ขับรถเที่ยวอังกฤษ สก็อตแลนด์ Part 12 : Day 6 Isle of Skye

The ultimate Road trip across UK

London – Scotland – Isle of Skye Part 12 : Day 6 Isle of Skye

cover

ถึง…เธอ

จดหมายฉบับนี้ผมเขียนมาตามสัญญาที่จะเล่าให้คุณอ่านถึงการท่องเที่ยวบนเกาะ Isle of Skye ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย

แผนการเที่ยวของผมในวันนี้จะเป็นการเที่ยวเป็นวงกลมบนเกาะโดยเริ่มจาก Neist Point Light House – Dunvegan Castle – Claigan Coral Beach – Duntulm Castle – Mealt Fall & Kilt Rock – The old Man of Storr – Porttree จากนั้นพวกผมจะกลับมาค้างคืนที่เมือง Broadford ซึ่งเป็นเมืองที่พวกผมเคยแวะมาซื้อวัตถุดิบเพื่อนำไปทำอาหารที่ Skye Walker Hostel ซึ่งเหตุผลที่เราเลือกเมืองนี้เนื่องจากเมือง Broadford เป็นเมืองที่ตั้งของสะพาน Skye Bridge ที่จะข้ามกลับไปยังแผ่นดินใหญ่ของ Scotland ทำให้เราร่นระยะเวลาในการเดินทางลง

89

วันเดินทาง ผมและเพื่อนๆตื่นกันตั้งแต่เช้าเพราะเราวางแผนกันไว้ว่าเราอยากจะเผื่อเวลาสำหรับเก็บภาพมุมต่างๆของ Skyewalker Hostel , Isle of Skye , Scotland  เนื่องจากเมื่อวานเรามาถึงค่ำแล้ว แม้จะยังไม่มืดแต่กว่าจะทำมื้อเย็นและทานอาหารทานกันแสงก็หมดไปแล้ว พวกผมจึงยังไม่มีเวลาถ่ายภาพมุมสวยๆของโฮสเทลแห่งนี้เลย

1
วิวสวยๆของโฮสเทล

แต่ก่อนที่จะอาบน้ำแต่งตัวกัน พวกผมก็มาช่วยกันทำมื้อเช้าทานกันก่อนเพราะอย่างที่บอกครับว่าโฮสเทลที่นี่ไม่มีอาหารเช้า ดังนั้นเราจึงต้องเตรียมอาหารมาทานกันเองซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเน้นทำอาหารง่ายๆ แต่คณะฮอบบิทชาวไทยที่เน้นเรื่องกินอย่างพวกเราเลือกจัดเต็มในการทำอาหารมื้อเช้ามื้อใหญ่ทานกัน

6
แกงจืดหมูสับมาไกลถึง Isle of Skye

ในช่วงที่เราตื่นมาทำอาหารนั้นยังไม่มีใครตื่นมาเลยครับแม้จะสายมากแล้วทำให้ห้องครัววันนั้นเป็นเหมือนห้องครัวส่วนตัวของเราเลย ถึงตรงนี้ผมอยากจะแนะนำคุณด้วยว่าถ้าคุณมีโอกาสไปพักโฮสเทลและต้องไปทำอาหารทานกันเองแบบนี้อย่าลืมเรื่องความสะอาดนะครับ เพราะพวกผมเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เช่นกัน เมื่อเราทำอาหารเสร็จแล้วต้องเก็บกวาดเช็ดถูให้ทุกอย่างสะอาดเหมือนใหม่ รวมทั้งจัดเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างให้เข้าที่เหมือนเดิม เรื่องพวกนี้ถือเป็นมารยาทพื้นฐานของการใช้ครัวในรูปแบบของโฮสเทลทั่วไปนะครับ

เช้าวันนี้อาหารที่พวกผมทำทานกันก็ประกอบไปด้วย ข้ามผัด ไข่ด่ว กะหล่ำทอดน้ำปลา ผัดหมูพริกหวาน แกงจืดหมูสับ และ น้ำจิ้มมะนาวรสเด็ดที่ใช้วัตถุดิบพื้นถิ่นมาดัดแปรง เรียกว่าจัดชุดใหญ่จริงๆ

