Review เที่ยวอิตาลี สวิส ฝรั่งเศส 9 วัน 8 คืน Part 4 : Bangkok – Rome – Vatican

ถึง…เธอ

       จดหมายฉบับนี้ก็ได้ฤกษ์ที่ผมจะนำคุณเดินทางบินไปท่องเที่ยวประเทศอิตาลี สวิสเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศสกันแล้วหลังจากที่ผมได้เขียนมาเล่าเกร่นนำถึงข้อมูลต่างๆ ทั้ง Review เที่ยวอิตาลี สวิส ฝรั่งเศส 9 วัน 8 คืน Part 2 : ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ อิตาลี สวิสเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส  และ Review เที่ยวอิตาลี สวิส ฝรั่งเศส 9 วัน 8 คืน Part 3 : วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) จนครบถ้วนแล้ว มาในตอนนี้ก็ได้เวลาที่จะออกเดินทางกันแล้ว

        อย่างที่ผมเกริ่นไปตอนแรกๆว่าทริปนี้ผมเดินทางโดยใช้บริษัททัวร์ ในราคาที่ค่อนข้างสูงพอสมควรแต่ก็ได้มาซึ่งการเดินทางที่สะดวก อาหารที่ดีและการบริการที่ดีเยี่ยม 

       วันแรกของการเดินทาง ผมไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิราว 3 ทุ่ม เนื่องจากเที่ยวบินที่จะนำผมไปยังกรุงโรม ประเทศอิตาลีจะออกเดินทางในเวลาเที่ยงคืน 20 นาทีในวันถัดไป 

       การเดินทางครั้งนี้ ผมเดินทางด้วยการบินไทยที่เป็นเที่ยวบินตรงไปยังกรุงโรมเลย ซึ่งถ้าคุณจำได้จะทราบดีว่าเมื่อมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศผมจะเลือกบินตรงเสมอด้วยข้อดีที่ทำให้เราบินได้ยาว นอนหลับยาวแบบไม่ต้องตื่นมารอเปลี่ยนเครื่อง และไม่ค่อยรู้สึกเพลียเมื่อไปถึงจุดหมาย

ผมไปนั่งรอ ทานอะไรพอกรุบกริบที่ Lounge ของการบินไทย พอได้เวลาก็ไปขึ้นเครื่องพร้อมเหินฟ้าไปสู่กรุงโรม อิตาลีซึ่งพอเครื่องขึ้นได้ระดับแล้ว แม้จะง่วงแค่ไหนก็ยังหลับไม่ได้เพราะการบินไทยก็เริ่มเสริมน้ำและอาหาร ซึ่งผมก็งงกับธรรมเนียมนี้ของทุกสายการบินมาตลอด มันจะต้องมาเสริฟอาหารอะไรกันเวลานี้ เวลาที่ทุกคนควรจะปิดไฟนอนได้แล้ว 

แต่ถามว่าทั้งงง ทั้งสงสัย ทั้งบ่นไปแล้วกินมั้ย….ก็กินนะคับ 555 เป็นคนว่านอนสอนง่าย เค้ามาเสริฟให้กินก็กินแหละ

หลังจากที่กินจนอิ่มแล้ว ก็ได้เวลานอนหลับแบบยาวๆ ซึ่งผมยืนยันว่าเป็นข้อดีจริงๆของการบินตรง เพราะผมหลับยาวแบบไม่รู้สึกอะไรเลยมาจนภายในเครื่องเริ่มเปิดไฟเพื่อที่จะเสริฟมื้อเช้าก่อนเครื่องลง นั่นแสดงว่าผมหลับมาไม่ต่ำกว่า 7 ชั่วโมงแล้ว

เที่ยวบินตรงจากกรุงเทพไปโรมจะใช้เวลาบินประมาณ 11 – 12 ชั่วโมง ซึ่งเพียงพอให้คุณนอนหลับแบบเต็มตื่น และตื่นมาพร้อมความสดชื่นในการไปเที่ยวต่อได้เลย 

