพาขึ้นไปยังพระเจดีย์ด้านบน  เนื่องจากวันนี้มาแบบด่วนๆ อยากได้บุญไวๆ เลยขอขึ้นลิฟท์แล้วกันนะคับ ฮา

49

ผมไปถึงเจดีย์ชเวดากองตอนบ่าย 2 กว่าๆ ซึ่งอยากแนะนำท่านอื่นๆเลยคับว่าควรหลีกเลี่ยงเวลานี้

เพราะอย่างที่เล่ามาตั้งแต่ต้นว่าวัดในพม่า เราต้องถอดรองเท้าเดินเข้าวัดทุกวัดเป็นข้อปฏิบัติที่ไม่มีข้อยกเว้น อย่างกรณีของพระมหาเจดีย์ชเวดากองผมก็ถอดไว้ด้านล่างตั้งแต่ก่อนขึ้นลิฟท์

ดังนั้นเมื่อขึ้นมาถึงด้านบน เราจึงต้องเดินเท้าเปล่า ซึ่งช่วงเวลาบ่าย 2 นี้ พื้นหินอ่อนบริเวณรอบๆเจดีย์กำลังร้อนได้ที่เลยคับ เรียกว่าเดินไป กระโดดไป หนังนี่พองเป็นจุดๆเลย เพราะฉะนั้นถ้าหลีกเลี่ยงช่วงเวลานี้ได้ควรหลีกเลี่ยง

51

แต่อย่างไรก็ดี ถึงอากาศจะร้อน พื้นจะร้อน แต่จิตใจไม่ร้อนครับ เพราะทันทีที่ได้เห็นองค์พระเจดีย์ ผมก็ต้องยอมรับเลยว่าเป็นพระเจดีย์ที่สวยงาม ยิ่งใหญ่ สมคำเล่าลือจริงๆคับ

52

ในฐานะพุทธศาสนิกชน ผมคิดว่าสักครั้งในชีวิตต้องมาเห็นและสักกะระองค์พระเจดีย์ชเวดากองให้ได้

อีกเรื่องนึงที่ผมประทับใจมากๆ คือความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของคนประเทศนี้

อย่างที่ผมได้เล่าไปว่าช่วงเวลาที่ผมมาถึง แดดแรงมาก พื้นก็ร้อนสุดๆ ขนาดผมเดินบนพื้นยังทนแทบไม่ไหว เดินไป เขย่งไป

แต่คนพม่าที่นี่  นั่งพับเพียบเรียบร้อยบนพื้น หมอบกราบเบญจางคประดิษฐ์แบบไม่กลัวความร้อนเลย  เห็นแล้วนับถือมากๆ

53

อีกเรื่องที่อยากจะแนะนำคือมาถึงพระเจดีย์ชเวดากองแล้วอย่าลืมเข้าชมห้องนิทรรศการกันนะคับ

เพราะจะมีภาพที่เราคงหาโอกาสเข้าไปดูด้วยตัวเองยาก นั่นคือภาพสิ่งของล้ำค่าที่ผู้มีจิตศรัทธาถวายเก็บไว้ในยอดพระเจดีย์. มูลค่านั้นคงประเมินค่าไม่ได้จริงๆ

นอกจากนั้น  อย่าลืมไปกราบสักการะขอพรจากเทพประจำวันเกิดที่อยู่รอบองค์พระเจดีย์ด้วยครับ

58

หลังจากไหว้พระขอพรและชมความยิ่งใหญ่ของพระมหาเจดีย์ชเวดากองก็อิ่มใจแล้ว ผมก็กลับสนามบินเลยคับ

แต่ระหว่างทาง เกิดนึกขึ้นได้ว่าอยากแวะsupermarket ในเมืองย่างกุ้งนิดนึงว่าเป็นอย่างไร ซึ่งพอไปเห็นกับตาแล้วต้องบอกว่าทันสมัยไม่แพ้บ้านเราเลย

สรุปทริปนี้เป็นทริปไหว้พระขอพรที่ประทับใจมากอีกทริปนึง แม้จะมีเวลาสั้นๆแค่วันเดียว

พม่าเป็นประเทศที่น่าเที่ยว ผู้คนดูเป็นมิตร สถานที่ท่องเที่ยวก็สวยงาม คิดว่าคงหาโอกาสกลับไปเที่ยวเมืองอื่นๆอีกแน่นอน

62

โดยเฉพาะที่มัณฑะเลย์ ผมอยากไปเมืองนี้มาก หวังว่าจะได้ไปเยือนเร็วๆนี้แล้วจะกลับมาถ่ายทอดให้ทุกคนได้อ่านกัน

ขอบคุณที่ติดตามนะคับ

Mgastronome

IG : mgastronome_travel

mgastronome_eat

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s