1 Day Trip @Kawaguchiko : Mt. Fuji / Chureito Pagoda / Pink Moss

1

เดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนของทุกปี เป็นช่วงหนึ่งที่เหมาะจะเดินทางไปเยือน  Kawaguchiko แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของคนไทยที่อยู่ไม่ไกลจากโตเกียว รวมทั้งสามารถเดินทางแบบไปเช้าเย็นกลับได้

นอกจากในช่วงเวลานี้ อากาศที่ Kawaguchiko กำลังเย็นสบายแล้ว  สภาพอากาศก็โปร่ง ท้องฟ้าก็เปิด เป็นใจให้เราได้เห็น ภูเขาไฟ Fuji แบบเต็มตา

2

แถมใกล้ๆกันกับ Kawaguchigo ยังมี ทุ่งดอก Pink Moss  สีชมพูกว้างขวางละลานตาโดยมีภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลังให้แบบเว่อวังอลังการซึ่งจะเปิดให้ชมเฉพาะเดือนเมษายน– พฤษภาคม เท่านั้น ( เวลาที่แน่นอนจะแตกต่างกันในแต่ละปี)

3

ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะมีคำถามว่าเจ้า Pink Moss นี่ควรจะไปหรือไม่ เพราะมีเรื่องเล่าทั้งบวกและลบของสถานที่แห่งนี้

จริงๆ ประเด็นนี้จะว่าไปก็นานาจิตตัง อยู่ที่ชอบหรือไม่ชอบ หรือว่าอยากจะมองในมุมไหน  นอกจากนั้นก็มีประเด็นเรื่องแต้มบุญเข้ามาเกี่ยวด้วย เพราะบางคนเดินทางไปเที่ยวชมเร็วไป เจ้า Pink Moss ก็ยังไม่บานเต็มที่  บางคนไปช้า เจ้า Pink Moss ก็ดันเหี่ยวเฉาไปเสียแล้ว  บางทีก็เกิดอากาศวิปริตผิดเพศ ดอก Pink Moss ก็มีผลกระทบไปด้วย จึงยากมากๆที่จะบอกว่าไปแล้วจะได้ไปเจอกับความสวยอย่างที่หวังกันหรือเปล่า

แต่สำหรับผมถือว่าโชคดีที่ช่วงที่ผมไปPink Moss ถือว่ากำลังบานสะพรั่งละลานตาไปทั่ว เลยได้ภาพสวยๆอย่างที่หวังไว้มาเยอะเลย

ฉะนั้นเรื่องนี้คงต้องตัดสินใจกันจากข้อมูลต่างๆ กันเองคับ

4

นอกจาก Pink Moss แล้ว  บริเวณใกล้ๆ Kawaguchiko ยังมี Chureito Pagoda หรือที่คนไทยเรียกติดปากว่า เจดีย์ 5 ชั้น อยู่ด้วย  ใครที่ไปเที่ยวแถว Kawaguchikoแล้วพลาดการมีภาพเจดีย์ 5 ชั้นกับภูเขาไฟฟูจิอยู่ในอัลบั้ม  คงต้องบอกว่าพลาดไปมากจริงๆ

5

การเดินทางไป Kawaguchiko ของผมในครั้งนี้เป็นแบบ1 Day Trip โดยจะเดินทางออกจากโตเกียวตั้งแต่เช้าตรู่ และกลับมาตอนค่ำๆ

การเดินทางไปเที่ยว Kawaguchiko โดยมี Pink Moss และ เจดีย์ 5 ชั้นอยู่ในโปรแกรมด้วยภายใน1 วัน คงต้องยอมรับว่าการท่องเที่ยวบริเวณ Kawaguchikoคงไม่ครบถ้วนและใช้เวลาได้ไม่เต็มที่นัก เพราะเฉพาะ Kawaguchikoอย่างเดียวถ้าจะให้จุใจก็ควรไปพักค้างคืนแบบ 2 วัน 1 คืนด้วยซ้ำ เพื่อให้ชมความสวยงามและดื่มด่ำบรรยากาศได้ถ้วนทั่ว

