ขับรถเที่ยวอังกฤษ สก็อตแลนด์ Part 10 : Day 4 : Glasgow

cover

ถึง…เธอ

จดหมายฉบับนี้ผมจะนำคุณไปเที่ยวไปพร้อมกับผมผ่านตัวอักษรที่เมืองต่อไปนั่นคือ….Glasgow

หลังจากหลับสนิทแบบรวดเดียวตื่นในเมืองที่สวยงามอย่างกับเทพนิยายอย่าง Edinburgh ในเช้าวันรุ่นขึ้นผมและเพื่อนๆ ตัดสินใจตื่นกันสายหน่อยเพราะคุยกันตั้งแต่เมื่อวานว่าพวกเราเริ่มจะเพลียๆจากการเดินทางกันแล้ว

เรื่องนี้อาจนับเป็นข้อดีของการขับรถเที่ยวด้วยตัวเองเพราะเราอยากจะตื่น อยากจะออกเที่ยวตอนไหนก็ได้ ต่างกับการมากับทัวร์ หรือแม้กระทั่งการเที่ยวด้วยตัวเองแต่ต้องอาศัยขนส่งมวลชนต่างๆ เพราะยังไงก็ต้องจองตั๋วรถไฟหรือรถบัสระหว่างเมืองซึ่งไดีมีการกำหนดเวลาออกเดินทางที่แน่นอนไว้แล้ว ดังนั้นเราก็ต้องเดินทางตามเวลานั้น แต่หากเราขับรถเที่ยวเอง เราอยากจะออกเที่ยวเวลาไหนก็ตามสะดวกของเราเองเลย เพียงแต่ต้องระลึกไว้เสมอว่าถ้าเราออกเที่ยวสายมากๆก็อาจจะกระทบแผนการเที่ยวที่วางไว้เช่นกัน

หลังจากอาบน้ำแล้ว ผมกับเพื่อนๆ ก็ไปเช็คเอ้าท์เพื่อเดินทางกันต่อ เนื่องจากค่าโรงแรมของเราไม่ได้รวมอาหารเช้า เราจึงแวะซื้อขนมระหว่างทางเดินไปยังตึกจอดรถและแวะซื้อกาแฟ รวมทั้งชาเขียว (สำหรับคนที่ไม่ทานกาแฟอย่างผม) กันที่ Starbucks ซึ่งสำหรับคนที่มองหาของฝาก แก้ว Starbucks ที่เขียนชื่อเมืองไว้ก็เป็นของฝากที่น่าสนใจและราคาก็ไม่แพงด้วยครับ อย่างที่นี่ก็มีแก้วที่เขียนชื่อเมือง Edinburgh ไว้ด้วยซึ่งผมเองก็ซื้อมา 1 ใบไว้เป็นของฝากเช่นกัน

5
บรรยากาศในร้าน Starbucks

สำหรับรายละเอียดในการรับรถ และจ่ายค่าจอดรถ รวมทั้งบัตรส่วนรถจากโรงแรม ผมเคยเขียนไว้ให้คุณอ่านอย่างละเอียดแล้วที่จดหมายเกี่ยวกับโรงแรม Travelodge ที่พวกผมพักค้างคืนในเมือง Edinburgh  Travelodge Central Waterloo Place Hotel ,Edinburgh , Scotland  ลองไปอ่านได้นะครับ

อีกเหตุผลหนึ่งที่วันนี้เราค่อนข้างอนุญาติให้ตัวเองตื่นกันสายหน่อยก็เพราะจาก Edinburgh ไปยังเมือง Glasgow นั้นห่างกันแค่ 51 ไมล์หรือใช้เวลา 1 ชั่วโมง 20 นาทีเท่านั้นจึงไม่ต้องรีบออกกันแต่เช้ามาก

เมื่อเดินทางมาถึงเมือง Glasgow เรานำรถไปจอดกันที่ NCP Car park , the Glass house ซึ่งเป็นจุดจอดรถที่ใช้เวลาเดินไปโรงแรม Merchant City Inn Hotel ซึ่งเป็นที่พักของพวกเราในคืนนี้ไม่เกิน 5 นาทีเท่านั้น นอกจากนั้นทั้งที่จอดรถและโรงแรมก็อยู่ในทำเลที่ดีมากๆ เพราะอยู่ท่ามกลางแหล่ง shopping ที่ถือเป็นใจกลางของเมือง Glasgow เลยทีเดียว