7

หลังจากทานอาหารมื้อเช้าเสร็จ พวกผมก็รีบไปอาบน้ำ และเช็คเอ้าท์ก่อนที่จะรีบไปถ่ายภาพสวยๆมุมต่างๆของโฮสเทล ที่ต้องใช้คำว่ารีบเพราะตอนนั้นฝนเริ่มตั้งเค้ามาแล้ว ดูท่าวันนี้คงจะได้เที่ยวกันกลางฝนแน่ๆ

2
โดมกระจก Highlight ของที่นี่
3
ภายในโดมกระจกช่วงกลางวัน

4

5

หลังจากถ่ายรูปเสร็จ พวกผมก็เริ่มออกเดินทางไปจุดหมายแรก นั่นคือ Neistpointlight house ซึ่งพอพวกผมขับรถไปสักพักฝนก็เริ่มตกลงมา โดยเส้นทางที่จะไปยังจุดหมายนั้นพวกเราต้องขับรถขึ้นไปบนเขาซึ่งทางค่อนข้างแคบ และจะมีรถสวนทางมาตลอดเวลา เพราะฉะนั้นต้องขับรถด้วยความระมัดระวังนะครับ และในกรณีที่มีรถสวนมา ผมได้อธิบายวิธีปฏิบัติไว้ตอนที่เขียนมาเล่าให้คุณอ่านเรื่อง ขับรถเที่ยวอังกฤษ สก็อตแลนด์ Part 3 : การขับรถในอังกฤษ , Driving in the UK ลองกลับไปอ่านได้นะครับ

ในช่วงที่พวกผมขับขึ้นไปนั้น มาถึงจุด 3 แยกนึงที่มีฝรั่งชาวบ้านวิ่งมาหน้ารถแล้วบอกให้เรารีบขับไปเร็วๆ พวกผมก็งงๆว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ทำตามที่ชาวบ้านบอกนะครับ เพียงแค่พวกเราเลี้ยวหลบสามแยกนั้นไปเท่านั้นแหละก็มีฝูงแกะฝูงใหญ่เดินลงมาอีกทาง เข้าใจเลยว่าทำไมต้องรีบต้อนเราไปก่อนจะต้อนแกะ 555 เพราะถ้ารถเรายังจอดอยู่ในช่วงที่ฝูงแกะฝูงใหญ่นี้ลงมาก็ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น แต่ภาพการต้อนฝูงแกะจำนวนมากขนาดนี้ลงมาถือเป็นภาพที่ผมประทับใจและตื่นเต้นมากๆ จนทุกคนลืมถ่ายภาพเก็บไว้ เสียดายเหมือนกัน นี่อาจจะเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการขับรถเที่ยวที่ทำให้เราได้เจออะไรแปลกใหม่แบบนี้ได้อยู่บ่อยๆ

เมื่อขับมาถึง Nesit Point Light house ฝนก็ยังลงเม็ดเบาๆ และลมนั้นแรงมากๆๆ ซึ่งอย่างที่ผมที่เขียนมาเล่าให้คุณอ่านแล้วในตอน ขับรถเที่ยวอังกฤษ สก็อตแลนด์ Part 2 : ข้อควรรู้ก่อนขับรถเที่ยวอังกฤษ ว่าลมฝนอังกฤษนั้นแรงมากจึงต้องใช้ร่มที่ค่อนข้างแข็งแรง รวมพับเล็กๆเป็นตอนๆแบบบ้านเรานั้นเอาไม่อยู่แน่นอน แต่การที่ใช้ร่มที่แข็งแรงและมีน้ำหนักก็อาจไม่สะดวก เสื้อกันฝนกันหนาวที่มีฮู้ดด้วยจะสะดวกมากที่สุดในการเที่ยวแบบนี้

