Review ทริปเยือนเมืองหลวงใหม่ VS เก่าอินโดนีเซีย Jakarta & Yogyakarta Part1 

ถึง…เธอ

ผมเคยไปเยือน Jakarta เมืองหลวงปัจจุบันของอินโดนีเซียเมื่อหลายปีก่อน (น่าจะสัก 10กว่าปีที่แล้ว) ความทรงจำในตอนนั้นคือรู้สึกว่าเป็นเมืองที่ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรเที่ยว รถติด แต่อาหารพอใช้ได้ โดยเฉพาะน้ำชาและน้ำพริก (แบบอินโด)    หลายปีผ่านไปก็ยังคงรู้สึกแบบนั้น เพราะข้อมูลที่ได้รับจากคนที่มีประสบการณ์ไปเยือนเมืองหลวงของอินโดนีเซียแห่งนี้ก็ยังคงพูดเหมือนๆกันคือเป็นเมืองที่ไม่มีอะไร และรถติดมากกกก

จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้ ผมได้มีโอกาสไปทำงานที่จาการ์ต้า เลยถือโอกาสลองเที่ยวเมืองจาการ์ต้าอีกครั้ง แล้วแถมด้วยการตั้งใจไปเยือนยอร์คยาการ์ต้าซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าของอินโดนีเซีย ที่สำคัญยังเป็นที่ตั้งของ “บุโรพุทโธ” ศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่มากๆของชาวพุทธ รวมทั้งปรัมบานัน ศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่ของชาวฮินดู หลังจากไปเห็นมาแล้ว ผมบอกได้เลยว่าถ้าคุณชอบอารยธรรมโบราณ เมืองยอร์คยาการ์ต้าเป็นเมืองที่พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง 

บุโรพุทโธ ยิ่งใหญ่มาก
ปรัมบานัน ศาสนสถานของฮินดูที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน

ผมเริ่มออกเดินทางตั้งแต่ 8 โมงเช้าเลยต้องตื่นแต่ตี 4  เพื่อสนามบิน. สมองเลยยังอยู่ในโหมดสลีมสลือ เลยจำไม่ได้ล่ะว่าทำไมวันนั้นอยู่ดีๆ ถึงได้อาหารของ business class มาทาน

ถ้าจะไปอินโดนีเซีย Taxi ก็เป็นโคตะระปัญหาและความกังวลในการท่องเที่ยวประเทศภูมิภาคแถบนี้  ซึ่งจากคำแนะนำของคนที่เคยไปมาก็จะบอกต่อๆกันว่าขอให้ใช้บริการTaxi ของ Bluebird เพราะน่าเชื่อถือที่สุดแล้ว

จุดติดต่อ Taxi Bluebird อยู่ด้านหน้าสนามบินเลย  

เจ้า Bluebird นี่นะคับจะแบ่งเป็นทั้ง Blue ธรรมดา Silver และ Gold (ไม่แน่ใจว่ามี Platinumหรือไม่)  เมื่อเดินทางไปถึง ผมเลือกใช้ ระดับ silver คับ อยากได้รถดีขึ้นมาหน่อย ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเข้าเมืองคิดเป็นเงินไทยก็พันกว่าบาทนิดๆ

ผมรออยู่สักพัก จนท ก็มาบอกว่ารถพร้อมแล้ว ผมก็มองหารถ เอ๊ะ ไม่เห็นมีนี่  จนท ก็บอกว่าจอดอยู่ข้างหน้านี่ไง

คือสารภาพ….. ไม่คิดว่าระดับ Silver ราคาพันนิดๆ จะใช้ BMW มารับส่งกันเลยทีเดียว เว่อวังดีแท้

ส่วนสภาพการจราจร ก็อย่างที่คาดคับ ใช้เวลานานเลยทีเดียว ค่อนข้างติดมากๆ ติดยาวจากสนามบินยันเข้าเมืองเลย ดูๆแล้วอาการสาหัสกว่าเมืองไทย 

ในจาการ์ต้า  ผมพักที่ Borobudur Hotel ( เอาชื่อบุโรพุทโธ ที่ยอร์คจาการ์ต้ามาใช้) ซึ่งผมแนะนำเลยครับสำหรับคนที่มองหาที่พักในจาการ์ต้า  เนื่องจากโรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่กลางเมือง และที่สำคัญติดกับสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งมาก