จากอาคารจอดรถเพียงแค่เดินข้ามถนนมาก็เจอ Mark & Spencer ขนาดใหญ่มากๆแล้วซึ่งผมเคยเขียนจดหมายมาเล่าให้คุณอ่านอย่างละเอียดแล้วในตอน Merchant City Inn Hotel, Glasgow , Scotland

IMG_3937

IMG_3636
อาคารจอดรถ

Glasgow

เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของสกอตแลนด์ โดยเป็นเมืองที่มีอายุมากกว่าพันปีเพราะจักรวรรดิโรมันได้สร้างเมืองแห่งนี้ไว้เป็นเมืองหน้าด่านป้องกันพวกข้าศึกจากทางเหนือ โดยปัจจุบันคุณยังสามารถเห็นแนวกำแพงโบราณในเมืองนี้ได้ในบางจุดของเมือง

เมือง Glasgow ในปัจจุบันตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำไคลด์ (Clyde River) โดย Glasgow (อ่านว่ากลาสโกว์) เป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองและล้ำหน้ามากที่สุดเมืองหนึ่งในยุโรปมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เนื่องจากที่นี่ถือเป็นเมืองท่าใหญ่ของมหาสมุทรแอตแลนติกทำให้ในศตวรรษที่ 19 อุตสาหกรรมเหล็ก การต่อเรือ และยานยนต์ได้เติบโตขึ้น เป็นผลทำให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาทำงานในเมืองนี้จนทำให้ Glasgow กลายเป็นเมืองที่สามของยุโรปที่มีจำนวนประชากรเกินหนึ่งล้านคน รองจากลอนดอนและปารีส และกลายเป็นเมืองสำคัญอันดับสองของสหราชอาณาจักรในเวลาต่อมา

23

ปัจจุบัน Glasgow ยังคงความเป็นศูนย์กลางการค้า วิศวกรรม และอุตสาหกรรมต่อเรือของสก็อตแลนด์ นอกจากนั้นยังเป็นศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Centre) ที่ใหญ่เป็นอันดับสามของอังกฤษ นอกจากนั้นด้วยความสวยงามของสถาปัตยกรรมบวกกับการที่เมืองนี้ให้กำเนิดศิลปินชื่อดังมากมายทำให้ในปี 1990 เมือง Glasgow ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองแห่งสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมของยุโรป (Europe’s City of Architecture & Culture)

30

สิ่งหนึ่งที่ต้องเตือนอีกครั้งให้คุณทราบไว้เผื่อวันใดที่คุณอยากจะมาเยือนเมืองนี้ เมืองกลาสโกว์เป็นเมืองที่ขึ้นไปทางเหนือค่อนข้างมากแล้ว ดังนั้นอากาศที่นี่จึงเย็นตลอดปี และเป็นเมืองที่มีอากาศค่อนข้างแปรปรวนโดยอาจจะมีฝนตกได้ตลอดเวลา ซึ่งวันที่ผมเดินทางไปถึงนั้นฝนก็ตกเช่นกันทำให้อากาศในเมืองนี้ยิ่งหนาวขึ้นไปอีกแม้จะได้ชื่อว่าอยู่ในหน้าร้อนแล้วก็ตาม ซึ่งผมได้อธิบายเรื่องนี้ไว้แล้วในจดหมายเรื่อง ขับรถเที่ยวอังกฤษ สก็อตแลนด์ Part 2 : ข้อควรรู้ก่อนขับรถเที่ยวอังกฤษ

เมื่อจอดรถกันเรียบร้อยแล้ว แม้จะใกล้โรงแรมมากแต่เนื่องจากพวกเรายังไม่สามารถเช็คอินได้ ผมและเพื่อนๆ จึงวางแผนว่าจะออกไปเที่ยวกันก่อนโดยเริ่มจาก Mark & Spenser นั่นแหละ และถนนที่อยู่ติดกับ M&S ก็เป็นถนนที่เป็นแหล่ง shopping สำคัญของเมืองนี้นั่นคือถนน…Argyle Street

10

Argyle Street

เป็นถนนสายหลักที่เป็นย่าน shopping ใจกลางเมือง Glasgow โดยชื่อถนนได้ถูกตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ Duke of Argyll และทุกวันนี้ถนนเส้นนี้จะเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และ Shopping Mall รวมทั้งมีสถานีรถไฟใต้ดิน และเป็นถนนที่นำไปสู่สถานีรถไฟ Central Station ด้วย

