ขับรถเที่ยวอังกฤษ สก็อตแลนด์ Part 9 : Day 3 Edinburgh, Scotland, UK

cover

The ultimate Road trip across UK

London – Scotland – Isle of Skye Part 9

Day 3 Edinburgh, Scotland, UK

 

ถึง…เธอ

นี่เป็นจดหมายฉบับที่ 9 แล้วที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวการขับรถเที่ยวในประเทศอังกฤษที่ผมอยากจะเขียนมาเล่าให้คุณอ่าน

ในจดหมายฉบับนี้จะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวในเมืองหลวงของ Scotlandที่ชื่อว่า Edinburgh ซึ่งอ่านออกเสียงว่า “เอดินเบอระ”

หากคุณสงสัยว่าทำไม เอดินเบอระ จึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวง ทั้งๆที่หลายคนเข้าใจว่าก็เป็นแค่เมืองๆหนึ่งในประเทศอังกฤษ และอังกฤษก็มีเมืองหลวงอยู่แล้วคือลอนดอน  แต่ทำไมสก็อตแลนด์กลับมีเมืองหลวงเป็นของตนเอง สรุปแล้วสถานะของสก็อตแลนด์เป็นเมืองหรือเป็นประเทศกันแน่

ความสงสัยงุนงงนี้ผมได้เขียนอธิบายไว้หมดแล้วในจดหมายตอนที่ ขับรถเที่ยวอังกฤษ สก็อตแลนด์ Part 2 : ข้อควรรู้ก่อนขับรถเที่ยวอังกฤษ

สรุปโดยย่อ อังกฤษที่คนไทยเรียกว่า อังกฤษ นั้นแท้จริงแล้วมีชื่อว่าสหราชอาณาจักรซึ่งประกอบไปด้วยการรวมตัวของแคว้นหรือประเทศย่อยๆได้แก่ อังกฤษ สก็อตแลนด์ เวลส์ และ ไอร์แลนด์เหนือ แต่เหตุผลที่คนส่วนใหญ่เรียกสหราชอาณาจักรว่าอังกฤษนั้นเพราะมีการสันนิฐานว่าเกิดจากช่วงการล่าอาณานิคมที่คนที่ไปปกครองหรือค้าขายในประเทศต่างๆทั่วโลกนั้นส่วนใหญ่จะเป็นคนจากแคว้นอังกฤษ ผู้คนเลยเรียกว่าประเทศนี้ว่าอังกฤษ นั่นเอง

ef4248406036f7cc716b9bb135f6424a--england-map-visit-england
องค์ประกอบของสหราชอาณาจักร

ดังนั้นสก็อตแลนด์จึงมีสถานะเป็นประเทศย่อยๆประเทศหนึ่งที่มีเมืองหลวงของตัวเอง มีภาษาของตนเอง มีนายกรัฐมนตรี ( ใช้คำว่า First Minister ) มีสภาผู้แทนราษฎร และแม้จะใช้เงินสกุลเดียวกันแต่ก็พิมพ์แบงค์เองไม่ได้ใช้จากส่วนกลาง แถมเวลาแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติก็ยังแยกกันอีก เรียกว่ามีสถานะเป็นประเทศอีกประเทศโดยสมบูรณ์

แค่ขึ้นต้นมาแบบนี้ ผมคิดว่าคุณเห็นแล้วว่าเอดินเบอระ และสก็อตแลนด์นั้นมีความน่าสนใจขนาดไหน

ในเช้าวันเดินทางจากเมืองยอร์คเพื่อไปสก็อตแลนด์ ผมในฐานะพ่อครัวหัวป่าประจำกลุ่มก็ตื่นมาทำอาหารเช้าทานกันเองที่ YHA Hostel , York , UK  ซึ่งเป็นโฮสเทลที่เราพักในเมือง York โดยที่โฮสเทลแห่งนี้มีห้องครัวขนาดใหญ่ 2 ห้องพร้อมอุปกรณ์ให้เราทำอาหารทานกันได้อย่างสะดวก

ecb6f-20

67
วัตถุดิบและเครื่องปรุงรสไทยๆ หาซื้อได้ง่ายๆ ราคาไม่แพงในอังกฤษ

เช้าวันนั้นพวกผมจัดเต็มด้วยเมนูง่ายๆ แต่อร่อยสุดๆ ทั้ง ผัดผักเบคอน หมูทอดน้ำปลา ไข่เจียว และไข่น้ำ ยิ่งเมื่อได้มาทานในบรรยากาศ outdoorที่อากาศกำลังเย็นสบายด้วยแล้วทำให้อาหารมื้อนี้ยิ่งอร่อยขึ้นเป็นพิเศษ

