ขับรถเที่ยวอังกฤษ สก็อตแลนด์ Part 8 : Day 2 Bourton-on-the water & Stratford upon Avon & York

 

The Ultimate Road Trip across UK London – Scotland – Isle of Skye Part 8

Day 2 Bourton-on-the water – Stratford upon Avon – York

การเดินทางวันที่ 2

ถึง…เธอ

ก่อนอื่นผมคงต้องขอขึ้นต้นจดหมายฉบับนี้ด้วยคำ…ขอโทษ…ที่ผมทิ้งเวลาไว้เนิ่นนานพอสมควรกว่าจะเขียนจดหมายฉบับนี้ถึงคุณ ด้วยเพราะภาระหน้าที่ๆรับผิดชอบที่ค่อนข้างมากขึ้นในช่วงนี้ กอรปกับผมอยากจะเขียนรายละเอียดในการเที่ยวให้คุณอ่านได้ครบถ้วน จดหมายที่จะเล่าเรื่องการขับรถเที่ยวในประเทศอังกฤษในวันที่2 ของผมเลยต้องใช้เวลาพอสมควร หวังว่าคุณคงเข้าใจและไม่ว่าอะไรกับความล่าช้านี้นะครับ

สำหรับวันที่ 2 ของทริปขับรถเที่ยวประเทศอังกฤษของผม ผมจะพาคุณเดินชมเมือง Bourton-on-the water กันต่อ เพราะตามแผนจริงๆแล้วผมตั้งใจแค่มาแวะค้างคืนและจะเริ่มเที่ยวกันแบบจริงจังในช่วงเช้า แต่เนื่องจากอย่างที่เคยเขียนเล่าให้คุณก่อนในจดหมายฉบับก่อนๆว่าหน้าร้อนในอังกฤษฟ้าค่อนช้างมืดช้า ผมเลยถือโอกาสเดินสำรวจที่นี่ไปบางส่วนแล้ว

หลังจากนอนแบบเต็มอิ่มบนเตียงที่นุ่มมากๆ ของโรงแรม Duke of Wellington ที่ผมเคยเขียนมาเล่าให้คุณอ่านไว้ที่ Duke of Wellington, Bourton-on-the-water, UK แถมอากาศในคืนนั้นก็เป็นใจ เพราะต้องย้ำกับคุณอีกครั้งว่าโรงแรมในอังกฤษหลายโรงแรมนั้นจะไม่มีแอร์ ดังนั้นเนื่องจากเมื่อวานมีฝนตกทำให้อากาศที่นี่เย็นสบายมากๆ เรียกว่าผมนอนหลับใต้ผ้าห่มอุ่นรวดเดียวมาตื่นเอาตอนเช้าเลย

                                  เตียงนอนหนานุ่ม ผ้าห่มอุ่น หลับสบายมากๆ
                                               โรงแรม Duke of Wellington

หลังจากตื่นนอน อาบน้ำแต่งตัวและเก็บกระเป๋าเดินทางให้เตรียมพร้อมเดินทางแล้ว ผมก็เริ่มทำการสำรวจ Bourton-on-the water ด้วยการเดินเป็นวงกลม โดยเมื่อออกจากโรงแรมแล้ว ผมก็เลี้ยวขวาเดินลึกเข้าไปในถนนเล็กๆหน้าโรงแรม ซึ่งจะพาเราผ่านจุดแรกทางซ้ายมือที่สะดุดตาเลยคือ Harrington House ซึ่งเป็นโรงแรมที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของ Bourton-on-the water 

                                                         Harrington House

แต่เสน่ห์ของหมู่บ้านแห่งนี้ที่ทำให้เช้าวันนั้น การเดินสำรวจหมู่บ้านแห่งนี้เป็นไปด้วยความประทับใจมากๆ ก็คือมีบ้านน่ารักๆ สวยๆ เยอะมาก 

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบเป็นพิเศษในการเดินเที่ยวในหมู่บ้านเล็กๆในอังกฤษคือบ้านส่วนใหญ่จะชอบปลูกดอกไม้ หรือมีสวนสวยๆอยู่หน้าบ้าน ทำให้บ้านมีสีสัน ไม่แห้งแล้ง  เติมเต็มความสดชื่นให้หมู่บ้าน ใครๆที่เดินผ่านก็จะรู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวาอย่างบอกไม่ถูก มิน่าล่ะ สวนอังกฤษ ถึงมีชื่อเสียงไปทั่วโลก

หลังจากเดินวนซ้ายไปเรื่อยๆ ผมก็เดินกลับมาเจอถนนหลัก แต่ก่อนที่จะถึงแม่น้ำสายเล็กๆที่ไหลผ่านหมู่บ้าน ซ้ายมือจะมีร้าน smiths of  bourton tea room ซึ่งเป็นร้านอาหาร ชาและขนมที่มีชื่อเสียงของเมือง Bourton on the water ซึ่งในซอยเล็กๆ นี้ยังมีร้านน่ารักๆ อีกหลายร้านที่น่าจะเดินเข้าไปชมดู แต่ตอนนั้นผมมาเดินช่วงเช้ามากๆเลยยังไม่มีร้านไหนเปิดเลยครับ