9

11

13

เนื่องจากพวกเราออกกันค่อนข้างสายกว่าจะมาถึง Glasgow ก็เป็นเวลาเที่ยงพอดี ผมและเพื่อนๆจึงตัดสินใจหาอะไรทานกัน แต่ด้วยความที่เวลามีจำกัดเราจึงตกลงกันว่าจะใช้ Concept เดิมคือมื้อเที่ยงทานอะไรก็ได้ง่ายๆ แล้วค่อยไปจัดหนักเอาที่มื้อเย็น

สุดท้ายอาหารมื้อเที่ยงที่ได้รับการโหวตจากเสียงส่วนใหญ่ (โดยผมเป็นเสียงส่วนน้อยเพียงหนึ่งเดียว555) เป็นอาหารที่จริงๆแล้ว เราต่างคุ้นชินเป็นอย่างดี แต่สำหรับผมแล้วถือเป็นการแหกกฎการท่องเที่ยวในต่างประเทศของตัวเองอย่างยิ่งเพราะผมเคยตั้งปณิธานไว้ว่าถ้าไปเที่ยวต่างประเทศจะไม่เข้าร้านพวกนี้เด็ดขาด

ร้านอาหารที่ผมกำลังเขียนถึงคือ KFC  แต่งานนี้ผมก็ต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่ และเรื่องแบบนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญในการท่องเที่ยวร่วมกับคนอื่นๆ เพราะแม้เราจะเลือกเดินทางกับคนที่เราคุ้นเคยหรือเที่ยวแบบเดียวกันแล้ว แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะชอบอะไรเหมือนกันเสียไปหมดทุกอย่าง ดังนั้นการอะลุ่มอล่วยกัน การยอมรับในเสียงส่วนใหญ่จึงมีความสำคัญมากๆ

ไหนๆก็มีโอกาสไปทานร้าน KFC ในอังกฤษแล้ว ผมก็เลยถือโอกาสนี้เล่าถึงร้าน KFC ในอังกฤษให้คุณอ่านคร่าวๆ เลยแล้วกัน

15

เนื่องจาก KFC เป็นร้านอาหารแฟรนไชน์ระดับโลก ดังนั้นสภาพของร้านจึงไม่ได้แตกต่างจากบ้านเรามากโดยราคานั้นถ้าเทียบกับบ้านเราแล้วก็เรียกได้ว่าสูงกว่าพอสมควรเลยเพราะชุดไก่ 6 ชิ้น ก็อยู่ที่ราคาประมาณ 12 ปอนด์หรือประมาณ 500 บาทในขณะที่ชุดไก่ 6 ชิ้นบ้านเราที่พ่วงมากับทั้ง ไก่วิงแซบอีก 4 ชิ้น นักเกตส์อีก 4 ชิ้นและมันบดอีก1 ถ้วย ราคาแค่ 299 บาท เท่านั้น

14

ส่วนหน้าตาของไก่ทอดนั้นก็แตกต่างเพราะไก่ทอดที่นี่จะดูเหมือนเคลือบแป้งมากกว่า ไม่ได้เป็นลักษณะไก่ทอดกรอบแบบบ้านเรา ส่วนรถชาติผมคิดว่าไม่ได้ต่างกันมากครับ นอกจากนั้นความพิเศษของ KFC ที่นี่นอกจากจะมีเฟรนช์ฟลายแล้ว ก็จะมีถั่วในซอสมะเขือเทศซึ่งถือเป็นอาหารประจำชาติของอังกฤษก็ว่าได้มาให้ด้วย

17

18
ถั่วในซอสมะเขือเทศ ถ้าไม่ได้ทาเมนูนี้ถือว่ามาไม่ถึงอังกฤษ

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือในร้านจะมีแผ่นโปสเตอร์โปรโมตไปทั่วว่าไก่ KFC ที่นี่เป็นไก่อังกฤษล้วนๆ ไม่มีเชื้อชาติอื่นๆเจือปน เห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าอะไรมันจะชาตินิยมกันขนาดนี้

16

หลังจากอิ่มและเพิ่มพลังกันจนเต็มที่แล้วพวกผมก็พร้อมออกเดินทางท่องเที่ยวในเมืองกลาสโกว์กันซึ่งวางแผนกันไว้ว่าจะเดินเท้ากันทั้งหมด