cb5cc-22

69

และข้อดีของการขับรถเที่ยวก็คือเครื่องปรุงต่างๆ ที่เราซื้อเอาไว้เราสามารถขนขึ้นรถไปประกอบอาหารยังเมืองอื่นๆได้อีก ซึ่งถ้าเป็นการเดินทางด้วยรถยนต์สาธารณะแล้วคงไม่สะดวกเป็นแน่ ไม่งั้นอาจจะมีเหตุการณ์ทำขวดน้ำปลาแตกให้ผู้คนในอังกฤษแตกตื่นกับกลิ่นของน้ำปลาเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในต่างประเทศมาแล้ว

เมื่อเติมพลังกันจนอิ่มหนำสำราญแล้ว ผมกับเพื่อนๆก็ขึ้นไปเก็บกระเป๋าและ Check out เพื่อเดินทางไปยังจุดหมายต่อไปของวันนี้นั่นคือเมือง Edinburgh

จากYork วิ่งไปตามถนนสายหลัก A1(M)  ไปยังเมืองเอดินเบอระมีระยะทางทั้งสิ้น209 ไมล์โดยใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงซึ่งระยะทางนี้เกินจากที่บริษัทเช่ารถกำหนดให้ที่200 ไมล์ต่อวันเพราะฉะนั้นเวลาทำการจองรถคุณต้องระบุหรือซื้อไมล์ตรงนี้ไว้ด้วยนะครับ ซึ่งผมเคยเขียนอธิบายไว้แล้วในจดหมายเกี่ยวกับการเช่ารถ ขับรถเที่ยวอังกฤษ สก็อตแลนด์ Part 6 : การเช่ารถ รับรถและคืนรถ ลองกลับไปอ่านได้นะครับ

แม้ระยะทางจะค่อนข้างไกลแต่ระหว่างทางที่ขับรถไปก็มีวิวทิวทัศน์สวยงามให้คุณชื่นชมความสวยงามไปด้วยตลอดทาง

5

2

12

โดยเฉพาะเมื่อคุณขับรถไปสักประมาณ 82 ไมล์ หากมองไปทางขวามือคุณจะเห็นรูปปั้นขนาดใหญ่ยักษ์เป็นลักษณะคนกำลังกางปีก ประติมากรรมขนาดใหญ่ยักษ์นี้มีชื่อว่า Angel of the North

Angel of the North

เป็นประติมากรรมร่วมสมัยที่สร้างโดยAntony Gormley ปฏิมากรชื่อดังชาวอังกฤษโดยสร้างเป็นรูปเทวดาด้วยเหล็กที่มีความสูง 20 เมตรและกว้าง 54 เมตร ปีกของเทวดาทำมุม 3.5 องศามาทางด้านเพื่อทำให้มีความรู้สึกเหมือนถูกกอดโดยเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 1994 และมาแล้วเสร็จในนที่ 16 กุมภาพันธ์ 1998

1

เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่อยากพลาดประติมากรรมชิ้นนี้ก็อาจจะตั้งGPSไว้ต่างหาก หรือเมื่อขับมาประมาณ 80-81 ไมล์ก็อาจจะขับช้าๆลงหน่อยซึ่งคุณจะเห็นประติมากรรมชิ้นนี้ได้ไม่ยากเพราะว่ามันมีขนาดใหญ่จริงๆ  แต่ถ้าหากคุณต้องการไปชมแบบชัดๆก็ต้องตั้ง GPSไปที่นี่โดยตรงเพราะจุดที่ตั้งของตัวปฏิมากรรมนั้นจะแยกออกไปจากถนนใหญ่

เนื่องจากการขับรถไปเอดินเบอระนั้นมีระยะทางค่อนข้างไกล และตั้งแต่วันแรกที่พวกผมขับรถกันมานั้นก็ยังไม่เคยเติมน้ำมันเลยซึ่งจากสนามบิน Heathrowมาจนถึงเมืองยอร์คนั้นใช้ระยะทางทั้งสิ้น 331 ไมล์  ดังนั้นผมจึงตั้งใจจะเติมน้ำมันในระหว่างเดินทางครั้งนี้ซึ่งบนถนนเส้นนี้จะมีจุดพักรถขนาดใหญ่ที่จะมีทั้งสถานีเติมน้ำมัน ห้องน้ำ ร้านกาแฟ ร้านอาหาร รวมถึง Supermarket อยู่เป็นระยะๆ