เอาล่ะเรามาเริ่มเดินทางกันเลย

ผมตื่นแต่เช้าตรู่ (ใครไปแบบไปเช้าเย็นกลับ แนะนำว่าควรจะเริ่มเดินทางตั้งแต่เช้า) เพราะรถบัสไป Kawaguchiko เที่ยวแรกจะเริ่มตอน6โมงเช้า ซึ่งสามารถมาซื้อตั๋วและขึ้นรถได้ที่SHINJUKU EXPRESSWAY BUS TERMINAL ซึ่งตั้งอยู่ที่สถานีรถไฟJR SHINJUKU ทางออก SOUTH EXIT

โดยจุดขายตั๋วจะตั้งอยู่บนชั้น4   ซึ่งเราสามารถจองตั๋วล่วงหน้าจากอินเทอร์เน็ตไปก่อนได้ เมื่อเดินทางไป ถึงจะได้ออกตั๋วแล้วรอรถออกเลย

ช่วงเวลาที่เหมาะในการเดินทางไปKawaguchiko นอกจากเดือนพฤษภาคม ถึงมิถุนายนดังที่ผมกล่าวไว้แล้ว หากใครไม่ได้สนใจจะไปชม Pink Moss การเดินทางไปช่วงเมษายน ที่ดอกซากุระบาน (ต้องเช็คเวบพยากรณ์จากญี่ปุ่น) หรือ ช่วงพฤศจิกายนที่ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี ก็เป็นอีก 2 ช่วงเวลาที่เหมาะมากๆ เพราะจะได้ภาพที่สวยงามไปอีกแบบ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องพยายามหาวันที่ท้องฟ้าเปิด เพราะความสวยงามทุกสิ่งอย่างของบริเวณนี้ล้วนมีภูเขาไฟฟูจิเป็นไฮไลต์สำคัญเสมอ หากวันที่เราไปเที่ยว เกิดมีเมฆหมอกหนาทึบบดบังความสวยงามและความยิ่งใหญ่ของภูเขาไฟฟูจิขึ้นมาก็คงน่าเสียดายมากๆ

เนื่องจากวันนี้ผมออกเดินทางตั้งแต่เช้า พอขึ้นรถปุ๊บ สติก็เลือนหายไปเลย 555 มารู้สึกตัวอีกทีก็เห็นภูเขาไฟฟูจิอยู่ข้างๆ แต่วันนี้ดูท่าฤกษ์ไม่ค่อยดีแล้วครับเพราะท้องฟ้ามีเมฆค่อนข้างมาก นั่นหมายถึงเราอาจไม่ได้เห็นความงามของภูเขาไฟฟูจิได้เต็มที่

10

การเดินทางด้วยรถบัสจากสถานีชินจูกุใช้เวลาประมาณ1 ชั่วโมง 45 นาที  รถบัสก็เดินทางมาถึง  Kawaguchiko Station ครับ

11

มาถึงสถานีKawaguchiko แล้วให้ลองเข้าไปในบริเวณสถานีก่อนนะคับ ไปลองดูข้อมูลต่างๆ นานาก่อนจะได้แพลนการท่องเที่ยวของตัวเองได้ถูก รวมทั้งได้จัดการเรื่องบัตรโดยสารต่างๆให้เรียบร้อย ซึ่งการท่องเที่ยวใน Kawaguchikoสามารถเดินทางได้ทั้งรถบัสท่องเที่ยว  หรือเช่าจักรยาน

การเดินทางท่องเที่ยวที่สะดวกมากๆสำหรับที่นี่คือการใช้บริการ Retro Bus  หรือ Sightseeing Bus  ซึ่งหากใครมีแผนใช้เวลาที่นี่ค่อนข้างเยอะก็สามารถซื้อตั๋วขึ้นรถบัสแบบขึ้นลงได้ไม่จำกัด ทั้งสายสีแดง และสายสีเขียว ภายในระยะเวลา 2 วัน ( Saiko sightseeing pass) ราคา 1300 เยนโดยสามารถซื้อได้ที่สถานีรถไฟ Kawaguchiko Station นี้ได้เลย