เหตุที่พวกผมต้องใช้การเดินเพราะรถใต้ดินที่นี่จะวิ่งวนเป็น loop ไม่ได้ครอบคลุมไปทุกจุดที่เราจะไปเที่ยวในเมืองนี้ ส่วนการเดินทางที่สะดวกที่สุดอีกอย่างในเมืองนี้คือรถเมล์ก็ชวนให้งุนงงเสียเหลือเกิน เราจึงตัดสินใจเดินเท้ากันดีกว่า แต่สุดท้ายๆ พวกผมก็ต้องยอมแพ้ ต้องพึงรถเมล์ในที่สุดเพราะในช่วงท้ายๆ เดินกันไม่ไหวแล้วจริงๆ

พวกผมเริ่มเดินเที่ยวไปเรื่อยๆ โดยเริ่มจากสถานีรถไฟ Central Station และเดินไปตามทางไปโดยมีจุดหมายที่วิหารแห่งเมือง Glasgow

ตึกรามบ้านช่องต่างๆใน Glasgow ยังคงมีความสวยงาม และดูขลังเหมือนเมื่อก่อนเพราะได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี และรูปแบบสถาปัตยกรรมก็จะแตกต่างไปจากเมือง Edinburgh เพราะในขณะที่สถาปัตยกรรมหลักของ Edinburgh จะเป็นแนว Gothic แต่สถาปัตยกรรมของ Glasgow จะเป็นแนว Victorian ซึ่งสวยงามไม่แพ้กัน

21

29

12

31

32

จุดหนึ่งที่น่าสังเกตคือ Glasgow เป็นเมืองที่มีหอนาฬิกา หรือตึกสูงที่มีนาฬิกาอยู่ด้านบนเยอะมากๆๆๆ สงสัยคนเมืองนี้จะไม่ค่อยตรงต่อเวลา 555

22

cover1

จากถนน agile พวกผมเดินมาเรื่อยๆเพื่อจะไปยังจุดหมายแรกของวันนี้นั่นคือ Glasgow Cathedral ซึ่งก่อนจะถึงตัววิหารรอบๆ บริเวณนั้นจะมีตึกสวยๆ และอนุสาวรีย์เยอะมากๆให้เราเดินชมก่อนได้คับ

36

35
ด้านข้างของอาคารหลังนี้มีห้องน้ำ ซึ่งที่โบสถ์ไม่มีถ้าจะเข้าก็ต้องมาเข้าที่นี่
64
ดูเก่าแต่สวยมากๆ

Glasgow Cathedral

เป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดของ Scotland และเป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดในเมือง Glasgow โบสถ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นราวศตวรรษที่ 12 ด้วย Style Gothic ซึ่งเป็นรูปแบบก่อนที่ยุค Victorian จะเข้ามาแทนที่และเป็นวิหารยุคกลางเพียงแห่งเดียวที่รอดจากเหตุการณ์การปฏิรูปศาสนาโดยฝ่ายโปรเตสแตนต์ในปี 1560 มาได้

38

วิหารแห่งนี้เล่ากันว่าถูกสร้างโดยนักบุญ Kentigern หรือนักบุญ Mungo ซึ่งถือเป็นนักบุญประจำเมืองซึ่งร่างของท่านถูกฝังไว้ที่นี่ในชั้นใต้ดินที่คุณสามารถเข้าไปชมได้ฟรี โดยอาจจะหย่อนเงินบริจาคตามจิตศรัทธาลงในตู้ให้กับทางโบสถ์ตรง counter บริเวณทางเข้า นอกจากนั้นโบสถ์แห่งนี้ยังเคยถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำ  Series เรื่อง Outlander ด้วย

42

39

สิ่งที่น่าสนใจภายในโบสถ์ก็จะมีทั้ง The Millennium Window กระจกสีที่มีการทำล่าสุดของวิหาร ภาพแกะสลักต่างๆ รวมทั้งมุมต่างๆที่ทางโบสถ์ได้จัดแสดงสิ่งของต่างๆไว้

43

45

46

44

49
ถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำ Series เรื่อง Outlander

จาก Glasgow Cathedral ผมก็เดินออกมาเพื่อจะเข้าไปอีกทางที่จะนำไปสู่ Glasgow Necropolis ซึ่งอยู่ด้านหลังของโบสถ์

40
จาดหน้าวิหารสามารถมองเห็นสุสานบนเขาด้านหลังได้

Glasgow Necropolis 

เป็นสุสานประจำเมืองกลาสโกว์ซึ่งสร้างอยู่บนเขาสูง โดยจะมีหลุมฝังศพของชาวกลาสโกว์ที่มีชื่อเสียงอยู่ในสุสานนี้เป็นจำนวนมาก และถ้าคุณสงสัยว่าทำไมเราต้องไปเดินดูสุสาน คำตอบก็คือที่สุสานแห่งนี้คุณจะเห็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นอย่างเว่อวังอลังการเพื่อระลึกถึงผู้ตาย เป็นเหมือนสถานที่พักพิงสุดท้ายของพวกเขาเหล่านั้น