8
จุดจอดรถกับวิวที่สุดแสนจะ Epic

จริงๆแล้วบริเวณนี้จะมีร้านกาแฟเล็กๆตั้งอยู่ด้วยแต่ยังไม่เปิดให้บริการและอย่างที่ผมได้เคยเล่าไปว่าอาคารในอังกฤษส่วนใหญ่เท่าที่เจอจะไม่ค่อยมีหลังคาหรือกันสาดกันฝน อย่างร้านกาแฟร้านนี้ก็เช่นกันเรียกว่าสร้างเป็นกล่องสี่เหลี่ยมเลย จะไปยืนตรงนี้ก็หลบฝนไม่ได้ ดังนั้นการเตรียมอุปกรณ์กันฝนมาให้พร้อมจึงมีความสำคัญมาก

10
ร้านกาแฟสร้างเป็นกล่องสี่เหลี่ยม 

Neist Point Lighthouse

เป็นประภาคารที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี1909ตั้งอยู่ตรงจุดชมวิวด้านตะวันตกสุดของเกาะ Isle of Skye โดยแหลมแห่งนี้มีจุดเด่นที่เป็นลักษณะเป็นแหลมยาวยื่นลงไปในทะเล ประภาคารนี้ก็ตั้งอยู่ตรงสุดปลายแหลมทำให้มีความเป็นเอกลักษณ์

12

สำหรับการไปชมประภาคารนั้นสามารถเดินลงไปด้านล่างเพื่อไปยังประภาคารได้ แต่เนื่องจากวันนี้ฝนตก ลมค่อนข้างแรง  ทำให้การเดินลงไปไม่ค่อยสะดวกและก็คงไม่ทำให้เราได้ภาพสวยๆ พวกผมจึงตัดสินใจเดินขึ้นไปทางหน้าผาด้านบนเพื่อเก็บภาพกว้างของแหลม Niest Point และประภาคารแห่งนี้

9
มีทางเดินลงไปด้านล่าง
11
ขึ้นมาด้านบน

ในระหว่างเดินขึ้นไปลมก็ยิ่งแรงขึ้นไปอีกเพราะฉะนั้นถ้าคุณเจออากาศแบบนี้ต้องเดินขึ้นไปด้วยความระมัดระวังด้วยนะครับ

นอกจากลมจะแรงแล้ว อุณหภูมิในเช้าวันนั้นยังลดลงไปเหลือแค่ 11 องศา (นี่ขนาดหน้าร้อนนะ) ผมจึงเคยเตือนไว้ว่าการมาเที่ยวหน้าร้อนในอังกฤษโดยเฉพาะ Highlands และ Isle of Skye ไม่ได้หมายความว่าคุณจะใส่เสื้อและกางเกงขาสั้นมาเที่ยวได้  อย่างกรณีของผมวันนั้นอากาศที่นั้นหนาวจนกระทั่งมือถือของผมดับไปเลยซึ่งคุณคงจะพอทราบนะครับว่าถ้าอากาศหนาวมากๆจะทำให้แบตเตอร์รี่มือถือจะหมดไวเพราะฉะนั้นผมแนะนำว่าในกรณีฉุกเฉินแบบนี้อย่าลืมติดPower Bank มาด้วยนะครับ

ถึงแม้อากาศวันนั้นจะแปรปรวน จะมีทั้งลมทั้งฝน แต่การไปยืนตรงจุดชมวิวตรง Neist Point ให้ความรู้สึกคุ้มค่ามากๆครับ เอาเข้าจริงยิ่งมาดูในภูมิอากาศแบบนี้ที่มีทั้งเมฆฝน ลมฝนและคลื่นลมแรงอย่างบ้าคลั่งก็ให้ทัศนียภาพที่เราหาดูไม่ได้ง่ายๆเหมือนกัน

13

14

หลังจากมือถือดับ และร่างกายส่งสัญญาณเตือนว่ากำลังจะเริ่มแข็งแล้ว ผมกับเพื่อนๆเลยตัดสินใจลงมาและเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป เพราะกำลังกลัวว่าถ้าพวกเรายังฝืนชมความสวยงามของธรรมชาติกลางฝนแบบนี้อาจจะไปสบายเอาได้ เดี่ยวจะมีผลกับการเดินทางในวันต่อๆไป