สิ่งที่ได้เรียนรู้ในการเดินทางครั้งนี้ ทั้งโรงแรมและห้างสรรพสินค้าหลายแห่งในจาการ์ต้ามีระบบ security เข้มข้นมาก อย่างที่โรงแรมนี้จะมีการ scan กระเป๋าและแขกโรงแรมทุกครั้งที่เข้าออก  ขอย้ำว่าทุกครั้ง จะกระเป๋าเล็กใหญ่ต้อง scanหมด เขาให้ความสำคัญการป้องกันการก่อการร้ายมากๆ 

ส่วนโรงแรมสวยสภาพดีมาก  สิ่งเดียวที่ไม่ชอบคือมีมุมสูบบุหรี่ในโรงแรมด้วย  เป็นห้องอาหารกับที่นั่งพักด้านในสุด คือไม่มีห้องแยกหรือมีกระจกกั้น ทำให้ได้กลิ่นบ้าง

Zone ร้านอาหารที่ Lobby สูบบุหรี่ได้ซึ่งไม่ดีเลย

เรื่องนี้ผมว่าต้องชมประเทศไทยนะคับ ประเด็นเรื่องการกันโซนสูบบุหรี่ บ้านเราล้ำหน้าไปมาก แม้เทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศก็ตาม

สภาพโรงแรมถือว่าหรูหรา 5 ดาว เลย

เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินรูเปียอินโดกับเงินไทยอยู่ที่ 1 บาทเท่ากับ 455 รูเปีย เพราะฉะนั้นค่าห้องทุกๆ 1000 บาทจะต้องจ่าย 455,000 รูเปีย ดังนั้นตอนจ่ายตังค์ค่าห้องนี่มือสั่นเลยคับ  ที่จริงสั่นตั้งแต่ตอนพกเงินกันมาแล้ว ไม่เคยต้องจ่ายเงินค่าโรงแรมเป็นปึกขนาดนี่มาก่อน

โรงแรมถึงขนาดต้องมีเครื่องนับเงินเหมือนแบงค์เอาไว้นับเงินเลย

อย่างที่บอกระบบที่ security ดีมาก นอกจาก ลิฟท์จะต้อง scan บัตรก่อนกดชั้นแล้ว ก่อนจะเข้าโซนห้องพักของแต่ละชั้นก็จะมีประตูกั้นอีกทีนึง เรียกว่าคนนอกเข้าไปยากมากจริงๆ

สภาพห้องโอเคเลยคับ

วิวดีมาก ทำให้เห็นว่าโรงแรมนี้อยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายทีมากๆ จริงๆ เรียกว่าเดินได้เลย

หลังจากเก็ยสัมภาระเรียบร้อย ผมเลยออกไปหาอะไรทานกัน ซึ่งแถมๆ โรงแรมจะมีห้าง Atrium อยู่ใกล้ๆโรงแรมเลย

ส่วนวิธีไปก็ใช้วิธีเรียก Taxi Bluebirdได้คับ แค่แจ้งเจ้าหน้าที่โรงแรม พอลองในบริการ Taxi ในเมืองเลยได้ค้นพบว่าค่าtaxi ที่นี่ถูกมาก  อย่างระยะทางที่เมืองไทยน่สัก 60 -80 บาท ที่นี่แค่ 20 กว่าบาทเท่านั้นเพราะอินโดขุดน้ำมันเองได้ น้ำมันที่นี่เลยถูกมากๆ

ห้าง Atrium เป็นห้างที่ผมฝากท้องไว้หลายมื้อเลย เพราะร้านอาหารเยอะ และ food court ค่อนข้างดีคับ

ผมเริ่มมื้อแรกในอินโดนีเซียกันที่ food court ก่อนเพราะอยากทานอาหารพื้นเมือง มีร้านให้เลือกทานเยอะมาก หน้าตาน่ากินทั้งนั้น

หน้าตาอาหารส่วนใหญ่คล้ายบ้านเรามาก แต่รสชาติจะขาดความจัดจ้านไปหน่อย เหมือนจะจืดๆไปทุกอย่าง หรือไม่ก็หนักเค็มไปเลย

ขากลับจากห้างมาโรงแรมเรียก Taxi ไม่ยากนะคับ เพราะมีคิวของ Blue bird มาจอดรอหน้าโรงแรมเลย

มาถึงโรงแรมแล้ว พวกผมก็ไปเดินกันที่สวนสาธารณะฝั่งตรงข้ามโรงแรม เหมือนกำลังมีงานต้นไม้พอดี