50

51

ผมคิดว่าแนวคิดนี้ มันก็คงคล้ายๆกับฮวงซุ้ยของชาวจีน หรือบัวเก็บกระดูกของคนไทย เพียงแต่สิ่งก่องสร้างหรืออาจจะเรียกว่าประติมากรรมของคนตายที่สุสานแห่งเมืองกลาสโกว์นี้สร้างได้วิจิตร ตระการตาและเต็มไปด้วยศิลปะแบบวิคตอเรียนให้คุณได้ลองเดินสำรวจดูความสวยงามที่คนรุ่นหลังสร้างเพื่อระลึกถึงคนที่วายชนม์ไปแล้วได้

54

56

 

58

สำหรับการเดินชมสุสานแห่งนี้ผมไม่ได้รู้สึกว่ากำลังเดินอยู่ในสุสานเลย ไม่มีความกลัวเลยด้วยซ้ำทั้งๆที่ปกติแล้ว ผมก็ไม่ค่อยถูกกับพวกภูตผีปีศาจเท่าไหร่ ใจมันคอยจะจินตนาการไปถึงเรื่องน่ากลัวเสียร่ำไป แต่การเดินในสุสานแห่งนี้ให้ความรู้สึกรื่นรมย์และสงบมากกว่าความกลัว

59

60

63

61

แต่ผมต้องสารภาพกับคุณตรงๆ ก่อนว่าที่ผมรู้สึกอย่างนั้นได้อาจจะเพราะผมมาที่สุสานแห่งนี้ตอนกลางวัน ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันว่าถ้ามาเดินที่นี่ตอนกลางคืนจะยังคงรู้สึกเพลิดเพลินกับการเดินชมความสวยงามต่างๆอย่างที่เล่าให้คุณอ่านไปหรือเปล่า 555

นอกจากนั้นจากด้านบนของสุสาน เราสามารถมองกลับมาดูความสวยงาม Glasgow Cathedral  ได้ทั้งหลังรวมทั้งเมืองกลาสโกว์ได้อีกด้วย

52

53

55

จากสุสานแห่งกลาสโกว์ พวกผมก็เดินย้อนกลับไปเพื่อไปยังจุดหมายต่อไปคือ People ‘s palace ซึ่งจาก Glasgow Cathedral หรือจากตัวสุสานไปยัง People ‘s Palace นั้นค่อนข้างไกลมากทีเดียว เรียกว่าเดินกันได้เหงื่อ โชคดีที่อากาศที่นี่ค่อนข้างเย็น พวกผมจึงเดินไปแบบสบายๆ ที่สำคัญการใช้วิธีเดินเท้าไปทำให้ผมได้พบเห็นมุมสวยๆ ของเมืองนี้เยอะมากจนทำให้อดรู้สึกไม่ได้ว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ มีทั้งความเก่า ความใหม่ รวมทั้งมีงานศิลปะแทรกซึมอยู่ตามจุดต่างๆของเมืองไปตลอดทาง

66
สวยมากๆๆๆ

67

69

70

แต่จากการได้เดินชมเมืองและวิถีชีวิตบนถนนของผู้คนที่นี่แล้ว นอกจากความสวยงามของเมืองที่เราพบเห็นแล้ว สิ่งหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในความสวยงามเหล่านั้นที่ผมไม่ค่อยเจอในเมืองอื่นในอังกฤษคือความสกปรก

ที่เมืองกลาสโกว์คุณจะสังเกตได้ว่าเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ แล้วจะมีขยะค่อนข้างเยอะ ทั้งที่ทิ้งอยู่บนทางเท้า หรือกองอยู่ตามจุดต่างๆ รวมทั้งเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นข้าวของเครื่องใช้ที่เจ้าของบ้านไม่ต้องการแล้วมาวางทิ้งไว้ริมถนน แม้กระทั่งบนรถเมล์สิ่งที่คุณจะเห็นได้ตามพื้นรถก็คือตั๋วรถเมล์ที่ทิ้งไว้เกลื่อนกลาด เป็นภาพที่ขัดความกับความสวยงามของเมืองนี้เหมือนกัน

68

แม้ระยะทางจะไกล แต่การได้เดินดูสิ่งต่างๆรอบตัวในเมืองนี้ก็ทำให้รู้สึกเพลินเหมือนกัน