สำหรับจุดหมายต่อไปของเราคือปราสาท Dunvegan ซึ่งมีที่จอดรถค่อนข้างกว้างขวาง โดนก่อนเข้าปราสาทจะมีจุดขายบัตรโดยคิดค่าเข้าตัวปราสาทและสวน 14 ปอนด์นอกจากนั้นยังมี option ต่างให้เลือกซื้อได้อีกด้วยครับ

16
ลานจอดรถปราสาท Dunvegan
15
จุดจำหน่ายตั่ว
90
ราคาบัตร

Dunvegan Castle

ปราสาท Dunvegan Castle เป็นปราสาทที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13ตั้งอยู่เหนือสุดทางทิศตะวันตกของเกาะIsle of Skye ปราสาทแห่งนี้อาจจะมีขนาดไม่ใหญ่โตนัก เพราะที่นี่เป็นปราสาทของตะกูล MacLeod ซึ่งเป็นตระกูลขุนนางที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยประจำตระกูล ไม่ได้เป็นปราสาทของกษัตริย์หรือเหล่าราชวงศ์

18

ปราสาท Dunvegan เป็นปราสาทที่มีการถือครองสืบทอดรุ่นต่อรุ่นมากว่า 800 ปี สำหรับด้านในปราสาทจะถูกแบ่งเป็นห้องๆเพื่อจัดแสดงให้เห็นถึงการใช้ชีวิตของผู้คนในปราสาทแห่งนี้ โดยจะให้เราเดินชมเป็นวงกลมตั้งแต่ชั้นบนถึงไปถึงชั้นใต้ดิน รวมทั้งสามารถเดินออกไปชมวิวนอกปราสาทได้

19

20

26
ปราสาทโบราณจะมีทางเดินลับสำหรับคนรับใช้ซึ่งจะไม่มาเดินปะปนเพ่นพ่านในตัวบ้านกับเจ้าของ
27
ห้องคนรับใช้

นอกจากนั้นบริเวณก่อนเข้าไปที่ปราสาทจะมีสวนสวยให้เราไปเดินชมได้ หรือถ้าจะเดินอ้อมไปทางด้านหลัง (ซึ่งผมแนะนำมากๆ) เราก็สามารถเดินไปชมวิวทะเลหน้าปราสาทและถ่ายภาพปราสาทได้ทั้งหลังอีกด้วย

29

30

31

32

จบจากปราสาท Dunvegan เราก็เดินทางไปต่อกันที่หาด Claigan Coral Beach ซึ่งผมคิดว่าคุณสามารถตัดโปรแกรมนี้ออกไปได้นะครับ เพราะเท่าที่ลองไปผมคิดว่าไม่ได้มีความน่าสนใจมากมาย ยกเว้นคุณมีเวลาว่างเหลือและอยากลองไปชื่นชมธรรมชาติริมทะเลแถบนั้นดู ซึ่งในวันนั้นพวกผมไม่ได้เดินไปจนถึงชายหาดขาวแบบที่เราเห็นกันในรูปบ่อยๆ พวกผมเดินไปถึงแค่บริเวณหินประการังกับสาหร่ายสีส้มที่เกยตื้นขึ้นมาบนหินทำให้ทั้งแนวหาดกลายเป็นทางเดินสีส้มไปตลอดแนวยาว ซึ่งบริเวณนี้ถ้าเดินมาจากจุดจอดรถก็ถือว่าไกลพอสมควร

40

34
ทางเดินไปหาด
35
เนื่องจากมีการเลี้ยงแกะบริเวณนี้ด้วย ก็จะมีรั้วกันเป็นระยะๆซึ่งเราเปิดเองได้
36
เห็นชายหาดล่ะ