แต่สิ่งที่คุณต้องระวังคือ จุดพักรถในอังกฤษส่วนใหญ่ทางเข้าไม่ได้อยู่ติดถนนใหญ่เหมือนในเมืองไทย จุดพักรถที่อังกฤษมักจะทำถนนสายรองแยกออกมาเป็นคู่ขนาน  ดังนั้นถ้าคุณเห็นป้ายจุดพักรถก็ให้มองหาถนนสายรองนี้แล้วขับแยกออกไป เพราะถ้าคุณยังวิ่งอยู่บนถนนสายหลักและเลยจุดที่จะเข้าถนนสายรองได้ คุณก็จะเข้าไปยังจุดพักรถไม่ได้อีก ต้องรอไปแวะ ณ จุดต่อไป และเมื่อออกจากจุดพักรถ คุณก็แค่วิ่งออกมาถนนสายรองเดิมซึ่งมันจะนำคุณกลับเข้าถนนใหญ่อีกที

ระบบการเติมน้ำมันในอังกฤษจะเป็นระบบบริการตัวเอง ซึ่งผมแวะเติมน้ำมันก่อนเข้าเมืองเอดินเบอระน่าจะสัก20 ไมล์ แสดงว่าตั้งแต่วันแรกมาจนถึงวันที่ผมเติมน้ำมันครั้งแรก รถคันนี้วิ่งมาแล้วเป็นระยะทางประมาณ 500 ไมล์ซึ่งในการเติมน้ำมันครั้งนี้เราจ่ายไปทั้งสิ้น70.5 ปอนด์ หรือ 52.26 ลิตร คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 2,961 บาท หารด้วย 500 ไมล์ก็ตกไมล์ละ 5.92 บาท เท่านั้น เรียกว่าถูกสุดๆ นี่คือเหตุผลที่ผมเล่าให้คุณอ่านไว้ตั้งแต่จดหมายฉบับแรกๆว่าพวกผมโชคดีที่ได้อัพเกรดรถเป็นVolvo V90 ซึ่งใช้น้ำมันดีเซลและประหยัดน้ำมันมากๆ

3

4

ผมและเพื่อนๆขับรถไปอีกไม่ไกลก็เริ่มเข้าสู่เขตเมืองเอดินเบอระ ซึ่งทันทีที่เข้าไปในเขตเมืองนั้นผมกลับรู้สึกว่าเหมือนเราย้อนกลับไปสู่ยุคโบราณ ราวกับยุคโรมันในอดีต เพราะตึกรามบ้านช่องต่างๆล้วนแล้วแต่มีขนาดใหญ่โตและเป็นดูเป็นสไตล์โกธิคที่ดูทั้งยิ่งใหญ่ ทั้งขลังและอลังการแทบทั้งสิ้น

14
ทันทีที่ขับเข้าเมืองมาก็จะเห็นความยิ่งใหญ่ของศิลปะแบบโกธิคไปทั้งเมือง

ผมไม่รู้จะอธิบายให้คุณเห็นภาพยังไงดีว่าสำหรับคนที่รักสถาปัตยกรรมในยุคโบราณแบบผม การได้เห็นบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องแบบที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนย้อนเวลากลับไปแบบนี้มันทำให้หัวใจผมเต้นแรงและมีความสุขมากแค่ไหน

15

17

Edinburgh

เอดินเบอระเป็นเมืองหลวงของประเทศสกอตแลนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของสกอตแลนด์ เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยกลาง ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงอยู่กลางเมือง

18

เอดินเบอระเป็นเมืองที่เจริญมากที่สุดเมืองหนึ่งในสหราชอาณาจักรที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวมาที่เมืองนี้เป็นจำนวนมาก จนทำให้เมืองเอดินบะระติดอันดับเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดเป็นอันดับสองของสหราชอาณาจักรรองจากลอนดอน

83
รถราง ขนส่งสาธารณะใน Edinburgh

เมื่อเข้าสู่เมืองแล้วเราตัดสินใจไปฝากกระเป๋ากันที่โรงแรม Travelodge ก่อนเนื่องจากโรงแรมที่เราพักนั้นอยู่ใจกลางเมืองที่เดินทางท่องเที่ยวไปไหนมาไหนด้วยความสะดวกมากๆ ซึ่งผมได้เคยเขียนเล่าเกี่ยวกับโรงแรมนี้ไว้โดยรายละเอียดแล้วในจดหมายเรื่อง Travelodge Central Waterloo Place Hotel ,Edinburgh , Scotland