เวลาที่อิตาลีจะช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง

หลังจากทานอาหารเรียบร้อยก็ยังพอมีเวลาล้างหน้าล้างตา แปรงฟันและทำธุระต่างๆซึ่งตอนนั้น ณ จุดหมายที่อิตาลีก็เริ่มมีแสงทองฉาบท้องฟ้ามาแล้ว

ผมมาถึงสนามบิน เลโอนาร์โด ดาวินชี ฟีอูมีชีโน (Leonardo da Vinci–Fiumicino Airport) ซึ่งเป็นสนามบินหลักของกรุงโรมราวๆ 6.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นที่กรุงโรม ซึ่งเวลาจะเดินช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง 

เมื่อมาถึงสนามบิน  จาก Gate เราจะต้องนั่งรถไฟในสนามบินเพื่อเดินทางต่อไปยังอาคารผู้โดยสาร

เมื่อถึงอาคารผู้โดยสารเพื่อรอรับกระเป๋า ผมก็พบความรู้ใหม่ของสนามบินในยุโรปเป็นครั้งแรกนั่นคือ…รถเข็นกระเป๋า ไม่ได้ให้ใช้ฟรีเน้อ ถ้าคุณจะใช้คุณต้องไปแลกการ์ดในราคา 2 ยูโรเพื่อไปเอารถเข็นครับ แถมวันนั้นตู้แลกการ์ดเสียอีก ผมเลยไม่ใช้เลยดีกว่า (ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองไปหมดจริงๆ)

เมื่อรับกระเป๋าออกมาแล้ว ทางไกด์ก็ให้เวลาพวกเราไปล้างหน้าล้างตา แต่งตัว แต่งหน้าให้หล่อสวยกันให้พร้อม เพราะจากนี้เราจะเริ่มเดินทางท่องเที่ยวในโรมกันเลย

Welcome to Rome !! ครับ

จุดหมายแรกของผมในวันนี้คือ นครรัฐวาติกัน 

Vatican (วาติกัน)

เป็นนครรัฐที่มีพื้นที่และประชากรน้อยที่สุดในโลก เป็นรัฐซ้อนรัฐที่ตั้งอยู่ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี เป็นที่ประทับของพระสันตะปาปา ซึ่งเป็นประมุขสูงสุดแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก การปกครองเป็นแบบอำนาจเบ็ดเสร็จของพระสันตะปาปาเพียงผู้เดียว จะหมดวาระก็ต่อเมื่อสิ้นพระชนม์ 

พระสันตปาปาพระองค์ปัจจุบันคือสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ซึ่งได้รับเลือกเมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556

อาณาเขตของนครรัฐวาติกันนั้น ประกอบไปด้วยวังวาติกัน ซึ่งหมายรวมถึงมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ พิพิธภัณฑ์วาติกัน หอสมุดวาติกัน และที่ประทับของพระสันตะปาปา นอกจากนั้นก็ยังมีวัง Castelgandolfo ซึ่งเป็นที่ประทับสำหรับฤดูร้อน มหาวิทยาลัย Gregorian และโบสถ์ 13 แห่งในกรุงโรม

มหาวิหารเซนซ์ปีเตอร์

ในนครรัฐวาติกันจะมีศูนย์กลางอยู่ที่ มหาวิหารนักบุญเปโตร ซึ่งนอกจากมหาวิหารแล้วยังมีที่ท่องเที่ยวอีกคือ พิพิธภัณฑ์วาติกัน และ โบสถ์น้อยซิสทีน ซึ่งการเข้าชมทั้งหมดนั้นผมแนะนำให้คุณจองตั๋วออนไลน์มาล่วงหน้า ไม่เช่นนั้นคุณจะต้องมาต่อคิวยาวมากๆๆๆๆเพื่อรอซื้อตั๋ว

ในส่วนของผมนั้นน่าเสียดายที่ผมมีเวลาค่อนข้างจำกัดจึงได้เข้าชมเฉพาะมหาวิหารเซนต์ปี เตอร์ เท่านั้น ซึ่งเปิดให้เข้าชมฟรีครับ

มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (Basilica of Saint Peter) 

มหาวิหารนี้เป็นมหาวิหารหนึ่งในสี่ของมหาวิหารหลักในกรุงโรม ประเทศอิตาลี เป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในนครรัฐวาติกัน ตัววิหารถูกสร้างขึ้นใหม่โดยสร้างทับวิหารเดิมที่สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 4  

เชื่อกันว่าสถานที่นี้เป็นที่ฝังร่างของ นักบุญปีเตอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอัครสาวกสิบสององค์ของพระเยซู  จึงเป็นประเพณีกันต่อมาว่าพระสันตะปาปาหลายองค์ก็ถูกฝังไว้ที่นี้

ด้านบนพระวิหารจะมีรูปปั้นของอัครสาวก 12 องค์ โดยมีพระเยซูอยู่ตรงกลาง

นักบุญปีเตอร์เดิมเป็นบาทหลวงองค์แรก ต่อมาก็ได้ถูกสถาปนาขึ้นเป็นพระสันตะปาปาองค์แรกของโรม โดยด้านหน้ามหาวิหารจะมีรูปปั้นของนักบุญปีเตอร์อยู่ฝั่งซ้าย ส่วนฝั้งขวาเป็นรูปปั้นของ  Saint Paul 

St. Peter อัครสาวกของพระเยซู
St Paul อยู่ฝั่งขวาหน้าวิหาร

การเข้าไปด้านในจะมีการจำกัดจำนวนคนเป็นรอบๆ ซึ่งเมื่อเข้าไปด้านในแล้วจะเห็นความวิจิตร อลังการ ความสวยงามมากของศิลปกรรม ปฏิมากรรมต่างๆภายในมหาวิหาร 

แต่ไฮไลท์สำคัญที่คุณต้องไม่พลาดไปชมเมื่อเข้าไปด้านในคือ….

Pieta

 เป็นหนึ่งในประติมากรรมแกะสลักหินอ่อนที่ดีที่สุดในโลก เป็นผลงานของไมเคิลแองเจลโล ศิลปินที่มีชื่อเสียงมากๆ ทั้งในอดีตและมาถึงปัจจุบัน

ผบงาน Piata ของไมเคิล แอนเจโล

Pieta เป็นงานแกะสลักหินอ่อนพระแม่มารีที่กำลังอุ้มร่างไร้วิญญาณของพระเยซูที่ถูกปลดจากการตรึงบนไม้กางเขน โดยฝีมือการแกะสลักของไมเคิลแองเจลโลแสดงให้เห็นถึงสีหน้า แววตา ของพระแม่มารี ที่กำลังดูเศร้า ได้อารมณ์และงดงามที่สุด

นอกจากนั้นยังเห็นรายละเอียดความพริ้วของเสื้อผ้าที่แกะจากหินอ่อนทั้งก้อน รวมถึงสรีระของพระเยซู ที่มีรอยตะปูบนหลังมือและเท้าด้วย

 ตอนที่ไมเคิลแองเจลโลสร้างผลงานชิ้นนี้เขาเป็นแค่ศิลปินโนเนมวัย 23 ปี คนในโรมที่เห็นต่างตะลึงในความงาม และเข้าใจว่าคนที่แกะเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงแห่งยุค วันหนึ่งไมเคิลแองเจลโลจึงได้แอบมาสลักชื่อตัวเองบนผลงานนี้ว่า Michael Angelus Bonarotus Florentinus Faciebat ซึ่งเป็นชื่อเต็มของตัวเองจนกลายเป็นผลงานเพียงชิ้นแรก ชิ้นเดียวของเขาที่มีการสลักชื่อตัวเองไว้

ซุ้ม Baldacchino

 เป็นซุ้มที่ตั้งเหนือหลุมศพจริงของเซนต์ปีเตอร์ เป็นซุ้มที่สร้างจากบรอนซ์ในสไตล์บาโรค โดยศิลปินชาวอิตาลี Gian Lorenzo Bernini ในปี 1623 