ส่วนมื้อเย็น พวกผมได้ขอคำแนะนำจากพนักงานในโรงแรม  ซึ่งเจ้าที่แนะนำว่าถ้ามา Jakarta ต้องไปลองร้านอาหารพื้นเมืองที่ชื่อ  LARA DJONGGRANG

สำหรับชื่อ LARA DJONGGRANG เป็นชื่อของเจ้าหญิงในตำนานของชาวชวา  เรื่องเล่าว่าเป็นเจ้าหญิงที่งดงามมาก แต่พ่อโดนศัตรูฆ่า และพยายามจะจับนางแต่งงานด้วย แต่นางไม่ยอมเลยตั้งข้อแม้ว่าต้องสร้างเจดีย์ให้ครบ 1000 องค์ กษัตริย์องค์นั้นเลยขอความช่วยเหลือปีศาจมาช่วยสร้างจนใกล้ครบ นางกลัวว่าจะต้องแต่งงานกับคนที่ฆ่าพ่อเลยใช้กลอุบายให้ปีศาจเข้าใจผิดว่าใกล้เช้าแล้ว ปีศาจเลยหนีไปหมด และสร้างเจดีย์ได้แค่ 999 องค์ พอกษัตรรู้เรื่องก็โกรธมากเลยสาปนางเป็นหินเพื่อไม่ให้รักใครได้อีก

ร้านนี้ต้องบอกเลยว่าการตกแต่งดีมาก ได้บรรยากาศร้านพื้นเมือง บรรยากาศพอเดาราคาได้เลยว่าไม่ธรรมดา

จริงๆ ก็ไม่ได้แพงเว่ออะไรนะครับ ราคาก็ประมาณร้านดีๆ ในพารากอนบ้านเราคับ  คือจานละประมาณ 200 – 300 บาท  ด้วยหน้าตาอาหาร สภาพร้าน กับปริมาณแล้วถือว่าใช้ได้

แต่ต้องบอกก่อนเลยคับว่าอินโด Vat 10% นะคับ  (เห็นตอนมีข่าวจะขึ้นแวต บ้านเราโวยวายกันเยอะมาก แต่เพิ่งรู้ว่าอินโดใช้เรตนี้มานานแล้ว) นอกจากนั้นเกือบทุกร้านที่ไปทานมี service charge อีก 10% เพราะฉะนั้นถ้าไปทานอาหาร 1000 บาทต้องเตรียมเงินสำหรับ vat และ service charge 200 บาท ถือว่าเอาการอยู่เหมือนกันนะ

จานนี้คล้ายห่อหมกบ้านเราคับ  รสชาติจัดจ้านใช้ได้

มาที่อินโดต้องทานสเต๊ะคับ เพราะเค้าบอกว่าต้นกำเนิดมาจากที่นี่ มีให้เลือกสารพัดเนื้อเลยคับ (แน่นอน ยกเว้นเนื้อหมู)

รสชาติก็ยังแอบคิดว่าบ้านเราอร่อยกว่า โดยเฉพาะอาจาดที่มาตัดรสเลี่ยนของสเต๊ะ ซึ่งที่นี่ไม่มี แต่จะให้เป็นพริกบดมาแทน แต่ที่ต้องชมคือ presentation ของอาหาร ย่างสดมาบนเตาถ่าน ดูน่าทานมากคับ

อันนี้ถือว่าพลาด ถ้ามาทานห้ามสั่งเด็ดขาด  นั่นคือซุปมะขาม  คือคาดหวังว่ามันจะเปรี้ยว แต่รสชาติกลับหวานมาก ขนาดผมเป็นคนทานหวานแล้ว ยังซดได้คำเดียวเอง  หวานมากๆๆ

จะเห็นแผ่นสี่เหลี่ยมคล้ายๆเต้าหูวางอยู่  เมนูนี้น่าจะเป็นเครื่องเคียงหลักของคนอินโดเลย เพราะไม่ว่าจะสั่งอะไรก็จะมีเจ้านี่แถมมาด้วยเสมอ มันเหมือนก้อนเต้าหู้ที่มีถั่วด้านในคับ

วันที่สองในจาการ์ต้า ผมเริ่มมื้อเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรมซึ่งเป็นบุฟเฟย์