นอกจากนั้นยังมีอีกออฟชั่นคือบัตร Kawaguchiko R Coupon ให้เลือก ซึ่งบัตรแบบนี้จะสามารถใช้ขึ้นกระเช้าเพื่อชมวิว และล่องเรือในทะเลสาบ Kawaguchiko ได้ฟรีด้วย  ใน ราคา 2,360 เยน

ก่อนเดินทาง ต้องขอเตือนคนที่เวลาน้อยๆ ว่ารถ Sightseeing Bus จะมีเวลาการออก เป็นรอบๆ โดยเริ่มต้นจากป้ายที่ 1 คือบริเวณ สถานีรถไฟ Kawaguchiko Station และจะวนไปตามจุดต่างๆ ดังนั้นจึงควรเผื่อเวลาสำหรับการรอรถแต่ละรอบไว้ด้วย

จริงๆ การท่องเที่ยวที่นี่สามารถใช้เวลาทั้งวันได้เลย แต่เมื่อผมมีแพลนว่าจะเดินทางไปเจดีย์ 5 ชั้นและไปชม pink moss ด้วยเลยคิดว่าคงไปแค่ 2 สถานที่สำคัญคือ

  1. จุดหมายแรกใน Kawaguchiko (ที่ใครๆต้องไป) คือ ป้ายที่ 11  Yuransen Ropeway Iriguchi

15

ใครที่ซื้อ R Coupon สามารถแวะป้ายนี้เพื่อขึ้นกระเช้าลอยฟ้าคาชิคาชิ (Kachikachiyama Ropeway) ฟรีได้เลย ส่วนใครที่ใช้บัตรธรรมดาต้องซื้อบัตรกระเช้าขึ้นตามราคาในรูป

16

สำหรับ Highlight ของจุดนี้คือการขึ้นกระเช้า ไปจุดชมวิวมุมสูงจากบนยอดเขาเท็นโจที่มีรูปปั้นกระต่าย และทานุกิ พร้อมๆกับการชมความงามของภูเขาไฟฟูจิ

17

ภาพที่คาดว่าหลายคนเห็นจนชินตาและถือเป็นภาพถ่ายบังคับเมื่อมาถึงที่นี่คือภาพกระต่ายกับภูเขาไฟฟูจิ

18

สำหรับเจ้ากระต่ายและทานูกิที่ดูน่ารักมุ้งมิ้งกิ่งก่องแก้วนี้ ผมแนะนำให้มโนแต่งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์ 2ตัวนี้เอาตามจินตนาการของแต่ละคนไปเลยคับจะได้อรรถรสกว่า อย่าพยายามหานิทานเรื่องนี้มาอ่านเลยเพราะถ้าได้ลองรู้ความจริง คุณจะไม่สามารถถ่ายภาพกับเจ้ากระต่ายและทานุกิคู่นี้และให้ความรู้สึกคิขุอาโนแนะเหมือนเดิมได้อีกแล้ว ฮา

19

เขียนนำมาขนาดนี้ ผมว่าหลายคนคงเข้า Google ไปเรียบร้อย 5555

พอถ่ายรูป และชมวิวภูเขาไฟฟูจิมุมสูงพอสมควรแล้วก็ได้เวลาไปจุดต่อไป ซึ่งสำหรับผมเป็นจุดสุดท้ายสำหรับที่ Kawaguchiko นี้ และขอแนะนำเลยว่าใครมา Kawaguchiko แล้ว ยังไงก็ต้องแวะจุดนี้ให้ได้ นั่นคือป้ายที่ 22  Kawaguchiko Natural Living Centerเพราะที่นี่เป็นสถานที่ๆ สามารถเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ได้แบบเต็มๆ โดยมีผืนน้ำและพงหญ้าเป็นฉากหน้าทำให้ภาพที่ออกมาสวยงามแบบไร้ที่ติ