37

38

นอกจากนั้นอีกเรื่องที่ต้องเล่าให้คุณทราบไว้คือลานจอดรถก่อนที่จะเดินไปยังชายหาดแห่งนี้ค่อนข้างแคบและมีน้อย การขับรถสวนไปมาก็ลำบากยิ่งถ้ารถของคุณเข้าไปจอดด้านในสุด เพราะฉะนั้นถ้าคุณต้องการมาที่นี่ ผมแนะนให้จอดไว้ริมนอกสุดและยอมเดินเข้าไปจะปลอดภัยกว่าครับ

33
ลานจอดรถทางเข้า ยิ่งจอดข้างในเท่าไหร่ ยิ่งออกยากเท่านั้น

จาก Claigan Coral Beach ก็เกือบเวลาเที่ยงแล้วพวกผมจึงมองหาร้านทานกันระหว่างทางโดยใช้บริการของ Tripvisor แต่โชคร้ายที่ร้านอาหารที่เราตั้งใจไปทานทั้ง 3 ร้านปิดบริการในช่วงเวลานั้นพอดี (อะไรมันจะซวยขนาดนี้) ดังนั้นเราจึงวนกลับไปยังร้าน Lochside Craft & Tea Room ที่เราขับผ่านมาแล้ว ร้านนี้เป็นร้านที่อยู่ติดถนนใหญ่และสามารถจอดรถริมถนนได้เลย

41

สิ่งที่ดีที่สุดของร้านนี้คือวิวสวยมากครับเพราะอยู่ติดทะเลสาบเลย แต่ถ้าเรื่องรสชาติผมว่าถ้ามองหาร้านอื่นได้ ไปทานร้านอื่นดีกว่าครับ 555

42

48

43

45

46

47

44

หลังจากทานมื้อเที่ยงกันแบบเบาๆ เพราะสารภาพว่าผมและเพื่อนๆไม่ค่อยถูกใจรสชาตินักพวกเราก็เดินทางไปต่อกันที่อีกหนึ่งปราสาทที่มีชื่อเสียงในแถบIsle of Skye นั่นคือปราสาท Duntulm Castle

เส้นทางไปปราสาทแห่งนี้จะเป็นการขับรถขึ้นเขาทำให้ได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามไปตลอดทาง แต่ผมก็ต้องขอเตือนว่าให้คุณขับด้วยความระมัดระวังเพราะทางค่อนข้างแคบมีแค่ 2 เลนสวนเท่านั้นรวมทั้งมีโค้งหักศอกค่อนข้างเยอะ ขอให้ขับในความเร็วที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

49

50

51

53

54

55

นอกจากนั้นคุณจะขับผ่านรั้วไม้ที่เอาไว้กั้นแกะค่อนข้างเยอะ เพราะแถบนี้มีการเลี้ยงแกะจำนวนมากก็ทำให้ได้บรรยากาศชนบทของอังกฤษค่อนข้างดีครับ

52

หากคุณใช้ GPS ระบบจะทำทางคุณมาถึงปราสาทโดยสังเกตว่าจะมีรถจอดอยู่ข้างเยอะ แต่ตัวปราสาทเองอาจจะเล็กและไกลออกไปจากถนน รวมทั้งถ้ามองไกลๆก็อาจทำให้คุณคิดว่ามันคือซากปรักหักพังของอะไรสักอย่าง ขอให้ทราบว่าสิ่งก่อสร้างที่เห็นอยู่ริมหน้าผานั่นแหละคือปราสาท Duntulm

63

ปราสาท Duntulm

ถูกสร้างขึ้นราวศตวรรษที่14-15 โดยเป็นปราสาทของตระกูล MacDonald of Sleatก่อนที่จะถูกทิ้งร้างในปี 1732 เมื่อ Sir Alexander MacDonaldได้ย้ายไปสร้างที่พำนักแห่งใหม่

57

56

58

เนื่องจากความชำรุดทรุดโทรมและการที่ที่ตั้งของตัวปราสาทอยู่ริมหน้าผาทำให้ต้องโดนทั้งลมทั้งฝนและความไม่มั่นคงของพื้นดิน ดังนั้นปราสาทนี้ซึ่งแต่ก่อนเคยอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินเข้าไปภายในได้ ปัจจุบันจะมีการกั้นรั้วให้เราชมแค่ภายนอกได้เท่านั้น