สำหรับโรงแรมแห่งนี้จริงๆแล้วสามารถจอดรถหน้าโรงแรมได้แต่มันเป็นไปได้ยากมากเลยที่บริเวณหน้าโรงแรมนั้นจะมีที่จอดรถว่างๆให้จอดได้ ดังนั้นผมและเพื่อนๆ จึงตัดสินใจนำรถไปจอดกันที่ Q Park Omni Car Park ซึ่งอยู่ด้านล่างโรงแรมและเดินมาไม่ไกลและคิดค่าจอดไม่แพงเลยซึ่งผมได้เคยเขียนเล่าโดยละเอียดไว้แล้วในจดหมายด้านบน

สำหรับโรงแรมแห่งนี้อย่างที่ผมได้เคยเล่าเอาไว้ว่าเป็นโรงแรมที่มีทำเลดีมากเนื่องจากมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆอยู่ใกล้ๆ ทำให้การท่องเที่ยวในเมืองเอดินเบอระนี้ผมใช้วิธีเดินเท้าตลอดโดยไม่ต้องใช้ระบบขนส่งสาธารณะเลย

travelodge map
จากโรงแรมสามารถเดินไปแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆได้หมด

จาก York เรามาถึงเมืองเอดินเบอระกันช่วงบ่ายๆแล้ว แต่เนื่องจากพวกผมจัดหนักอาหารเช้ากันมาตั้งแต่เช้า รวมทั้งแวะทานกาแฟกันที่จุดพักรถอีกเลยยังไม่ค่อยหิว พวกผมก็เลยทานแซนวิชอะไรเล็กน้อยเป็นการรองท้องแค่นั้นและคุยกันว่าค่อยไปจัดหนักกันที่มื้อเย็นแทน

หลังจากเก็บกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว พอออกจากโรงแรมพวกผมก็เริ่มท่องเที่ยวโดยเลี้ยวขวาจากโรงแรมเพื่อไปยังถนนสายสำคัญที่สุดของเมืองนั่นคือถนนThe Royal Mile ซึ่งก่อนเข้าสู่ตัวถนนเราจะต้องเดินข้ามสะพานข้ามแม่น้ำซึ่งเป็นจุดที่สามารถมองเห็นวิวของเมืองเอดินเบอระได้สวยมากๆอีกจุดหนึ่ง

The Royal Mile

เป็นถนนสายสำคัญที่ทอดยาวไปสู่ Edinburgh Castle บนถนนสายนี้มีทั้งร้านอาหาร ร้าน Shopping และรายล้อมไปด้วยสถานที่สำคัญๆมากมาย แต่สำหรับผมแค่ตัวถนนเองก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวในตัวมันเองได้อยู่แล้ว เพราะมองไปมุมไหน ก็ทั้งสวยและดูอลังการมาก และสำหรับผมที่หลงรักบ้านเมืองเก่าๆโบราณๆ อยู่แล้ว การได้เดินอยู่บนถนนสายนี้ทำให้รู้สึกราวกับได้ขึ้นสวรรค์ 555

23

26

27

เมื่อเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายนี้แล้ว เมื่อเดินไปเรื่อยๆ คุณจะผ่าน St Giles’ Cathedralที่อยู่ทางซ้ายมือ

St Giles’ Cathedral

หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่าHigh Kirk of Edinburgh ถูกสร้างขึ้นในปี คศ 1120  โดยตั้งชื่อตามนักบุญที่ให้ความอุปถัมภ์เเก่บรรดายาจก ขอทาน และผู้พิการ

29

โบสถ์St.Giles Cathedral นั้นมีความสวยงามทั้งสถาปัตยกรรมภายนอก และโดยเฉพาะงานเเกะสลักไม้โอ๊คและงานแกะสลักหินที่มีความสวยงามมาก   โบสถ์แห่งนี้จะเปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน ยกเว้นในวันอาทิตย์ช่วงเช้าที่จะมีการทำพิธีทางศาสนา

30
เทวดาตกสวรรค์

31

จากโบสถ์ St.Giles Cathedral พวกผมเดินตรงต่อไปเรื่อยๆเพื่อไปยัง Edinburgh Castle สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองนี้