ซอยเล็กๆนี้จะนำเรากลับไปที่ถนนหลักที่แม่น้ำ Windrush ที่ไหลผ่านเมืองนี้ และจะเห็นสะพานหินที่เป็นเอกลักษณ์ทอดพาดผ่าน ผมเดินถ่ายรูปและเดินดูวิวตรงนี้จนเพลินเลย

ข้อดีของการที่เรามานอนพักที่นี่คือเราสามารถมาถ่ายรูปและเดินเล่นโดยยังไม่มีนักท่องเที่ยวมากันเลย เพราะถ้ารอให้สายอีกหน่อย การจะเก็บภาพแม่น้ำและสะพานหินแถวนี้ให้ออกมาสวยจะเป็นไปได้ยากมากๆ เพราะจะเริ่มมีนักท่องเที่ยวแบบมาเช้าเย็นกลับเข้ามาที่เมืองนี้เป็นจำนวนมาก

นอกจากสะพานหินและแม่น้ำแล้ว ยังมีจุดอื่นที่น่าสนใจน่าถ่ายรูปอีกมาก เช่น ป้าย Bourton on the water และเก้าอี้ไม้เพื่อเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 60 ปีของพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ในปี 2012

War Memorial เพื่อระลึกชาวหมู่บ้าน Bourton on the water ที่สูญหายหรือเสียชีวิตไปในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

โบสถ์ St. Lawrence ซึ่งสร้างทับโบสถ์เก่าที่มีมาตั้งแต่ปี คศ 709 

หลังจากเดินจนเกือบครบเราก็เดินกลับมาที่โรงแรมที่จะผ่าน Motor Museum ซึ่งแทบจะเรียกว่าอยู่ติดกับโรงแรมเลย มาถึงจุดนี้ใครๆก็ต้องไปแชะรูปกับเจ้ารถสีเขียวด้านหน้าเป็นที่ระลึกกันทุกคน

เมื่อกลับมาถึงโรงแรมเราก็ไปทานอาหารเช้าของโรงแรมกัน ซึ่งมื้อนี้ถือเป็นมื้อเช้าที่อร่อยที่สุดในทริปของเราเลย เพราะทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยมาก แม้กระทั่งเมื่อพวกผมเดินทางกลับมาถึงเมืองไทยแล้ว เวลาพูดถึงทริปอังกฤษกันก็จะต้องมีพูดถึงความอร่อยของมื้อเช้ามื้อนี้ด้วยเสมอ

มื้อเช้าของโรงแรมแห่งนี้ไม่ได้มีความพิเศษเลิศหรูอะไร จริงๆแล้วเป็นเมนูบังคับให้เลือกด้วยซ้ำ ซึ่งผมได้รีวิวไว้แล้วในส่วนของโรงแรม แต่ก็มีนม น้ำส้ม กาแฟ เติมไม่อั้น แต่ทีเด็ดจริงๆก็อยู่ที่ English Breakfast แบบแท้ๆของที่นี่แหละ เพราะฉะนั้นขอแนะนำคุณว่าห้ามพลาดเด็ดขาดเลยนะครับ

                                 English Breakfast ที่อร่อยที่สุดตั้งแต่เคยกินมา
                      

หลังจากอิ่มกันแล้ว ผมก็ขึ้นไปเอากระเป๋าลงมา Check out และออกเดินทางไป Startford-Upon-Avonซึ่งเป็นเมืองบ้านเกิดของวิลเลี่ยม เช็คสเปียร์กวีชื่อดังชาวอังกฤษคนแต่ง Romeo and Juliet ก่อนจะเดินทางไปเมือง York กันต่อเป็นเมืองสุดท้ายของวันนี้  

จากเมือง Bourton-on-the-water ใช้เวลาประมาณ 50 นาที หรือ 25 ไมล์เราก็เดินทางมาถึงเมือง Startford-upon-avon ซึ่งเราจะไปจอดรถกันไว้ที่ลานจอดรถของโรงแรม Premier Inn ซึ่งที่ลานจอดรถจะมีตู้กดบัตรจอดรถ จากนั้นอย่าลืมเอาไปวางไว้หน้ากระจกรถนะครับ

จากลานจอดรถของ Premier Inn เราจะเดินไปถนน Henly Street ซึ่งเป็นถนนที่โด่งดังที่สุดของเมืองนี้

Stratford-upon-Avon 

เป็นเมืองที่อยู่ทางด้านเหนือของกลุ่ม Cotswold  โดยอยู่ในแคว้น Warwickshire  เป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่สมัยที่ชาว Anglo-Saxon เข้ามายึดครองอังกฤษเมื่อ 800 กว่าปีมาแล้ว นอกจากนั้นยังเป็นเมืองการค้าในสมัยยุคกลางด้วย

จุดที่น่าสนใจที่ทำให้เมืองนี้เป็นที่รู้จักคือ Stratford-upon-Avon เป็นบ้านเกิดและที่ฝังศพของของกวีชื่อดังของอังกฤษและของโลกนั่นคือ วิลเลี่ยม เชคสเปียร์  