ถ่ายเองอากาศไม่เป็นใจภาพเลยออกมาปังปินาศ 555 เลยขอยืมภาพชาวบ้านมาให้ชมนะคับ

21

ชื่นชมความสวยงามกันแบบแตะเบรกแล้ว (ต้องใช้คำนี้จริงๆ ไม่งั้นจะใช้เวลาเลยเถิดไปมาก) ผมก็รอขึ้นรถบัสวนกลับมายังสถานีรถไฟเพื่อที่จะนั่งรถไฟสาย Fujikyu Railway ต่อไปยังเจดีย์ 5 ชั้น ซึ่งตรงนี้ผมแนะนำว่าให้เช็คเวลารถออกไว้ตั้งแต่มาถึงสถานี Kawaguchiko เพื่อจะได้แพลนการเดินทางและใช้เวลาแต่ละจุดถูก

22

สำหรับการเดินทางด้วยรถไฟไปเจดีย์ 5 ชั้นนั้นใช้เวลาเพียงไม่นาน น่าจะประมาณแค่สิบกว่านาที(ห่างกันเพียง 5 สถานี)  ซึ่งระหว่างทางเราจะผ่านสถานี Mt. Fuji ซึ่งผมเห็นนักเดินทางในชุดปีนเขาลงที่สถานีนี้กันเยอะมาก แสดงว่าน่าจะเป็นจุดที่ขึ้นไปปีนเขาไฟฟูจิได้

สำหรับสถานีที่เราจะต้องลงเพื่อไปยังเจดีย์5 ชั้นนั้นคือสถานี Shimoyoshida ซึ่งตัวสถานีนั้นจะอยู่ฝั่งตรงข้ามให้เดิมข้ามรางรถไฟไป

23

เมื่อเข้าสู่ตัวสถานีแล้ว บริเวณทางออกจะมีป้ายบอกวิธีไปยังเจดีย์ 5 ชั้น และระหว่างเดินไปนั้นก็ยังมีป้ายคอยบอกเป็นระยะๆ เช่นกัน อาจจะดูลดเลี้ยวหน่อยแต่ไม่น่าจะหลงครับ

24

การเดินไปยังเจดีย์ 5 ชั้นนั้นก็ใช้เวลาอยู่เหมือนกันและยังต้องเดินขึ้นเขาไปด้วย นี่คงเป็นอีกเหตุที่ใครมาเที่ยวแถว Kawaguchiko แล้วควรแวะไปเสียเลยก่อนจะไม่มีแรงเพราะเฉพาะบันไดที่ต้องเดินขึ้นไปยังจุดที่เจดีย์5 ชั้นนั้นก็ราวๆ 400 ขั้นเข้าไปแล้ว ฮา

เจดีย์ 5 ชั้น หรือ Chureito Pagoda เป็นเจดีย์บนภูเขาที่สามารถมองเห็นเมืองฟูจิโยชิดะและภูเขาไฟฟูจิในระยะไกลได้อย่างชัดเจนและงดงาม เจดีย์นี้อยู่ในบริเวณศาลเจ้า Arakura Sengen Shrinซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงสันติภาพปี 1963

28

บริเวณเจดีย์ 5 ชั้นด้านบนนี้เองที่เป็นจุดถ่ายรูปซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นจุดถ่ายรูปเจดีย์สไตล์ญี่ปุ่นที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งเพราะจะได้ภูเขาไฟฟูจิมาเป็นองค์ประกอบด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เจดีย์แห่งนี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไม่ขาดสาย ซึ่งพอมาได้เห็นของจริงก็สวยสมคำล่ำลือจริงๆ

30

ภาพภูเขาไฟฟูจิจากมุมนี้ก็ได้ความ Epic มากๆ

34

จบจากการเก็บภาพเจดีย์ 5 ชั้นและภูเขาไฟฟูจิจนหนำใจแล้ว ตอนนั้นเวลาก็ล่วงเลยเข้าช่วงบ่ายต้นๆ ผมจึงตัดสินใจหามื้อเที่ยงทานที่เมืองฟูจิโยชิดะนี้เลยซึ่งจากการหาข้อมูลพบว่าเมืองนี้จะมีร้านอุด้งที่มีชื่อเสียงมากนั่นคือร้าน Sakurai Udon ซึ่งถือเป็นร้านอุด้งแบบ Yoshida แท้ๆให้ทาน  โดยอุด้งชนิดนี้ได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งในอาหารพื้นบ้าน100  เมนูที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นด้วย ผมจึงตัดสินใจเดินเข้าเมืองไปหาอุด้งร้านนี้ทาน