32

33

Edinburgh Castle

ปราสาทเอดินเบอระ เป็นทั้งป้อมปราการและพระราชวัง ตั้งอยู่บนภูเขาไฟที่มีลักษณะเป็นหินสูงชันอยู่กลางเมืองทำให้สามารถมองเห็นเมืองเอดินเบอระได้ทั้งเมือง เเต่เดิมปราสาทแห่งนี้ถูกใช้เป็นป้อมปราการเพื่อป้องกันการบุกรุกของพวกไวกิ้ง เเละได้มีการพัฒนาต่อมาเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นพระราชวัง เเละเป็นปราสาทที่ได้ชื่อว่าเเข็งเเกร่งมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วย โดยสันนิฐานว่าปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ในยุคของ Devid ที่ 1

37

ก่อนถึงทางเข้าปราสาท ด้านซ้ายมือจะมีพิพิธภัณฑ์ Scotch Whisky Experience ที่บอกเล่าประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับสก็อตวิสกี้ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ถ้าคุณสนใจอาจจะแวะเข้าไปชมก่อนได้

35

หน้าทางเข้าจะมีจุดขายบัตรราคา19.5ปอนด์ แต่ก็ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่คุณไปด้วยครับเพราะราคาจะไม่เท่ากัน คุณสามารถลองเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมหรือจองบัตรล่วงหน้าได้ครับที่ https://www.edinburghcastle.scot

เมื่อซื้อบัตรเรียบร้อยแล้ว จากจุดแรกคุณจะต้องข้ามสะพานไปยังประตูใหญ่ที่จะมีประติมากรรมรูปปั้นของ Robert the Bruce ซึ่งเป็นวีรบุรุษของชาวสก๊อตเนื่องจากเป็นนักรบที่กู้ปราสาทคืนมาจากอังกฤษในปี 1313 รวมทั้งเซอร์ วิลเลี่ยม วอเรซ หรือที่คุณอาจรู้จักชีวิตของเขาดีจากภาพยนตร์ชื่อดังที่เเสดงโดยเมล กิ๊บสัน เรื่อง Braveheart โดยเขาเป็นผู้พยายามนำอิสรภาพมาสู่สก๊อตเเลนด์ในสมัยศตวรรษที่ 14

38

39

เมื่อเดินขึ้นไปบนปราสาทเรื่อยๆ จุดแรกที่สะดุดตาเลยคือแถวปืนใหญ่หลายกระบอกที่ตั้งเรียงรายกันอยู่บนแนวกำแพง ซึ่งจากปืนใหญ่แนวกำแพงเหล่านี้คุณจะสามารถมองเห็นเมือง Edinburgh ได้ทั้งเมืองเลยทีเดียว นอกจากนั้นยังมีจุดที่น่าสนใจของโซนนี้คือ Argyle Battery ซึ่งมี One O’Clock Gun ที่จะมีการยิงปืนใหญ่ตรงนี้ทุกวันเวลา13.00น. ตรง ยกเว้นแค่วันอาทิตย์เท่านั้น โดยเริ่มมีการยิงปืนใหญ่ ณ จุดนี้ครั้งแรกในปี 1861เพื่อเป็นการช่วยชาวเมืองและเรือที่อยู่ใกล้ๆ ได้รับทราบเวลา

44

40

บริเวณตรงนี้เป็นจุดหนึ่งที่คุณสามารถมองเห็นวิวต่างๆของเมือง Edinburgh ได้อย่างสวยงามมากๆ

42
มองเห็น Calton Hill ไกลๆ

จากจุดของปืนใหญ่ถ้าคุณเดินลงไปทางด้านซ้ายก็จะเห็นอนุสาวรีย์ของ Earl Haig ซึ่งเป็นแม่ทัพที่มีชื่อเสียงมากของชาวสก็อตแลนด์

50

จากนั้นผมก็เดินกลับมาแล้วเดินวนตามทางเดินผ่านตัวปราสาทหลักขึ้นไปด้านบนเพื่อไปชม St. Margaret ‘s chapel ซึ่งเป็นโบสถ์เล็กๆและถือเป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุดใน Edinburgh Castle แห่งนี้

51
ปราสาทหลัก
52
ร้านของที่ระลึก เอาไว้ซื้อตอนขากลับก็ได้เพราะต้องเดินลงมาผ่านทางนี้

St. Margaret ‘s chapel

54

สร้างประมาณปี 1130 เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้พระราชินีมาร์กาเรตที่เคยอาศัยอยู่ที่ปราสาทเอดินเบอระแห่งนี้ราวคริสตศวรรษที่1000

ส่วนด้านหน้าของ Margaret ‘s chapel จะมีปืนใหญ่ Mons Meg ตั้งตระหง่านอยู่

Mons Meg

เป็นปืนใหญ่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคกลางเนื่องจากมีอำนาจทำลายล้างสูงมากๆในยุคนั้น ปืนใหญ่ Mons Meg มีขนาดใหญ่ที่สามารถบรรจุหินหรือกระสุนที่หนักถึง150 กิโลกรัมแถมยังยิงได้ไกลถึง 3.2 กิโลเมตรเลยทีเดียว