71
เครื่องดูดฝุ่นพร้อมกวดถนนไปในคราวเดียวกัน น่าเอามาใข้บ้านเราบ้าง
72
St. Andrew square สังเกตุว่ามีนาฬิกาอีกแล้ว
73
ตึกเก่าแถว St. Andrew square เก่าแต่ก็ยังสวย
74
แมวเหมียวออกมาผึ่งแดด
75
เดาว่าห้องที่ไม่เหมือนชาวบ้านนี่ต้องเป็นห้องเจ้าของตึกแน่ๆ 555

หลังจากเดินกันมานานพอสมควร ในที่สุดผมก็มาถึง People’s Palace

76

People ‘s Palace

สร้างขึ้นในปี 1898 ในสวนสาธารณะของเมือง โดยต้องการให้เป็นสถานที่เก็บรวบรวมประวัติศาสตร์ด้านต่างๆของเมืองกลาสโกว์เอาไว้

80

บริเวณด้านหน้าของ People’s Palace จะมีน้ำพุ Doulton ซึ่งเป็นน้ำพุที่สร้างจากดินเผาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตัวน้ำพุจะประกอบไปด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ชั้นนั่นคือ จุดบนสุดจะเป็นรูปปั้นเหมือนสมเด็จพระราชินาถวิคตอเรีย ชั้นที่ 2 จะเป็นตัวแทนของข้ารับใช้ที่สำคัญของพระองค์ 4 กลุ่มที่ยืนประจำอยู่คนละด้านได้แก่ กองทหาร The black watch / Grenadier Guards/ ราชนาวีหลวง และ กองทหาร Irish ส่วนประองค์ ส่วนชั้นสุดท้ายซึ่งจะอยู่ด้านล่างสุดคือเหล่าอาณานิคมสำคัญๆ ของอังกฤษได้แก่ อินเดีย แอฟริกาใต้ แคนาดา และออสเตรเลีย

77

78

79

จากการจัดองค์ประกอบเรียงลำดับชั้นของน้ำพุที่ผมเล่าไปข้างต้น ผมรู้สึกเอาเองว่าการจัดเอาเหล่าอาณานิคมมาไว้ส่วนล่างสุดก็คงแสดงให้เห็นถึงอะไรหลายๆอย่างในความคิดของเจ้าอาณานิคมได้เป็นอย่างดี

ไม่รู้ว่าผมอาจจะคิดมากไปเองหรือเปล่า ??

จากน้ำพุ ผมก็เข้าไปชมภายในของ People ‘s Palace ซึ่งภายในจะมีนิทรรศการเพื่อให้เราเห็นสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวท้องถิ่นในกลาสโกว์ช่วงทศวรรษ 1930 / มีภาพวาดของจิตรกรที่มีชื่อเสียงของเมือง /  มี Gallery ภาพที่แสดงอดีตที่ผ่านมาของกลาสโกว์ รวมทั้งเรื่องราวต่างๆของเมืองนี้อีกมาก

85

86

90

100

เมื่อเดินลงมาชั้นล่าง ด้านหลังของพิพิธภัณฑ์เป็นส่วนของ Winter Gardens ที่เป็นเรือนกระจกสไตล์วิคตอเรียนที่เต็มไปด้วยพืชพรรณไม้ต่างๆ ให้เราได้ลองไปชม รวมทั้งทั้งจะมีคาเฟ่ให้เราพักจิบกาแฟหรือขนมด้วยได้

101

102

103

People’s palace เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่ 10 โมงถึง 5 โมงเย็น ยกเว้นวันศุกร์และวันอาทิตย์จะเปิด 11.00 โมง โดยเปิดให้เข้าชมฟรี

จาก People’s Palace จุดหมายต่อไปของเราคือ พิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงมากๆ ของเมืองนี้นั่นคือ Kelvingrove Art Gallery and Museum ซึ่งอยู่ไกลมากๆๆๆ

ตอนนั้น สภาพของผมกับเพื่อนๆ ต่างหมดแรงจากการเดินจากสุสานเมืองกลาสโกว์มายังพีเพิลพาเลซแล้ว ดังนั้นคราวนี้เราจึงตัดสินใจไปใช้บริการรสบัสกัน โดยได้สอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ๆพิพิธภัณฑ์ที่ People’s Palace นั่นเอง