ระหว่างเดินเข้าไปในเมือง (โดยเดินกลับไปทางสถานีรถไฟ แล้วเดินเหมือนเดินเข้าไปหาภูเขาไฟฟูจิ) ผมมีความรู้สึกเหมือนเราหลงย้อนยุคเข้าไปญี่ปุ่นอีกยุคสมัยหนึ่ง มันอธิบายไม่ถูกเพราะภาพสายไฟระโยงระยางกับเสาไฟที่มีโคมไฟแบบยุคก่อนโดยมีภูเขาฟูจิ (อีกแล้ว) เป็นองค์ประกอบสำคัญอยู่เบื้องหน้า มันทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ

35

อีกหนึ่งความแปลกที่รู้สึกได้คือระหว่างที่เดินไปนั้นผมแทบไม่เจอผู้คนหรือสิ่งมีชีวิตเลย เหมือนเราเดินอยู่ในเมืองร้าง นานมากๆ จนทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าผู้คนหายไปไหนกันหมด บางช่วงก็อดรู้สึกหวิวๆไม่ได้ จนอยากจะเดินกลับไปสถานีรถไฟไปเลย แต่อีกใจก็อยากจะชิมอุด้งชื่อดังของเมืองนี้ให้ได้เพราะไหนๆก็มาถึงที่นี่แล้ว ซึ่งถ้าใครตามอ่านบล็อกผมมาตั้งแต่แรกคงทราบว่าผมชอบอาหารพวกเส้นๆมาก ดังนั้นมาถึงขนาดนี้แล้วก็มีแต่ต้องเดินหน้าต่อ

เดินไปสักพักในที่สุดผมก็เดินมาถึงร้าน Sakurai Udon ซึ่งพอเห็นหน้าร้านก็แบบ…คือเปิดขายอยู่ใช่มะ…..555

38

ผมตัดสินใจเปิดประตูแหวกผ้าม่านเข้าไป ซึ่งทันทีที่เห็นสภาพในร้านผมก็ต้องถอยกรูดออกมาตั้งหลักอีหน้ากรอบ ฮา  เฮ้ย นี่มันบ้านคนหรือร้านอาหาร

ก็จะไม่ให้ผมคิดแบบนั้นได้อย่างไร เพราะภาพที่ผมเจอคือผู้ชายคนนึงนั่งอยู่ที่โต๊ะกำลังก้มลงอ่านหนังสือพิมพ์อย่างเอาจริงเอาจัง. ขณะที่ผู้หญิงอีกคนกำลังนั่งดูทีวีอย่างตั้งใจ ดูยังไงๆผู้ชายกับ ผู้หญิง 2 คนนี้ยังกะใช้ชีวิตอยู่ในบ้านตัวเอง5555

39

สิ่งที่ทำให้ผมรู้ว่าที่นี่คือร้านอุด้งแน่ๆ คือรอบ 2 ที่ผมแหวกม่านเข้าไปใหม่ คราวนี้มีเด็กวัยรุ่นคนนึงออกมาต้อนรับด้วยท่าทีงงๆและแปลกใจสุดขีด ผมเดาจากสภาพเมืองที่เดินผ่านมา ผมคิดว่าเมืองนี้คงไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามามากนัก (ขนาดคนท้องถิ่นยังไม่ค่อยเห็นเลย)

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางมาเมืองนี้คงลงสถานีรถไฟแล้วไปเจดีย์5 สี จากนั้นก็เดินทางกลับเลย

เราสื่อสารกันด้วยภาษาใบ้สักพัก ผมก็ได้ Yoshida Udon มีชื่อเสียงของเมืองนี้มาทาน  ซึ่งสไตล์ของอุด้งจะมีแค่เส้น น้ำซุป เต้าหู้ และผักกระหล่ำโรยหน้า เรียกว่าถ้าทำไม่อร่อยจริงก็จะเละไปเลยเพราะไม่มีเนื้อใดๆมาเป็นตัวช่วยชูรสชาติเลย