                                         บ้านของเช็คสเปียร์จากด้านนอก

วิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ เกิดเมื่อวันที่ 23 เมษายน 1564 ที่เมือง Stratford-Upon-Avon และเสียชีวิตในวันที่ 23 เมษายน 1616 เป็นบุตรของ จอห์น เช็คสเปียร์ ซึ่งมีอาชีพทำกระเป๋า และถุงมือจากหนังสัตว์ 

เขาเป็นกวีและนักเขียนบทละครชาวอังกฤษ ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ของอังกฤษและของโลก บางคนเรียกขานว่าเขาเป็นกวีแห่งชาติของอังกฤษ งานเขียนของเขาที่ยังหลงเหลืออยู่ถึงปัจจุบัน ประกอบด้วยบทละคร 38 เรื่อง กวีนิพนธ์แบบซอนเน็ต 154 เรื่อง กวีนิพนธ์อย่างยาว 2 เรื่อง และบทกวีแบบอื่นๆ อีกหลายชุด บทละครของเขาได้รับการแปลออกไปเป็นภาษาต่างๆ มากมาย และเป็นที่นิยมนำมาแสดงมากที่สุดในบรรดาบทละครทั้งหมด

นอกจากงานเขียนแล้ว เขายังประสบความสำเร็จในการเป็นนักแสดงละครเวทีในกรุงลอนดอน ได้ร่วมเป็นหุ้นส่วนในคณะละคร Lord Chamberlain’s Men ซึ่งภายหลังมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในชื่อ King’s Men 

ผลงานที่มีชื่อเสียงของเขามีมากมาย อาทิ Hamlet ,King Lear ,Macbeth, Romeo and Juliet , Juliet Caesar ซึ่งถือว่าเป็นบทละครชั้นเลิศของวรรณกรรมอังกฤษ แม้กระทั่ง จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ นักเขียนชื่อดังในสมัยหลังยังเรียกเขาว่า Bardolatry ซึ่งเป็นคำยกย่องเสมือนกับเป็น “จอมกวี” หรือ “เทพแห่งกวี และสิ่งที่การันตีความยิ่งใหญ่ของเช็คสเปียร์คืองานของท่านแม้จะถูกเขียนขึ้นนานแล้ว แต่ก็ยังถูกนำมาแสดงผ่านทั้งละครเวที โทรทัศน์และภาพยนตร์มากมายมาจนถึงปัจจุบัน

เชกสเปียร์เกษียณตัวเองและกลับไปยังบ้านเกิดที่สแตรทฟอร์ดในปี ค.ศ. 1613 และเสียชีวิตในอีกสามปีต่อมา 

ปัจจุบันบ้านเกิดของท่านบนถนน Henley ได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่ดูแลโดยมูลนิธิวิลเลี่ยม เชคสเปียร์ และจะเก็บค่าเข้าชมคนละ 17.5ปอนด์ แต่ยังมีส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้องซึ่งจะเก็บค่าเข้าแยกต่างหาก รวมทั้งมีการขายตั๋วแบบ Full Story สำหรับแฟนพันธุ์แท้จริงๆที่จะสามารถเข้าทุกส่วนได้ในราคา 22.5 ปอนด์ ( ที่เห็นในตารางค่าบัตรว่า Ann Hathaway’s นั่นคือบ้านของภรรยาของท่านซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับ Anne Hathaway ดาราดังที่เรารู้จักกันนะครับ ชื่อเหมือนกันเฉยๆ แต่ก็เขียนไม่เหมือนกันนะ)

                                                                ค่าเข้าชม

สำหรับบ้านเกิดของเช็คสเปียร์นั้นจะต้องไปเข้าที่ Shakespeare Centre & Shakespeare’s Birthplace Entrance ซึ่งอยู่ห่างจากตัวบ้านจริงๆราว 200 เมตร

ก่อนจะเข้าไปเยี่ยมชมบ้านของ William Shakespeare ลองเดินต่อไปอีกนิดจะเห็นรูปปั้นตัวตลก หรือ Jester Statue จาก As You Like It อีกผลงานที่โด่งดังของShakespeare ซึ่งรัชกาลที่ 6 ได้ทรงนำมาแปลเป็นบทพระราชนิพนธ์ในชื่อเรื่อง“ตามใจท่าน”

 พอถ่ายรูปกับ The Jester แล้วค่อยกลับมาที่พิพิธภัณฑ์ William Shakespeare กันครับซึ่งหลังจากจ่ายค่าเข้าแล้ว จะเป็นส่วนของนิทรรศการและพิพิธภัณฑ์ที่มีทั้งวีดิทัศน์เกี่ยวกับประวัติต่างๆ ของท่าน รวมทั้งผลงานของท่านอีกมากมาย 

เมื่อเดินผ่านส่วนของนิทรรศการออกมาแล้วจะเป็นสวนที่จะเห็นบ้านไม้หลังใหญ่อยู่ตรงกลาง นั่นแหละครับคือบ้านของ William Shakespeare 