59

60

62

61

เราชื่นชมวิวทิวทัศน์บริเวณนี้และตัวปราสาทไม่นาน พวกผมก็เดินทางไปยังจุดหมายต่อไปนั่นคือ Mealt Falls และ Kilt Rock  โดยสามารถจอดรถที่ลานจอดรถด้านหน้าและเดินเข้าไปได้เลย แต่หากลานจอดรถเต็มก็ต้องจอดไปตลอดริมทางเข้ามาซึ่งจะสังเกตว่ามีรถจอดกันเป็นแถวยาว แล้วแต่ใครจะหาที่ตรงไหนจอดได้

64
มุมสวยๆ ก่อนถึง Mealt Falls / Kilt Rock

Mealt Falls และ Kilt Rock

ถือเป็น Landmark และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของเกาะ Isle of Skye  โดยหากคุณเดินไปยังริมหน้าผาและหันมองไปทางซ้ายคุณจะน้ำตกที่ไหลลงสู่ทะเลซึ่งตรงนั้นคือส่วนที่เรียกว่า Mealt Fall ในขณะที่ถ้าคุณมองไปไกลๆเลยจากน้ำตกไปคุณก็จะมองเห็นหน้าผาหินที่เป็นแท่งๆ ที่ดูแล้วเหมือน Kilt หรือกระโปรงพลีทของชาวสก็อตเลยกลายเป็นที่มาของชื่อหน้าผาหินนั้นว่า Kilt Rock

66

เนื่องจากพวกผมไปเยือนที่นี่ในหน้าร้อน น้ำตก Mealt Falls เลยมีน้ำไหลเบาบางจนไม่อาจจะเรียกว่าน้ำตกได้ 555 ดังนั้นถ้าคุณจะมาที่นี่ก็อาจจะต้องเช็คฤดูที่เหมาะสมด้วยนะครับ

67

นอกจากน้ำตกและ Kilt rock แล้ว ถ้าคุณหันไปทางขวามือจะเห็นริมผาหินซึ่งเป็นมุมที่สวยงามเช่นกัน รวมทั้งสามารถเดินเล่นไปตามทางผาหินเหล่านั้นได้

68

นอกจากนั้นที่นี่ยังเคยเป็นแหล่งที่เคยพบร่องรอยของไดโนเสาร์ด้วย ก็เลยมีการทำป้ายและรอยเท้าให้นักท่องเที่ยวชมด้วยคับ

65

จาก Mealt Falls และ Kilt Rock พวกผมก็เดินทางไปต่อยัง The Old Man of Storr ซึ่งจะสังเกตไม่อยากนอกจากพิกัด GPS แล้วจะสังเกตุได้ว่าจะมีรถจำนวนมากจอดอยู่ทั้งที่ลานจอดรถและริมถนนตลอดแนว

70
ลานจอดรถ

เมื่อจอดรถแล้ว เพื่อที่จะไปชม The Old Man of Storr ก็ต้องเดินขึ้นเขาไปครับ

71

The Old Man of Storr

เป็นแท่งหินสูงราว 50 เมตรที่ตั้งตระหง่านอยู่บนภูเขา โดยอาจจะเป็นจุดท่องเที่ยวที่ดังที่สุดบนเกาะนี้เลยก็ว่าได้ แท่งหินเหล่านี้ว่ากันว่าถ้ามองดีๆจะมองเห็นเหมือนชายแก่  โดยมีตำนานเล่าขานว่ายอดหินนี้เป็นนิ้วโป้งของยักษ์ หรือว่ากันว่าเป็นร่างของชายชราแห่งสตอรร์ที่ถูกสาปให้กลายเป็นหินในระหว่างต่อสู้กับยักษ์ นอกจากนั้นสถานที่แห่งนี้ยังถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Prometius ของริดลีย์ สก็อตต์ด้วย