หลังจากได้คำแนะนำแล้วผมก็เดินไปตามทางที่เจ้าหน้าที่แนะนำ เมื่อไปถึงป้ายรถเมล์ป้ายแรกก็ทำเอางงเหมือนกันเพราะตรงป้ายไม่มี เลข number ของรถบัสที่เจ้าหน้าที่บอกไว้ ทำให้เราต้องเดินหาป้ายรถเมล์อยู่พอสมควรเหมือนกันเพราะรถเมล์ที่นี่ไม่ได้จอดทุกป้ายทุกสาย เพราะฉะนั้นนอกจากเราจะต้องรู้ว่ว่าเราต้องนั่งรถเมล์หมายเลขอะไรแล้ว เราก็ต้องรู้ด้วยว่าต้องไปขึ้นรถเมล์สายนั้นที่ป้ายไหน ซึ่งจากประสบการณ์ในวันนั้นบอกได้เลยว่า Google Map ช่วยได้ครับ ให้ลองค้นหาเส้นทางโดยเลือก option เป็นรถเมล์ดูนะครับ

ส่วนวิธีการใช้ก็คล้ายๆในหลายประเทศคือเมื่อขึ้นไปแล้วให้หยอดเงินลงในตู้เก็บเงิน ถ้าไม่แน่ใจว่าเท่าไหร่ก็ลองถามคนขับได้ครับ แต่อย่างไรก็ดีต้องเตรียมเหรียญไว้ด้วยเสมอนะครับ

104

105
ค่าตั่วคนละ 2.30 ปอนด์

จาก People’s Palace เรานั่งรถย้อนกลับไปทางถนน Argyle street และเลยขึ้นไปนิดหน่อย ใช้เวลาไม่นานเราก็ไปถึง  Kelvingrove Art Gallery and Museum

106

Kelvingrove Art Gallery and Museum

เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์ และ Art Gallery สไตล์บาคอคที่เปิดในปี 1901  มีงานศิลปะให้ชมฟรีมากกว่า 8,000 ชิ้น รวมทั้งโบราณวัตถุ สัตว์สต๊าฟ และสิ่งของรวมทั้งนิทรรศการที่น่าสนใจไม่น้อยกว่า 20 ห้อง

107

โดยชั้นล่างห้องที่น่าสนใจอาทิ

ห้อง Discovery Center ที่มีสัตว์สต๊าฟต่าง ๆ

126

 ห้องอียิปต์ ที่มีมัมมี่และข้าวของเครื่องใช้ยุคอียิปต์โบราณให้เดินดู

114

118

ส่วนชั้น 2 จะเป็นผลงานศิลปะของศิลปินยุโรปที่มีชื่อเสียง และสำหรับคนไทย สิ่งที่คุณไม่ควรพลาดเลยคือการไปชมงาช้างที่แกะสลักเรื่องราวเกี่ยวกับการจุติของพระพุทธเจ้านะครับ

127

128

130

111

พิพิธภัณฑ์ Kelvingrove เปิดให้บริการทุกวัน โดยไม่มีการเก็บบัตรเข้าชมแต่อย่างใดคับ

จากพิพิพิธภัณฑ์ Kelvingrove ผมและเพื่อนๆ  เดินไปต่อเพื่อไปชมมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงไม่ใช่แค่ในเมืองนี้แต่ต้องถือว่ามีชื่อเสียงระดับโลกซึ่งอยู่ติดกับพิพิธภัณฑ์เลยนั้นคือ University of Glasgow

131

University of Glasgow

เป็นมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1451 เรียกว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเก่าแก่มากๆ ดังนั้นการมาชมมหาวิทยาลัยแห่งนี้สิ่งที่พลาดไม่ได้คือตัวตึกหลักของมหาวิทยาลัยที่มีทั้งความขลังและความยิ่งใหญ่

132

133

134

136

137

โดยเฉพาะห้อง Cloisters หรือเรียกว่า Undercroft ที่มีโครงสร้างเสา และซุ้มหลังคาที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นอีกจุดหนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปกันซึ่งอยู่บริเวณชั้นล่างของตึกใหญ่สามารถเข้าไปชมได้คับ

140

141

142

จากห้อง Cloisters เราจะเห็นลานกว้างอยู่ตรงกลางระหว่างตึกต่างๆ ก็เป็นมุมที่สวยดีครับ

143

145

144

147

นอกจากนั้นยังมีมุมอื่นๆให้ลองเดินชมได้คับ

135
Kelvingrove Art Gallery and Museum จากมุมของมหาวิทยาลัยกลาสโกว์
138
Wellington Church of Scotland มองจากมหาวิทลาลัย

 