ภายในบ้านจะยังเก็บข้าวของเครื่องใช้ รวมทั้งส่วนต่างๆที่อยู่ในชีวิตประจำวันของท่านตั้งแต่วัยเด็กมาจนถึงวันที่ท่านจากโลกนี้ไปเป็นอย่างดี โดยให้เราเดินผ่านส่วนต่างๆไปเรื่อยๆ ค่อยซึมทราบเรื่องราวว่าที่อยู่ที่กินที่นอนแห่งนี้แหละคือแหล่งบ่มเพาะกวีและศิลปินเอกคนหนึ่งด้านกวีและบทละครของโลก

บ้านหลังนี้ได้มีคนมาเยี่ยมชมจำนวนมากซึ่งก็มีคนดังมากมาย โดยสมัยก่อนมักจะเขียนข้อความไว้ที่กระจกว่ามาเยี่ยมบ้านเกิดเช็คสเปียร์แล้วนะ 555 ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์ก็เก็บไว้เป็นอย่างดี

พอออกจากตัวบ้านมาตรงสวนจะมีการเล่นละครเวทีกลางแจ้งซึ่งจะมีเป็นรอบๆ ถ้าคุณสนใจก็แวะนั่งชมได้ครับ เป็น Open Space ที่ใครอยากดูก็นั่งดู ใครไม่ดูก็เดินผ่านไปครับ

หลังจากชมทุกส่วนแล้วผมก็เดินออกมาด้านนอกซึ่งจะมี Shop ให้เลือกซื้อหนังสือและของที่ระลึกกันด้วย

เมื่อออกมาแล้วก็ได้เวลาเดินสำรวจถนน Henley Street กันเพราะนี่คือถนนคนเดินที่คราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวเพราะมีทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านของที่ระลึกมากมาย นอกจากนั้น 2 ข้างทางนักมีนักแสดงอิสระมาแสดงความพิเศษอยู่มากมายตลอดทั้งแนวถนน

บนถนนสายนี้คุณจะได้เห็นบ้านเรือนในเมือง Stratford มีมีบ้านที่มีการอนุรักษ์ของเก่าไว้อย่างดี โดยถือเป็นเอกลักษณ์ของเมืองนี้เพราะบ้านใน Stratford ตัวบ้านจะสร้างจากไม้ มีรูปทรงของบ้านเป็นแบบทิวดอร์ซึ่งเป็นยุคที่เชคสเปียร์ยังมีชีวิตอยู่กระจายอยู่ทั่วไปในเมือง

หรือถ้าคุณเดินผ่านไปอีกถนนด้านข้างก็จะมีร้านรวงและสิ่งที่น่าสนใจมากมาย อาทิ ลานน้ำพุที่มีหอนาฬิกาเล็กๆ ที่ชื่อ American Fountain ซึ่งสร้างเพื่อ 

1.โอกาสครองราชย์ครบ 50 ปีของพระราชินีนาถ Victoria

2. สร้างเพื่อเป็นเกียรติแก่ William Shakespeare

3. สร้างเพื่อระลึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและอเมริกา  

เรียกว่าสร้างทีเดียว..คุ้มมมม 5555  เพราะฉะนั้นถ้าสังเกตรายละเอียดจะพบว่ามีรูปปั้นของ สิงโตถือโล่ ( แทนพระราชินาถ Victoria ) นกฮูก ( ตัวแทน William Shakespeare) และ เหยี่ยว (แทนประเทศสหรัฐอเมริกา) 

แต่เหตุผลที่เรียกหอนาฬิกาหรือน้ำพุนี้ว่า American fountain ก็น่าจะเพราะคนที่สร้างให้คือเจ้าของหนังสือพิมพ์ชาวอเมริกันที่สร้างให้เป็นของขวัญแก่เมืองนี้

และตรงลานนี้เองจะมีตลาดนัดขายของกระจุ๊กกระจิ๊กน่ารัก (แต่ราคาไม่น่ารัก 555)อยู่ด้วย ลองไปเดินชมได้นะครับ

จุดสุดท้ายที่ผมแวะเที่ยวในเมืองนี้คือบริเวณจุดชมวิวริมแม่น้ำ Avon ที่จะเห็นชิงช้าขนาดยักษ์ (ที่นิยมสร้างกันจริงสร้างกันจัง มีกันทุกประเทศ) ซึ่งหากคุณสนใจจะขึ้นจะต้องจ่ายค่าขึ้น 5 ปอนด์ ซึ่งจะทำให้เห็นเมืองนี้แทบทั้งเมืองได้เพราะเท่าที่สังเกตเมืองนี้แทบจะไม่มีตึกสูงๆเลย ยังคงอนุรักษ์รูปแบบเมืองเดิมๆไว้ได้ดีมาก

จาก จุดชมวิวตรงนี้ผมก็เดินกลับไปยังลานจอดรถซึ่งอยู่ไม่ไกล จากนั้นเราก็ไปกันต่อที่จุดหมายสุดท้ายของวันนี้นั่นคือเมือง York ซึ่งอยู่ห่างไปค่อนข้างไกลคือประมาณ 150 ไมล์โดยใช้เวลาขับรถประมาณ 2 ชั่วโมง 40 นาที