40

อุด้งถือเป็นเมนูของชนชั้นสูงดั้งเดิมของญี่ปุ่น มีหลักฐานว่าเริ่มมีการคิดค้นเมนูนี้กันตั้งแต่ปี 1241และถือเป็นอาหารไม่กี่เมนูที่ยังคงรักษารูปแบบดั้งเดิมมาจนทุกวันนี้

41

สำหรับอุด้งชามนี้ น้ำซุปอร่อยมาก แม้รสชาติไม่ได้เข้มข้นเหมือนราเมง แต่ก็ช่วยชูรสพระเอกของชามนี้คือ เส้นอุด้ง ได้เป็นอย่างดี เส้นอุด้งแบบ Yoshida จะมีชื่อเสียงมากเรื่องความเหนียวหนึบนุ่ม มีความกรุบๆของเส้น (ถ้าเป็น Spaghettiแบบอิตาลีก็เรียกว่ามีความ Al Dente 555)

42

ซึ่งพอได้ลองทานแล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เรียกว่าแตกต่างจากเส้นอุด้งร้านอื่นๆที่เคยทานเลย แต่ถึงตรงนี้ต้องขอเตือนไว้ก่อนว่าใครไม่ชอบรสชาติแป้งแบบจัดๆก็คงไม่ถูกใจนักเพราะคนที่ชอบทานอุด้งก็คือคนที่ชอบทานเส้นประเภทนี้โดยเฉพาะ

อิ่มกันแล้วผมก็เดินทางกลับไปที่สถานีรถไฟ ซึ่งเมื่อไปถึงช่องขายตั๋วก็ยังปิดอยู่ ซึ่งไม่ต้องตกใจเพราะสถานีรถไฟ shimoyoshidaไม่ได้เป็นสถานีรถไฟขนาดใหญ่ จึงไม่ได้มีรถไฟวิ่งตลอดเวลา ดังนั้นช่องจำหน่ายตั๋วจึงจะเปิดขายล่วงหน้าก่อนรถไฟมาถึงไม่นานนัก

สักพักช่องขายตั๋วก็เปิดผมก็นั่งรถไฟกลับไปยังสถานี Kawagushiko เพื่อกลับไปนั่งรถบัสไปชมทุ่ง Pink Moss

การไปชมทุ่ง Pink Moss เราจะนั่งรถบัสสาย Shibazakura Liner ซึ่งจะมีจุดขายตั๋วอยู่บริเวณด้านหน้าสถานีKawaguchikoราคาตั๋วอยู่ที่ 2,000 เยนสำหรับผู้ใหญ่ และ 1,000 เยน สำหรับเด็ก ราคาตั๋วนี้จะรวมค่ารถบัสไปกลับ  ค่าบัตรเข้าชมสวน และจะได้รับของที่ระลึกเป็นโปสการ์ดด้วยครับ

เมื่อซื้อตั๋วแล้วก็ไปเข้าแถวรอขึ้นรถตรงป้ายเบอร์7 โดยรถบัสแต่ละเที่ยวจะออกห่างกันประมาณ30 นาที

Pink Mossหรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า ดอกชิบะซากุระ (Shibazakura) เป็นดอกไม้หลักที่จะปลูกให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมในเทศกาล Fuji Shibazakura Festival ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของทั้งนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวทั่วโลกเพราะที่นี่นักท่องเที่ยวจะได้ชมทั้งความสวยงามของดอกไม้และความยิ่งใหญ่ของภูเขาไฟฟูจิไปพร้อมๆกันได้ โดยเทศกาลนี้จะจัดขึ้นทุกปีในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน – พฤษภาคม) แต่ในแต่ละปีช่วงเวลาที่จัดจะไม่ตรงกันซึ่งจะมีการประกาศในเวบไซส์ www.shibazakura.jp/thai/ ล่วงหน้า

44

จากสถานี Kawaguchiko เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาทีก็ถึงสถานที่จัดงาน รถจะมาจอดที่บริเวณจุดจอดรถด้านนอก จากนั้นก็ต้องเดินเข้าไปในงาน