74
ทางเดินขึ้น

75

ถ้าหากคุณต้องการอยากจะได้ภาพคู่กับ The Old Man of storr ผมแนะนำว่าคุณต้องเผื่อเวลาให้กับที่นี่เยอะๆและควรฟิตร่างกายมาให้แข็งแรง เพราะจากจุดจอดรถเพื่อที่จะขึ้นไปให้ถึงแท่งหินนั้นต้องเดินขึ้นไปราวๆ เกือบ 4 กิโลเมตร และจากประสบการณ์ของผม ทางขึ้นนั้นค่อนข้างชันมาก รวมทั้งเป็นหินและดินที่ค่อนข้างลื่นจึงขึ้นไปไม่ง่ายเลยและต้องใช้กำลังขาที่แข็งแรงในการปีนเขาที่ชันแบบนี้ด้วย

76
ทางขึ้นเหมือนใกล้ แต่ไกลมากๆๆๆๆๆ

ในวันนั้นมีเพียงผมเท่านั้นที่ลองพยายามจะขึ้นไป ส่วนเพื่อนๆได้ยกธงขาวยอมแพ้เพราะต้องยอมรับว่าระยะทางไกลไม่ใช่เล่นจริงๆ ทุกคนเลยนั่งรอพักระหว่างทางและให้ผมขึ้นไปคนเดียว

แต่จนแล้วจนรอดผมก็ไม่ได้เดินขึ้นไปถึงยอดเนื่องจากขณะนั้นเวลาที่ผมเดินขึ้นไปเป็นเวลาทุ่มกว่าๆ แล้ว แม้จะยังสว่างอยู่มาก แต่พวกผมต้องไป check in ให้ทันก่อน 3 ทุ่ม ในขณะที่พวกเรายังเหลือเมือง Porttree อีกหนึ่งโปรแกรม ผมเลยยอมถอดใจเดินลงมาสมทบกับเพื่อนๆ เพราะจากจุดที่ผมขึ้นไปถึง กว่าจะขึ้นไปให้ถึงจุดสูงสุดก็ต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ทีเดียว

78
มาได้แค่นี้ละครับ

79

80
ถ้าจะไปให้สุดยังมีทางเดินอีกยาวไกล

จริงๆแล้วถ้าคุณไม่ต้องการเดินขึ้นไปถึงจุดสูงสุด  บริเวณทางขึ้นจะมีจุดให้คุณนั่งพักและชมวิวทิวทัศน์รอบๆได้เป็นระยะๆ โดยคุณสามารถชมทะเลกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา รวมทั้งภูเขาและเกาะแก่งที่สวยงามอีกมาก แค่วิวทิวทัศน์ตรงนี้ก็คุ้มค่าแล้วสำหรับการที่จะเหนื่อยปีนขึ้นไปครับ

72
ระหว่างทางขึ้นจะเห็นวิวที่สวยมากๆ

73

77

จาก The Old Man of storr พวกผมก็เดินทางไปจุดสุดท้ายของวันนี้นั่นคือเมือง Portree

Portree

เป็นเป็นหมู่บ้านชาวประมงดั้งเดิมที่สร้างโดย Lord MacDonald ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 แต่เมืองแห่งนี้เริ่มมามีชื่อเสียงมากๆด้วยการมาเยือนของกษัตริย์James ที่ 5 แห่งสก็อตแลนด์ในปี 1540

88

Portree เป็นเมืองเล็กๆที่ล้อมรอบด้วยภูเขาแต่มีความสำคัญในฐานะเมืองหลวงของเกาะ Isle of skye ดังนั้นที่นี่จึงมีทั้งร้านอาหาร ธนาคาร โบสถ์ และร้านรวงต่างๆอย่างหนาแน่น โดยมีจุดเด่นที่ตึกหลากสีสันริมอ่าวซึ่งเป็นบริเวณที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินไปเยี่ยมชมและถ่ายรูปมากที่สุด