58

จากนั้นผมก็เดินลงไปด้านล่างอีกครั้งซึ่งจะเห็นตัวอาคารของปราสาทที่สวยงามเพื่อเดินผ่านกำแพงเข้าไปยังชั้นในของปราสาท

53

เมื่อเข้ามายังอาคารชั้นในจะมีอาคารติดกันเป็นวงกลมโดยเว้นพื้นที่ว่างตรงกลางเป็นลานโล่งเรียกว่า Crown Square ไว้ซึ่งจะมีห้องที่น่าสนใจอยู่รายล้อมได้แก่

Scottish War Memorial 

เมื่อเดินเข้าไปแล้วแล้วเห็นลานกว้างของ Crown Square อาคารหลังนี้จะอยู่ขวามือเพื่อเป็นที่ระลึกถึงนักรบและทหารหาญชาวสก็อตที่เสียชีวิตในสงครามต่างๆ

67

62

Great Hall

สร้างขึ้นในปี1503เพื่อให้กษัตริย์ James ที่ 4 ใช้เป็นที่ประทับในพระราชพิธีต่างๆ ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนมาเป็นค่ายทหารโดย Oliver Cromwell ในปี 1650  ด้านในก็จะมีอาวุธและชุดเกราะต่างๆตั้งจัดแสดงไว้ด้วย  และเมื่อเดินเข้าไปที่ห้องนอนด้านในจะเป็นห้องที่ราชินีแมรี่แห่งสก็อตได้ให้กำเนิดบุตรชาย นั่นคือ พระเจ้าเจมส์ที่ 6ซึ่งต่อมาภายหลังได้เป็นผู้รวมบัลลังก์อังกฤษและสก็อตแลนด์เข้าไว้ด้วยกัน

66

เมื่อเดินออกมาด้านนอกจะเห็นประตูทางเข้าเล็กๆที่มีนักท่องเที่ยวต่อแถวรอเข้าไปเป็นจำนวนมาก เพราะนี่อาจจะเป็นจุด Highlight ที่สุดของพระราชวังแห่งนี้นั่นคือการขึ้นไปชมห้องที่เก็บมงกุฏ คฑา และดาบของพระราชินีแมรี่แห่งสก็อตที่โด่งดังไว้ และแน่นอนห้องนี้เป็นห้องที่ห้ามถ่ายภาพครับ

60
คนรอต่อคิวจำนวนมากเพื่อขึ้นไปชมมงกุฎที่มีชื่อเสียงมากที่สุดองค์หนึ่งของโลก

สำหรับ Edinburgh Castle ก็คงหมดเพียงเท่านี้ พวกผมก็เดินออกมาจากปราสาทโดยใช้เส้นทางเดิมตอนขาเข้า เมื่อออกจากปราสาทผ่านจุดขายตั๋วมาแล้วจะเห็นซอยเล็กๆ ให้คุณเดินเลี้ยวซ้ายมาทางซอยนี้นะครับเพราะจะเป็นทางลัดพาคุณผ่านเข้าเมืองโดยไม่ต้องย้อนกลับไปยังถนน Royal Miles อีก

เมื่อเดินมาสุดทางเดินจะเห็นเมืองชัดเจนเลยครับ เป็นวิวที่สวยมากอีกมุมหนึ่ง โดยเบื้องหน้าคือ Scottish National Gallery  คุณก็ข้ามถนนแล้วเดินลงไปตามทางเลยคับ จะเห็นทางเดินลงบันไดเล็กๆ เขียนว่า Market Street จากจุดนี้จะนำคุณข้ามทางรถไฟไปสู่ Scottish National Gallery ซึ่งถ้าใครมีเวลาก็อยากให้เข้าไปชมกันนะครับ

71

76

บริเวณตรงนี้จะเป็นลานกิจกรรมกลางเมืองของผู้คนที่นี่เพราะมีลานกว้าง มีสวน สนามหญ้าที่มีจุดเด่นลาดชันเป็น slope สังเกตว่าจะมีคนมานอนเล่น นั่งคุยสังสรรค์กันเยอะมาก

78

ช่วงที่ผมไปมีชิงช้าสวรรค์มาวางตั้งไว้ด้วยเหมือนมีงานอะไรสักอย่าง ซึ่งจากชิงช้าสวรรค์คุณจะมองเห็น Scott Monument อยู่ใกล้ๆ โดยอสุสรณ์สถานนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ Sir Walter Scott นักเขียนที่มีชื่อเสียงของScotland