สำหรับโรงแรม Borobudur จะมีเมนูนึงที่ดังมากๆ ขนาดที่เพื่อนอินโดหลายคนที่รู้ว่าผมจะมาพักที่นี่ยังแนะนำว่าต้องหาโอกาสทานให้ได้  นั่นคือ ซุปหางวัว คับ แต่เผอิญผมไม่ทานเนื้อคับเลยไม่ได้ลอง เพราะฉะนั้นใครมาพักที่นี่ต้องลองดูนะคับ

จุดที่อยากเชียร์โรงแรมนี้อีกอย่างคือรสชาติอาหารค่อนข้างดีคับ  ทานได้ทุกมื้อเลย มีเมนูอร่อยๆหลายอย่าง ทั้งผัดหมี่ ทั้งข้าวหมกไก่ (ถึงจะไม่ค่อยถึงเครื่องเหมือนบ้านเราก็เถอะ) ถ้าทานไม่ได้ เมนูนานาชาติก็เยอะคับ

อิ่มกันแล้วก็เริ่มออกเที่ยวกัน

อย่างที่บอกว่าจากโรงแรมเดินไปจุดท่องเที่ยวได้หลายจุดเลย  

Jakarta Cathedral

วิหารจาการ์ตา หรือชื่อเต็มคือ Church of Our Lady of Assumption  เป็นโบสถ์คาทอลิกที่ใหญ่โตและงดงามที่สุดในอินโดนีเซีย เป็นโบสถ์ที่สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Neo Gothic ออกแบบโดยสาธุคุณชาวเนเธอร์แลนด์Antonius Dijkmans และสร้างขึ้นเมื่อปี 1901  

ตอนที่เห็นโบสถ์นี้ครั้งแรกก็แปลกใจพอสมควร เพราะไม่คิดว่าจะมีโบสถ์คริสต์ที่ใหญ่ขนาดนี้ในประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดของโลก ที่สำคัญอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับมัสยิดกลางของอินโดนีเซียด้วย

ยอดแหลมคู่สีงาช้าง ยอดคู่นี้สูง 197 ฟุต ยอดหอคู่นี้เลือกใช้เหล็กแทนการใช้หินตามปกติทั่วไปของโบสถ์คริสต์เพื่อให้ต้านทานแผ่นดินไหวได้ดีกว่า

จริงๆ ชั้นใต้ดินจะมีพิพิธภัณฑ์เล็กๆอยู่ด้วย แต่เนื่องจากเวลามีจำกัด ผมเลยไม่ได้ไปชม

จากโบสถ์คริสต์ ผมก็ข้ามไปมัสยิดกลางของอินโดนีเซียซึ่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามครับ

Istiqlal Mosque 

เป็นมัสยิดกลางของประเทศอินโดนีเซีย เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยตัวมัสยิดมีความหมายว่า “เอกราช”  เพื่อฉลองการเป็นเอกราชของอินโดนีเซีย เปิดเป็นทางการเมื่อปี 1978

ระหว่างทางเข้าจะมีคนมาเสนอขายถุงใส่รองเท้าเยอะมาก  ราคาไม่แพงเลย แค่ 10 บาท 20 บาท เท่านั้น แต่กรณีของผม คนขายกลับบอกให้ฟรี น้องเข้าบอกว่าอยากให้คนต่างชาติได้ลองเข้าไปชมความยิ่งใหญ่ของมัสยิดเยอะๆ 

จริงๆ ถุงรองเท้าไม่ต้องใช้ก็ได้คับเพราะจะมีห้องฝากรองเท้า  เข้าไปถึงเราก็เดินไปลงทะเบียนคับ จะมีไกด์ของมัสยิดนำชมและบอกวิธีการปฏิบัติตัวต่างๆ

ห้องทำความสะอาดร่างกาย ซึ่งคนนอกไม่ต้องใช้คับ

สำหรับนักท่องเที่ยวจะเอารองเท้ามาเก็บที่นี ถ้าชุดไม่สุภาพก็ต้องเปลี่ยนแบบฝรั่งในภาพคับ

ห้องโถงใหญ่ อลังการดูขลังมาก

เมื่อเดินออกมาข้างนอก จะเจอลานกว้าง ลานตรงนี้ว่ากันว่าจุคนได้กว่า 200,000 คน โดยมีการจำลองหินศักดิ์สิทธิ์จากเมกกะมาไว้ด้วย

ออกมาจากมัสยิด เห็นตลาดขายของขนาดย่อมเลยไปเดินดูหน่อยคับ

จากนั้นผมก็เดินกันต่อไปที่ จตุรัส Merdeka ระหว่างทางเจออาคาร น่าจะเป็นทำเนียบอะไรสักอย่าง