81

85

87

84

83

เนื่องจากเมืองนี้ไม่ได้ใหญ่มาก พวกผมจึงมาเดินเล่นและถ่ายรูปกันที่ริมอ่าวเท่านั้นจากนั้นก็เข้า Supermarket เพื่อซื้อของไปทำอาหารทานกันเช่นเคยเนื่องจากคืนนี้เราจะไปค้างคืนกันที่เมืองBroadford ซึ่งจากการหาข้อมูลก็ไม่มีร้านอาหารให้เลือกมากนัก

82
วิวริมอ่าว เมือง Portree

86

จาก Portree พวกผมเดินทางอีกไม่ไกลก็มาถึงเมือง Broadford ซึ่งถือเป็นเมืองหน้าด่านของเกาะIsle of Skye เพื่อที่จะข้ามสะพาน Skye Bride กลับไปยังแผ่นดินใหญ่ ดังนั้นการเลือกพักค้างคืนที่เมืองนี้ก็เพื่อประหยัดเวลาและย่นระยะทางในการท่องเที่ยวในวันรุ่งขึ้น

แต่….

ที่พักของพวกผมในคืนนี้เป็นที่พักที่ผมไม่ค่อยประทับใจนักตามที่ผมเคยเขียนมาเล่าให้คุณฟังอย่างละเอียดในจดหมายเรื่อง Broadford Backpackers Hostel ,Broadford -Scotland , UK

โดยสรุปผมคิดว่าโฮสเทลแห่งนี้ค่อนข้างมีสภาพเก่า และมีสิ่งอำนวยความสะดวกน้อย รวมทั้งมีกฎที่ค่อนข้างเยอะกว่าโฮสเทลอื่นๆที่เราพักในทริปนี้

8

ทันทีที่ไปถึงโฮสเทลพวกผมก็รีบไปเก็บข้าวของแล้วลงมาทำอาหารเย็นทานกันเพราะครัวของที่นี่จะเปิดถึงแค่ 3 ทุ่มจากนั้นก็จะล็อคกุญแจอย่างจริงจังเพราะฉะนั้นใดๆก็ตามที่พวกผมซื้อมาทั้งน้ำผลไม้ และนม หรือเครื่องดื่มอื่นๆ พวกผมก็ต้องรีบทานและรีบเอากลับไปแช่ตู้เย็นเพราะหลังจาก 3 ทุ่มพวกผมจะไม่ได้สามารถเข้าไปในครัวได้อีกเพราะจะมีการล็อคกุญแจอย่างแน่นหนาเลย

จริงๆแล้วโฮสเทลแห่งนี้ก็ใช่ว่าจะเลวร้ายจนรับไม่ได้ เพียงแต่พวกผมได้ไปเจอมาตรฐานที่สูงลิบลิ่วของ Skyewalker Hostel , Isle of Skye , Scotland  มาแล้ว ดังนั้นเมื่อมาเจอสภาพโฮสเทลของที่นี่เลยรู้สึกว่ามันไม่ค่อยโอเค

พวกผมถึงขนาดได้คุยกันว่าจริงๆเราน่าจะขับกลับไปพักที่ Skye Walker Hostel ดีกว่า แม้จะต้องขับกลับเข้าไปในเกาะและขับขึ้นเขาอีกหลายกิโลเมตร แต่ด้วยความสวยงามและความสะดวกสบายของที่นั้นคิดยังไงก็คุ้ม

สำหรับการท่องเที่ยวในเกาะ Isle of Skye ของวันนี้ของผมคงจบลงแค่นี้ ครั้งหน้าผมจะเขียนมาเล่าให้คุณอ่านใหม่ซึ่งจะถือเป็นการท่องเที่ยวด้วยการขับรถเป็นวันสุดท้ายแล้วเพราะพวกผมจะต้องนำรถไปคืนที่เมือง Inverness ก่อนที่จะบินกลับไปลอนดอน รออ่านนะครับ

01
Inverness Castle
02
เมือง Inverness

อยากให้คุณไปอยู่ตรงนั้นด้วยกัน

รักและคิดถึง

Mgastronome

5.3.19

IG : mgastronome_travel

Mgastronome_eat

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s