79

81
Scott Monument
82
Sir Walter Scott

จาก Scott Monument ผมก็เดินต่อไปเรื่อยๆโดยกลับไปผ่านหน้าโรงแรมเพื่อจะไปยัง Calton Hill ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกจาก UNESCOด้วย โดย

84
ทางไป Calton Hill ต้องเดินโรงแรมที่พัก ไม่ไกลกันเลย

Calton Hill

ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงใช้เวลาเดินขึ้นประมาณ10นาทีทำให้เป็นอีกจุดหนึ่งที่สามารถชมวิวเมือง Edinburgh ได้สวยงามมากโดยเฉพาะช่วงเช้าและเย็นที่พระอาทิตย์ขึ้นและตก

87

บริเวณ Calton Hill นั้นมีจุดท่องเที่ยวมากมายเลย โดยจุดเเรกที่น่าสนใจคือ Dugald Stewart Monument ซึ่งสร้างเป็นอนุสรณ์ให้กับ Dugald Stewart นักปรัชญาชาวสก็อตแลนด์ โดยจุดนี้มักจะใช้เป็นสัญลักษณ์ของการท่องเที่ยวของ Edinburgh ดังนั้นจะเป็นจุดที่ผู้คนหนาแน่นหน่อยเพราะเป็น shot ที่ใครๆก็ต้องมาถ่ายภาพตรงนี้ไว้เป็นที่ระลึก

86

ส่วนอีกจุดที่ไม่ควรพลาดเลยก็คือ Nelson Monument ซึ่งสร้างเพื่อเป็นเกียรติแก่ Nelson นายพลเรืออังกฤษที่มีชื่อเสียงอย่างมากเนื่องจากเป็นนายพลที่สามารถรบชนะในสมรภูมิTrafalgar ได้  โดยที่หอคอยแห่งนี้จะมีการปล่อยลูกบอลขนาดใหญ่จากเสากระโดงเรือบนอนุสาวรีย์ให้ตกลงมา ซึ่งจะตรงกับเวลา 13.00 น ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ปืนใหญ่ที่ One O’Clock Gun ของ ปราสาทเอดินเบอระจะยิงพอดี ซึ่งเรือต่างๆ จะดูเเละฟังทั้งสองสัญญาณนี้ร่วมกัน

88

ซึ่งหากอยากหากขึ้นไปบนหอคอยก็ต้องจ่ายค่าขึ้นนะครับ เพราะบางคนอยากจะได้วิวที่สูงขึ้นไปอีก

89
Nelson Monument และ National Monument of Scotland

ที่ Calton Hill จุด Highlight ที่ผมสนใจมากที่สุดคือ National Monument of Scotland ที่เป็นลักษณะเสาแบบดอริกที่จำลองเเบบมาจากวิหารพาร์เธนอนในเอเธนส์ โดยอนุสรณ์สถานนี้สร้างเพื่อระลึกถึงทหารสก็อตเเลนด์ที่พลีชีพในสงครามนโปเลียน เเต่มันก็ยังสร้างไม่เสร็จมาถึงทุกวันนี้เนื่องจากขาดเงินทุน  แต่กลับกลายเป็นว่าทำให้โครงสร้างที่เหลืออยู่นี้กลายเป็นจุดเด่นที่สวยงามของ CaltonHill ไปเสียอย่างนั้น อารมณ์คล้ายๆกับโบสถ์ St. Pual ในมาเก๊าเลยครับ

90

91
คนชอบปีนขึ้นไปถ่ายรูปด้านบน ขอบอกปีนไม่ง่ายเลย สูงเอาการอยู่

92

93

นอกจากนั้นที่นี่ยังมี Burns Monumentซึ่งสร้างเพื่ออุทิศให้กับนักประพันธ์ชื่อดังอย่าง Robert Burns  ด้วย

ถึงตรงนี้ผมอยากแนะนำให้คุณเผื่อเวลาในการมาชมCalton Hill ไว้เยอะๆเพราะนอกจากสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจแล้ว การมานั่งชมวิวเมือง Edinburgh ได้แบบ 360 องศาเป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจมาก เลยอยากให้คุณเผื่อเวลาสำหรับที่นี่ไว้ให้มากหน่อยครับ