จัตุรัส Merdeka 

เป็นภาษาอินโดนีเซียน แปลว่า อิสระ หรือ เสรีภาพ โดยจตุรัส Merdeka ถือเป็นสถานที่สำคัญของประเทศอินโดนีเซีย เพราะเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์แห่งเสรีภาพ และยังเป็นหนึ่งในจตุรัสที่ใหญ่ที่สุดของโลกด้วย โดยจะมีอนุสาวรีย์ของเจ้าชาย Diponegoroผู้ต่อต้านชาวดัตช์ จนอินโดนีเซียได้รับอิสรภาพอยู่ใกล้ๆ   

นอกจากนี้ยังมีการแสดงระบำน้ำพุในตอนกลางคืนด้วยคับ ถ้าใครมีเวลาช่วงกลางคืนก็มาชมได้นะครับ

จากนั้นผมก็เดินกันต่อไปพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอินโดนีเซีย คือถือเป็นคนชอบเดิน สถานที่ท่องเที่ยวเหล่านี้เดินถึงกันได้หมดเลย แม้จะไม่ได้ใกล้ แต่ก็ไม่ได้ไกลจนเดินไม่ได้

ป้ายรถเมล์ BRT แบบบ้านเรา  เหมือนจะเป็นขนส่งมวลชนหลักของที่นี่เลย

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอินโดนีเซีย

ในช่วงที่ผมไป พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอินโดนีเซีย อาคารพิพิธภัณฑ์หลักปิดซ่อมอยู่นะคับ เปิดแค่บางตึก   ที่นี่จะรวบรวมประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซียตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์เลย

มีทั้งข้างของเครื่องใช้ เรื่องราวความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของประเทศนี้มากมาย  ใครชอบแนวพิพิธภัณฑ์ก็แนะนำเลยคับ

จบจากพิพิธภัณฑ์ คุยกันว่าจะไปหาอะไรทาน + shoppingไปด้วย ก็เลยตัดสินใจไปห้างที่ใหญ่และทันสมัยมากๆของจาการ์ต้า นั่นคือ Grand Indonesia คับ

ลองไปเดิน food court กับ Super กันก่อน เจอตู้นี้เข้าไปต้องยอมเลยคับ  บ้านเราว่าสายทุเรียนแล้วยังไม่มีขายแบบนี้เลย

มื้อเที่ยงวันนี้มาลองร้าน Sea Food ในห้างนี่แหละคับ อร่อยใช้ได้เลยราคาไม่แพง

ห้างในจาร์การ์ต้าก็ไม่ต่างกับบ้านเราคับ  มีความทันสมัยแล้วก็มีทุกอย่าง

เดินไปเดินมา เจอป้ายนี้เข้าไปตกใจเลยคับ เฮ้ยยย   มาโผล่ central ได้ไง

เพิ่งจะรู้คับว่าที่ Jakarta มี central ด้วย และห้างตรงบริเวณนี้จะเชื่อมถึงกันอีก เดินไปเดินมางงไปหมดไม่รู้ตอนนี้กำลังอยู่ที่ไหน

ช่วงบ่ายเราเดิน Shopping กันที่นี่กันจนหมดแรง  มื้อเย็นเราจึงไปเติมพลังกันที่ร้าน Plataran Menteng เป็นอีกร้านนึงที่ใครมาจาการ์ต้าแนะนำให้ไปลองทานกันครับ

เป็นร้านที่มีการตกแต่งสวย มีทั้งห้องรวม ห้องส่วนตัว บรรยากาศดีมาก

ในร้านนี้ แต่ละห้องจะตกแต่งไม่เหมือนกันเลย

อาหารเป็นอาหารแนวพื้นเมืองของอินโด ซึ่งก็คล้ายๆกับไทย รสชาติดีเลยครับ

เป็นร้านที่ถ้าคุณมีโอกาสไปจารการ์ต้า ผมอยากแนะนำให้คุณลองมาทานนะครับ

หลังจากมื้อค่ำแล้ว ผมก็กลับโรงแรมกันเลยเพื่อพักผ่อนสำหรับไปตะลุยเที่ยวกันต่อที่ Old Town ของจาการ์ต้า แล้วผมจะเขียนมาเล่าต่อในจดหมายฉบับหน้านะครับ

อยากให้คุณอยู่ตรงนั้นด้วยกัน

รักและคิดถึง

Mgastronome

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s