ระหว่างขับรถในอังกฤษถ้าหากอยากจะเข้าห้องน้ำจะมีจุดพักรถเป็นระยะๆซึ่งจะมีทั้งปั้มน้ำมัน ห้องน้ำ ร้านอาหารและ supermarket  และจะสังเกตได้ว่าปั้มน้ำมันหลายปั้มจะมี Starbucks อยู่หลายที่เหมือนกัน 

หากอยากหากาแฟทานกันก็แวะกันได้ ส่วนตัวผมสารภาพว่าต้องแวะเกือบทุกครั้งเพราะถึงจะเป็นคนไม่ทานกาแฟแต่ก็ชอบดื่มชาเขียวปั่นซึ่ง Starbucks ที่นี่มีเมนูนี้ด้วย 

                                 Starbucks มีกระจายอยู่ตามปั้มน้ำมันระหว่างทาง

ขับกันมาพอสมควรเราก็มาถึงเมือง York ซึ่งสิ่งแรกที่รู้สึกคือเป็นเมืองที่พลุกพล่านและแออัดกว่าทุกเมืองที่ผ่านมา และเป็นเมืองที่หาที่จอดรถยากเช่นกัน 

อย่างพวกผมก็ต้องวนรถกันหลายรอบกว่าจะเจอที่จอดรถริมถนน เพราะฉะนั้นถ้าเจอแล้วก็อย่าลังเลนะครับ รีบเข้าไปจอดเลย อ้อ แล้วตามที่เคยเตือนไว้ใน ขับรถเที่ยวอังกฤษ สก็อตแลนด์ Part 3 : การขับรถในอังกฤษ , Driving in the UK  ว่าต้องเตรียมเหรียญ 1 ปอนด์ไว้สำหรับหยอดตู้เสมอเพราะเครื่องสำหรับบัตรจอดรถริมถนนที่นี่ไม่รับแบงค์นะครับ ถ้าเจอที่จอดรถแล้วแต่ไม่มีเหรียญหยอดคงน่าเสียดายแย่ และต้องกำหนดเวลาให้ดีว่าจะจอดกี่ชั่วโมงจะได้หยอดเงินตามจำนวนชั่วโมงถูก

                                       ตู้หยอดเหรียญสำหรับบัตรจอดรถข้างทาง

York

เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และมีบทบาทมาเกือบตลอด 2,000 ปีที่ก่อตั้งมา มีความสำคัญขนาดที่ King George VI ซึ่งเป็นพระราชบิดาของพระนางเจ้าเอลิซาเบ็ธที่ 2 ยังเคยกล่าวไว้ว่า “History of York is the history of England” 

เมืองนี้ถูกใช้เป็นเมืองป้อมปราการสำหรับทหารโรมันในปี ค.ศ. 71 และได้รับเลือกให้เป็นเมืองหลวงของบริทาเนียน้อยหรือ Britannia Inferior 

York ถูกเปลี่ยนชื่อเมืองหลายครั้ง อาทิ เมื่อชาวแองโกลเข้ามาก็ได้รับชื่อใหม่เป็น “Eoferwic” เมื่อชาวไวกิ้งเข้ายึดเมืองในปี ค.ศ. 866 ก็เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นจอร์วิกจนกระทั่งราว ค.ศ. 1000 เมืองจึงมารู้จักกันในชื่อ York

ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 พระเจ้าริชาร์ดที่ 2 มีพระราชประสงค์ที่จะตั้งยอร์คเป็นเมืองหลวงของอังกฤษแต่ก่อนที่จะสำเร็จพระองค์ก็ทรงถูกถอดจากการเป็นพระมหากษัตริย์เสียก่อน

ตั้งแต่มื้อเช้าที่ Bourton-on-the-water พวกเราก็แวะทานอะไรเรื่อยเปื่อยกันมาตามทาง แวะกินกาแฟ ชาเขียว ขนมนมเนยและผลไม้จุ๊กๆจิ๊กๆ มาตลอดทาง แต่ยังไม่ได้ทานมื้อเที่ยงเป็นทางการเพราะยังไม่ค่อยหิวกัน สุดท้ายเลยต้องมาฝากท้องรวบมื้อเที่ยงกันด้วยการทาน Afternoon Tea แบบผู้ดีอังกฤษที่ร้าน BettysTea Room ซึ่งเป็นร้านอาหารและ afternoon tea ที่โด่งดังมากๆของ York  และร้านนี้กำลังจะมีอายุครบ 100 ปีในปี 2019 นี้ เรียกว่าอยู่คู่เมืองยอร์คมาอย่างยาวนานจริงๆ

สำหรับร้าน Bettys  Tea Room ผมเคยเขียนมาเล่าให้คุณอ่านไว้แล้วที่ ร้าน Afternoon Tea อายุร้อยปี Battys Café Tea Room เมือง York ประเทศ อังกฤษ คุณลองกลับไปอ่านได้ครับ

อิ่มจากร้าน Bettys Tea Room แล้วผมก็เดิน shopping กันนิดหน่อยเพราะตรงนี้ถือเป็นย่าน shopping สำคัญของเมืองเช่นกัน