96

97
เมือง Edinburgh เป็นเมืองที่ติดทะเล เราจึงจะเห็นวิวทะเลได้ไกลๆจากจุดนี้

จาก Calton Hill เราจะเห็น Arthur Seats ซึ่งอยู่บนเขาสูงมีทางเดินเป็นทางยาวลาดชันขึ้นไปซึ่งในตอนแรกพวกผมกำลังคิดว่าจะไปปิดท้ายของทริปในเมืองเอดินเบอระกันที่นั้นแต่หลังพิจารณาเวลาที่เหลือแล้วคิดว่าเราอาจจะเดินกลับลงมาไม่ทันก่อนมืด พวกผมเลยตัดสินใจกลับไปเดินเล่นในเมืองกันต่อ

94
ทางเดินขึ้นไปยัง Arthur Seats

โดยจุดมุ่งหมายต่อไปของผมคือถนน  Victoria ซึ่งเป็นถนนเก่าแก่ของเมืองนี้และเป็นจุดที่ผมและเพื่อนๆจะไปทานมื้อเย็นกัน

Victoria Street 

เป็นถนนที่มีกลุ่มอาคารเก่าแก่อายุมากกว่า 600 ปี โดยเฉพาะกลุ่มอาคารส่วนหนึ่งที่มีการทาสีสันต่างๆ เมื่อมาอยู่บนตึกทรงโบราณก็ทำให้สวยแปลกตา ถนนสายนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นถนนที่มีนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปมากที่สุดของEdinburgh

99.1

99

102

104

สำหรับร้านอาหารที่พวกผมเลือกไปทานบนถนนสายนี้คือร้าน Howies ซึ่งเป็นร้านอาหารแบบ Scott แท้ๆที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้ซึ่งผมเคยเขียนมาเล่าให้คุณอ่านแล้วในจดหมายฉบับก่อนหน้านี้ Howies Restaurant, Edinburgh, Scotland, UK  ลองกลับไปอ่านดูรายละเอียดได้นะครับ

2

3

หลังจากอิ่มอร่อยกับอาหาร Scott แล้วพวกผมก็ตัดสินใจเดินชมเมืองย่อยอาหารอีกนิดหน่อยซึ่งได้ภาพที่แปลกตาและสวยต่างไปจากตอนกลางวันอีกแบบโดยเฉพาะถนน Royal miles ที่ผมชอบมากๆ เพราะถ่ายรูปออกมาแล้วได้สีที่สวยๆจริงๆ

106
ปราสาท Edinburgh จากมุมด้านหลัง
107
ร้านอาหารตลอดทั้งแนว เดินต่อเชื่อมมาจาก Victoria Street
108
St.Giles Cathedral ที่ไม่มีผู้คนและรถจอดยังทัศนียภาพ

109

112

สำหรับเรื่องเล่าถึงการท่องเที่ยวในเมือง Edinburgh ที่ผมอยากเล่าให้คุณอ่านก็คงหมดลงแค่นี้ ที่จริงในเมืองนี้ยังมีสถานที่น่าสนใจอีกมากแต่เนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลาของผมเอง ผมจึงยังท่องเที่ยวในเมืองนี้ได้ไม่ครบสมบูรณ์นัก ถ้าคุณมีโอกาสผมจึงอยากให้คุณเผื่อเวลาให้เมืองนี้มากๆ  และผมอยากบอกคุณว่าถ้ามีโอกาสไปอังกฤษเมือง Edinburghเป็นเมืองที่ผมไม่อยากให้คุณพลาดเลยด้วยประการทั้งปวง เพราะเมืองนี้ให้ความรู้สึกราวกับเป็นเมืองในเทพนิยาย ตึกรามบ้านช่อง บรรยากาศต่างๆ มันดูย้อนยุค แต่ไม่ล้าสมัย ทุกที่ที่คุณเดินผ่านจะเต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่สวยงามของสถาปัตยกรรมแบบโกธิคทั้งเมืองแบบที่หาดูแบบนี้ที่อื่นไม่ได้  ดังนั้น Edinburgh เป็นเมืองที่คุณควรมาให้ได้สักครั้งในชีวิตจริงๆนะครับ

110

แล้วพบกันในจุดหมายฉบับหน้ากับเมืองที่เคยยิ่งใหญ่และมีประชากรมากเป็นอันดับTop Three ของยุโรปเทียบเคียงกับลอนดอนและปารีส นั่นคือเมือง Glasgow แล้วรออ่านนะครับ

 

อยากให้คุณมาอยู่ตรงนี้ด้วยกัน

รักและคิดถึง

Mgastronome

10.2.19

IG : mgastronome_travel

Mgastronome_eat

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s