จุดเด่นที่ผมชอบมากๆของงานนี้คือบริเวณด้านหน้างานจะมีป้ายบอกไว้เลยว่าวันนี้ดอกPink Moss บานกี่ % ซึ่งให้เราพอจะรู้ชะตากรรมของตัวเองล่วงหน้าไม่ต้องสะไปร้ท์กันในงาน ฮา

โชคดีที่วันที่ผมไป ดอก Pink Moss บานถึง 80%ซึ่งเรียกว่าบานเกือบจะเต็มสวนเลยทีเดียว

ดอก Pink Moss หรือชิบะซากุระเป็นดอกไม้ที่มีลักษณะเป็นพุ่มดอกไม้เตี้ยๆ ตัวดอกมี 5 แฉกคล้ายกับดอกซากุระ  ถึงแม้เราจะเรียกดอกชนิดกันติดปากว่า Pink Moss แต่จริงๆแล้วดอกไม้ชนิดนี้มีด้วยกันหลายสีซึ่งในงานเทศกาลนี้จะมีการปลูกสีชมพูเข้ม ชมพูอ่อน ม่วง ขาว สลับกันไปตามแนวเนินเขาสูงต่ำสุดลูกหูลูกตา ทำให้เหมือนทั้งภูเขาโดนแต่งแต้มไปด้วยสีต่างๆของดอกไม้

ไม่เพียงแค่นั้น (กรุณาออกเสียงแบบ TV Direct 555) ทุ่งดอกชิบะซากุระ ยังมีภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลังให้ เพิ่มความเว่อวังอลังการเข้าไปอีก

48

ที่สวนนี้มีจุดที่เด่นๆ ก็คือ ภูเขาฟูจิลูกน้อย Mini Shibazakura Fuji, จุดชมวิวมุมสูงบนสะพานไม้

และอื่นอีกมาก เรียกว่าอาณาเขตกว้างขวางจริงๆ ใครที่ชอบถ่ายรูปคงใช้เวลาที่นี่เป็นวันๆแน่ๆ

หลังจากเดินถ่ายรูปมุมต่างๆ จนพอใจ (เดินกันได้เหงื่อเหมือนกัน)  ผมก็เดินออกจากสวนมารอยังป้ายขึ้นลงรถบัส ณ จุดเดิม ซึ่งรถบัสที่มาจอดจะมีทั้งกลับไปโตเกียว และสถานี Kawaguchiko เพราะฉะนั้นก่อนจะขึ้นไปนั่งต้องเช็คให้ดีนะคับ

ส่วนผมนั้นก็ถือโอกาสนั่งรถจากที่นี่กลับโตเกียวไปเลย จะได้ไม่ต้องย้อนไปสถานี Kawaguchikoอีก

สำหรับ1 Day Trip ณ คาวากูจิโกะ เจดีย์ 5 ชั้น และ ทุ่ง Pink Moss ในวันนี้ถือว่าเป็นทริปที่ผมประทับใจมากและไม่ผิดหวังเลย เพราะทั้ง 3ที่เป็นจุดที่ผมแนะนำว่าต้องไป Check In ให้ได้จริงๆ แต่ละทีก็มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้การเที่ยวของเราไม่น่าเบื่อเหมือนได้ไปเที่ยวหลายๆแนวในวันเดียว

แต่ข้อเสียก็คืออาจจะต้องเร่งรีบไปนิดทำให้ไม่สามารถใช้เวลาดื่มด่ำซึบซับความสวยความกับแต่ละสถานที่ได้เพียงพอ

ดังนั้นถ้าใครมีเวลาอาจจะลองเปลี่ยนเป็นทริป 2 วัน 1 คืนแทน  แต่ถ้าใครมีเวลาน้อย หรือยังมีแพลนอยากไปสถานที่อื่นๆอีก การจัดทริปแบบไปเช้าเย็นกลับก็ยังพอได้อยู่แบบที่ผมทำ

สำหรับรีวิวหรือเรื่องเล่า1 Day Trip @Kawaguchiko : Mt. Fuji / Chureito Pagoda /  Pink Mossก็คงจบลงเพียงเท่านี้

และเช่นเคย ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันนะคับ

Mgastronome

IG : mgastronome_travel

mgastronome_eat

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s