จากนั้นผมก็ไปยังจุดหมายต่อไปในเมืองยอร์คซึ่งเดินไปจากร้าน Bettys Tea Room ได้

York Minster 

มีชื่อเป็นทางการว่า “อาสนวิหารและคริสตจักรมหานครแห่งนักบุญเปโตรในกรุงยอร์ก” (The Cathedral and Metropolitical Church of St Peter in York) เป็นศาสนสถานที่สร้างเป็นแบบกอธิคที่ใหญ่ที่เป็นที่สองรองจากอาสนวิหารโคโลญในประเทศเยอรมนี ที่นี่เป็นโบสถ์ประจำตำแหน่งของของอาร์ชบิชอปแห่งยอร์กซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดในคริสตจักรแห่งอังกฤษรองจากอาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี

ตัววิหารมีทางเดินกลางที่สร้างแบบกอธิค โดย Highlight จะอยู่ที่บริเวณโบสถ์ย่อยของพระแม่มารีย์ ที่มีหน้าต่างใหญ่ชื่อ “Great East Window” ซึ่งสร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1408 โดยเป็นหน้าต่างประดับกระจกสีที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เดิมวิหารแห่งนี้เคยเป็นเพียงแค่โบสถ์วัดไม้ที่สร้างขึ้นอย่างเร่งด่วนในปี ค.ศ. 627 เพื่อใช้เป็นสถานที่ทำพิธีศีลจุ่มให้แก่เอ็ดวิน กษัตริย์แห่งนอร์ทธัมเบรีย และมีการต่อเติมเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาจนมาถึงยุคปัจจุบัน  

หอคอยของมหาวิหารยอร์กถือเป็นจุดที่สูงที่สุดของเมือง โดยหากคุณจะขึ้นไปชมวิวของเมืองยอร์คด้านบน คุณก็ต้องขึ้นบันไดไป 275 ขั้น เพื่อจะได้ดื่มด่ำกับทิวทัศน์ของเมือง York ได้แบบทั่วถึง

นอกจากนั้นที่ชั้นใต้ดิน ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่เก็บของล้ำค่าที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์กว่า 2,000 ปีของเมืองนี้ให้ชมมากมายครับโดยโบสถ์แห่งนี้จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน ตั้งแต่วันจันทร์ -เสาร์ จะเปิดเวลา 9.00 – 17.00 น. ส่วนวันอาทิตย์จะเปิดตั้งแต่ 12.00 – 15.45 น. โดยเก็บค่าเข้าชม 15 ปอนด์ เสียดายที่พวกผมมาถึงวิหารค่อนข้างช้าแถมเห็นแก่กิน เลยไปโซ้ย afternoon tea กันก่อน เมื่อมาถึงวิหารพบว่าวิหารปิดไปแล้วเลยไม่มีโอกาสได้เข้าชม เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะไปที่เมืองนี้ต้องกะเวลาไว้ดีๆนะคับ

ถ้าเดินออกมาด้านนอก บริเวณทางด้านซ้ายของมหาวิหารยอร์ค คุณจะเห็นโบสถ์เล็กๆโบสถ์หนึ่งนั่นคือโบสถ์ St Michael le Belfrey  ซึ่งสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 1525 โดยสร้างทับโบสถ์เดิมที่อาจจะมีมาตั้งแต่ปี 1294 โดยโบสถ์แห่งนี้ก็ยังเปิดให้คริสตชนได้เข้าไปทำพิธีในศาสนาในทุกวันอาทิตย์

จากมหาวิหารหลักและ โบสถ์ St Michael le Belfrey   ถ้าคุณเดินไปทางด้านหลังของมหาวิหารคุณจะพบกับรูปปั้นของจักรพรรดิ Constantin มหาราช ( Constantin the great) เนื่องจากเดิม ในปีคศ. 71 บริเวณ York Minster นี้ เคยเป็นอดีตศูนย์บัญชาการของกองทัพโรมันประจำเกาะอังกฤษ

และ องค์จักรพรรดิโรมันผู้ยิ่งใหญ่ Constantine the Great ยังก็ได้รับการสถาปนาให้ขึ้นครองราชย์ที่เมือง Yorkนี่เอง

                                   รูปปั้นของจักรพรรดิ Constantin มหาราช

จากบริเวณด้านข้างของมหาวิหารจะมีถนนที่คู่ขนานกันเป็นไปซึ่งเป็นถนนshopping สำคัญอีกถนนหนึ่งของเมืองนี้ หลังจากชมรอบๆมหาวิหารจนพอใจแล้ว ผมก็เดินเข้าไปในถนนสายนี้โดยมีจุดหมายอยู่ที่ York Shamble ซึ่งเป็นถนนการค้าที่เก่าแก่ที่สุดใน York

 
                                          ถนน Shopping ที่ติดกับวิหารเป็นทางยาว
                                      ร้าน Poundland เสมือนหนึ่งร้าน 100 เยนของญี่ปุ่น