จริงๆ แล้วที่ Glassgow ยังมีสะพาน Clyde arc bridge ที่มีชื่อเสียงด้วย แต่ว่าตอนดูรีวิวพวกผมค่อนข้างรู้สึกเฉยๆกับสะพานแห่งนี้เลยไม่ได้ไปกัน แต่ถ้าคุณมีเวลาก็อาจจะลองไปดูรวมทั้งเดินเล่นเรียบแม่น้ำ Clyde ดูนะครับ

จาก University of Glasgow ผมกับเพื่อนๆก็นั่งรถเมล์กลับไปยังถนน Agyle และเดินแวะ shopping กันสักพักก่อนที่เราจะกลับไปที่รถเพื่อไปเอากระเป๋าและเดินไป Check in ที่โรงแรมที่พักซึ่งอยู่ไม่ไกลกันเลย โดยผมเคยเขียนมาเล่าถึงโรงแรมแห่งนี้ไว้แล้วที่ Merchant City Inn Hotel, Glasgow , Scotland

หลังจากเก็บกระเป๋า ล้างหน้าล้างตากันแล้ว ผมกับเพื่อนๆก็ออกมาหามื้อเย็นทานกันซึ่งเราเลือกร้านอาหารจีนที่อยู่ปากซอยทางเข้าโรงแรมที่ชื่อว่าร้าน Mamafubu ทานกัน

150

151

152

สำหรับเมนูอาหารของที่นี่จะเน้นอาหารจีนเป็นหลักซึ่งเมนูส่วนใหญ่ก็เป็นเมนูที่คนไทยคุ้นเคยกันดี ซึ่งวันนั้นเราก็สั่งผัดผัก หมูย่าง เป็ดย่าง หม้อไฟ เคาหยก เกี๊ยวนึ่ง ที่สำคัญคือข้าวคับ   ส่วนราคานั้นก็อยู่ที่ประมาณ 8-10 เหรียญต่อจาน สำหรับรสชาตินั้นก็ถือว่าไม่เลวครับ แต่ถ้าจะให้เทียบกับรสชาติอาหารจีนในเมืองไทย ผมคิดว่าคงเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว 555โดยเฉพาะเคาหยก ยังห่างไกลจากเคาหยกของร้านไก่ทองมากมาย พอดีผมชอบเมนูนี้เป็นพิเศษเลยอดเปรียบเทียบไม่ได้

153

155

156

157

158

159

หลังจากอิ่มกันแล้ว อย่างที่ผมเคยเล่าให้คุณอ่านมาตลอดว่าหน้าร้อนที่อังกฤษนั้นกว่าพระอาทิตย์จะตกดินก็ปาเข้าไป 3 ทุ่มแล้ว พวกผมกับเพื่อนๆจึงไปเดินชมเมืองใกล้ๆกันอีกหน่อย ก่อนจะกลับมาพักผ่อนกัน ซึ่งคืนนั้นแม้จะเป็นโรงแรมที่ไม่มีแอร์แต่ด้วยอากาศที่เย็นสบายมากๆของเมืองนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีฝนตกลงมาด้วยแล้ว ยิ่งทำให้คืนนั้นเป็นคืนที่ผมหลับสนิทที่สุดอีกคืนหนึ่งในทริปเลยครับ

160

161
มีนาฬิกาอีกแล้ว

162

163

สำหรับเรื่องราวของเมือง Glasgow ที่ผมอยากเขียนมาเล่าให้คุณอ่านก็คงมีแค่นี้ ถือว่าเป็นอีกเมืองที่มีสิ่งที่น่าสนใจมากมายเลยครับ ถ้าคุณมีโอกาสไปเยือนอังกฤษก็อย่าลืมใส่เมืองนี้ไว้ใน List ด้วยนะครับ

สำหรับจดหมาบฉบับหน้าจะเป็นช่วงสำคัญที่เป็นเหตุผลของการมาเที่ยวแบบเช่ารถขับในครั้งนี้ของพวกเรานั้นคือการเริ่มทริปสู่ Highlands และเกาะ Isle of Skye แล้วผมจะเขียนมาเล่าให้อ่านอีกนะครับ

intro6

IMG_4325

IMG_4768

อยากให้คุณไปอยู่ตรงนั้นด้วยกัน

รักและคิดถึง

Mgastronome

16 กุมภาพันธ์ 2019

IG  : Mgastronome_travel

Mgastronome_eat

One Comment Add yours

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s