York Shamble 

เป็นตรอกเล็กๆ มีร้านค้าของที่ระลึกอยู่ทั้งสองฝั่ง โดยร้านค้าแถบนี้สร้างขึ้นโดยใช้ไม้สัก และในอดีตสถานนี้จะพื้นที่สำหรับขายเนื้อสัตว์ซึ่งถ้าคุณลองสังเกตจะเห็นตะขอที่ไว้เกี่ยวเนื้อสัตว์ห้อยอยู่หน้าบ้านหลายหลังเลย

หากคุณเดินเข้าไปเรื่อยๆ อีกจุดที่สังเกตุคือชั้น 2 ของบ้านแต่ละหลังจะยื่นออกมามากกว่าชั้นล่างจนเกือบจะไปชนกับบ้านอีกฝั่ง นั่นเพราะบ้านเหล่านี้ได้มีการต่อเติมขึ้นในสมัยหลัง เนื่องจากตามกฎหมายแล้วที่ดินจะคิดแต่เพียงพื้นที่ข้างล่างเท่านั้น

นอกจากความเก่าแก่ของย่านการค้าแห่งนี้แล้ว เหตุผมที่ทำให้ York Shamble แห่งนี้มีชื่อเสียงมากๆ ก็เพราะ ถนนสายเล็กๆนี้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้าง ตรอก Diagon Alley ในเรื่อง Harry Potter นั่นเอง

ดังนั้นถ้าคุณเข้ามาในตรอกนี้ในปัจจุบัน คุณจะเห็นร้านค้าต่างๆเปลี่ยนเป็นร้านค้าที่ได้แรงบันดารใจจาก Harry Potter แทน ดังนั้นถ้าคุณเป็นแฟนของภาพยนตร์หรือนวนิยายเรื่องนี้จะต้องมาเยือนตรอกแห่งนี้ให้ได้นะครับ

จากนั้นผมก็เดินต่อไปที่…

Clifford Tower 

ซึ่งเป็นส่วนที่ยังคงเหลือของYork Castle ที่สร้างโดยกษัตริย์ William ผู้พิชิต สถานที่นี้เสมือนเป็นอีกหนึ่ง landmark ของเมือง York ที่ใครมาแล้วก็ต้องมาถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก โดย Clifford Tower เคยถูกใช้เป็นคุกและโรงกษาป  

                          York Castle แบบเต็มๆ Cr. English-heritage.org.uk

นอกจากนั้นบริเวณด้านข้างยังมี Castle Museum สำหรับคนที่สนใจอยากได้ความรู้เกี่ยวกับ York Castle เพิ่มเติมให้เข้าชมกันด้วยคับ

จาก Clifford Tower ผมก็เดินกลับเข้าไปในเมืองเพื่อไปเดินบนกำแพงเมืองเก่าของยอร์ค

York City Wall 

เป็นแนวกำแพงเมืองโบราณที่สร้างไว้รอบเมืองยอร์ค ซึ่งกำแพงเหล่านี้ยังคงสภาพที่สมบูรณ์มากๆ  คุณสามารถไปเดินเล่นชมเมืองบนกำแพงนี้ได้แบบยาวๆ ซึ่งคุณจะสังเกตุได้ว่ากำแพงเมืองนี้จะมีป้อมปราการเป็นระยะๆ

และถ้าคุณเดินเข้าเมืองมาเรื่อยๆ จะมาเจอกับแม่น้ำ Ouse ที่ไหลผ่านใจกลางเมืองยอร์คเลย โดยบริเวณทั้งสองฝั่งแม่น้ำจะมีร้านอาหาร และโรงแรมอยู่มากมาย โดยเฉพาะถ้าคุณไปในช่วงหน้าร้อนแบบผม คุณจะเห็นความคึกคักมากเป็นพิเศษเพราะร้านอาหาร และร้านกินดื่ม 2 ข้างแม่น้ำจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงนี้ที่กว่าพระอาทิตย์จะตกดินก็ปาเข้าไป 2 -3 ทุ่ม คนอาจจะเห็นภาพที่แปลกตาเพราะคุณจะรู้สึกเหมือนผู้คนมาดื่มเหล้าปาร์ตี้กันกลางวันแสกๆ ท่ามกลางแสงแดดจ้าในตอนกลางวัน ทั้งๆที่ความเป็นจริงก็คือเวลาค่ำแล้ว

สำหรับการท่องเที่ยวในเมืองยอร์คของพวกผมก็จบลงที่ความประทับใจกับการได้ลองไปเดินเล่นบนกำแพงเมืองพร้อมชมความสวยงามของแม่น้ำ Ouse  และเมืองยอร์คจากมุมสูงของกำแพง  

ก่อนที่จะกลับไปเอารถ พวกผมเดินกลับเข้าไปในเมืองอีกครั้งโดยมีเป้าหมายเพื่อไปเลือกซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหารมื้อเย็นทานกันเพราะสมาชิกในกลุ่มบางคนเริ่มบ่นคิดถึงอาหารไทย รวมทั้งจากการหาข้อมูลร้านอาหารของเมืองนี้เรายังไม่เจอร้านที่ถูกใจนัก เราจึงตัดสินใจที่จะไปทำอาหารทานกันที่โฮสเทลที่พัก

สำหรับการซื้อวัตถุดิบไปทำอาหารไทยในอังกฤษนั้นเป็นเรื่องสะดวกมากเพราะมีวัตถุดิบทั้งสด แห้งรวมถึงเครื่องปรุงรสค่อนข้างครบถ้วน โดยมีร้านสะดวกซื้อหลายร้านที่เราสามารถเข้าไปเลือกซื้อหาวัตถุดิบได้ทั้ง Tesco / Sainbury / Co-op

สำหรับร้านที่ผมเข้าไปซื้ออาหารในคราวนี้คือร้าน Sainbury ซึ่งมีสาขามากมายทั่วอังกฤษ โดยวัตถุดิบที่ผมซื้อนั้นมีไว้สำหรับมื้อเย็นและมื้อเช้าในวันรุ่งขึ้นด้วยเพราะ Hostel ที่เราพักไม่มีอาหารมื้อเช้าให้บริการ และถ้าต้องการจะต้องจ่ายเงินเพิ่มให้กับโฮสเทล

ในส่วนของราคาวัตถุดิบที่นี่นั้นต้องบอกว่าราคาวัตถุดิบเหล่านี้ไม่ได้แพงมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการที่เราจะไปทานอาหารในร้านดีๆสักร้านเพราะโดยปกติอาหารจานหนึ่งในร้านอาหารก็จะตก 10-15 ปอนด์ ในขณะที่เงินจำนวนนี้ผมสามารถนำมาซื้อวัตถุดิบไปหลายอย่างเลย

วัตถุดิบและเครื่องปรุงที่ซื้อไปเตรียมทำอาหารทานกัน

เมื่อพวกผมซื้อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พวกผมก็ไปยังจุดที่จอดรถไว้แล้วขับตรงไปยังที่พักของเราในคืนนี้ซึ่งออกไปนอกเมืองเล็กน้อย ไม่น่าจะเกิน 10 นาทีโดยพวกผมเลือกพักที่ YHA Hostel ซึ่งผมได้เขียนจดหมายเล่าให้คุณอ่านโดยละเอียดแล้วที่  YHA Hostel , York , UK ลองกลับไปอ่านอีกครั้งได้นะครับ

เมื่อไปถึงโฮสเทลและจัดแจงข้าวของเข้าห้องพักกันเรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาเข้าครัวทำมื้อเย็นทานกัน ซึ่งคนที่รับหน้าที่พ่อครัวตลอดทั้งทริปนี้ก็คือผมเอง

สำหรับเมนูมื้อเย็นของเราในวันนี้คือ มาม่าต้ม และผัดดอกกระหล่ำ 

ถึงตรงนี้อยากจะขอเล่าช่วงที่ผมกำลังต้มมาม่าและกลิ่นโชยของน้ำซุปมาม่าโชยขึ้นมาแตะจมูก พอหันไปอีกทีผมก็เห็นชาวจีน 2-3 คนกำลังจ้อมมองลงไปยังหม้อมาม่าแบบไม่ลดละ555 ท่าทางคงอยากจะชิมมาก เพราะพวกเขายืนมองแบบจริงจังโดยไม่รู้ตัว พอพวกเขารู้สึกตัวว่าผมกำลังมอง พวกเขาก็ยิ้มให้หนึ่งครั้งแล้วเดินออกไป  สงสัยคงอยากจะลองมาม่าจากเมืองไทยจริงๆ

มื้อเย็นในวันนั้นนั้นถือว่าเป็นมื้อพิเศษ เพราะเป็นมื้ออาหารไทยครั้งแรกในอังกฤษที่ทั้งอร่อยและได้บรรยากาศ แต่ถ้าพูดถึงอาหารไทยในบรรยากาศที่น่าจดจำที่สุดก็คงไม่มีครั้งไหนเทียบกับตอนที่ผมไปพักที่ SkyeWalker Hostel ที่ ที่ผมเคยเขียนเล่ามาให้คุณไว้ที่ Skyewalker Hostel , Isle of Skye , Scotland มื้อนั้นถือเป็นมื้อที่สุดยอดแล้วจริงๆ

       อาหารไทยท่ามกลางอุณหภูมิ 13 องศา ที่ Skye Walker Hostel ยังจำได้ไม่ลืม

วันที่สองของการขับรถท่องเที่ยวอังกฤษของผมก็จบลงแบบประทับใจไปอีกวันหนึ่ง

ในจดหมายฉบับหน้าผมจะเขียนเล่าถึงการเดินทางของพวกผมในวันที่ 3 ที่ผมจะไปเมืองที่ผมประทับใจที่สุดอีกเมืองหนึ่งในการขับรถเที่ยวอังกฤษคราวนั้น นั่นคือเมือง Edinburgh ซึ่งเป็นเมืองที่มีความสวยงามยิ่งใหญ่จริงๆ แล้วผมจะเขียนมาเล่าให้คุณอ่านในจดหมายฉบับหน้านะครับ

                                                              Edinburgh
                                                             Edinburgh
                                                               Edinburgh

อยากให้คุณไปอยู่ตรงนั้นด้วยกัน

รักและคิดถึง 

Mgastronome

IG : mgastronome_travel

       Mgastronome_eat

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s