ด้านหลัง Baldacchino เป็น Cathedra Petri หรือ Throne of St. Peter ที่มีสีทองอร่ามซึ่งออกแบบโดย Bernini เช่นกัน จริงๆแล้ว Cathedra Petri ไม่ใช่บัลลังก์ของเซ็นต์ปีเตอร์ แต่เป็นบัลลังก์เก่าแก่ของพระสันตะปาปา ที่มีมาตั้งแต่ปีคศ. 875 

Bernini ตั้งใจสร้างฉากหลังเป็นม่านเมฆทองคำ ที่เหล่านางฟ้าเทวดามารายล้อมเพื่อให้บัลลังก์นั้นดูศักดิ์สิทธิ์และวิจิตรพิศดารขึ้น

นอกจากนั้นภายในยังมีทั้งรูปปั้น ภาพวาด งานแกะสลัก งานโมเสก เรียกว่าแทบจะรวมงานศิลปะทุกแขนงมาไว้ทำให้ผมใช้เวลาเดินดูนานพอสมควรเลย 

Dome ที่ออกแบบโดยไมเคิล แอนเจโล

ด้านนอกของมหาวิหารจะเรียกรวมๆว่า “จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์” เป็นลานกว้าง ที่ตรงกลางลานจะมีเสาโอเบลิสก์ของอียิปต์ตั้งตระหง่านอยู่ รอบลานจัตุรัสมีแนวเสาระเบียงของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่ยาวโค้ง มีน้ำพุสองด้านซ้ายขวา เป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของที่นี่เลย

นอกจากนักท่องเที่ยวแล้ว บริเวณจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์มักจะมีสาธุชนที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกมาชุมนุมกันเพื่อพบพระสันตปาปาที่จะมาพบกับประชาชนผ่านทางช่องหน้าต่างจากพระราชวัง

หน้าต่างพระราชวังที่พระสันตปาปาจะทรงออกมาพบกับศาสนิกชน

ไหนๆผมพูดถึงเสาโอเบลิสก์ของอียิปต์ที่นี่แล้ว เลยอยากจะเล่าเกร็ดเล็กน้อยของเจ้าเสาที่สูงตระหง่านนี้ซึ่งเมืองที่เป็นมหานครที่ยิ่งใหญ่ของโลกมักจะหาไปวางประดับบารมีไว้

เสาโอบิลิสจากอียิปต์

เสาโอเบลิสก์ (Obelisk) มีความหมายตรงตัวว่าเสาปลายแหลม สันนิษฐานกันว่าน่าจะเป็นสัญลักษณ์แห่งสุริยเทพรา (Ra) นิยมสร้างตั้งอยู่บริเวณที่เป็นทางเข้าวิหารเทพเจ้า

เสาโอเบลิสก์โบราณที่ยังคงเหลืออยู่บนโลก มีทั้งหมด 29 เสา ตั้งอยู่ในประเทศอียิปต์เอง 9 เสา ส่วนอีก 20 เสานั้น กระจายกันอยู่ในประเทศต่างๆ คือ ในประเทศอิตาลี 11 เสา (รวมนครรัฐวาติกัน) สหราชอาณาจักร 4 เสา  ฝรั่งเศส โปแลนด์ อิสราเอล ตุรกี และ สหรัฐอเมริกา มีเสาโอเบลิสก์ตั้งอยู่ประเทศละ 1 เสา

นอกจากนั้นบริเวณด้านหน้าและรอบๆ คุณจะพบกับอีกสัญลักษณ์สำคัญของวาติกันคือ Swiss Guards

Swiss Guards

กองกำลังที่ถูกก่อตั้งในช่วงศตวรรษที่15 เป็นผู้อารักขาปกป้องดูแลนครรัฐวาติกัน และพระสันตะปาปา เหตุที่ชื่อ Swiss Guards เพราะทหารกลุ่มนี้จะคัดเลือกจากชายชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่หน่วยก้านดี รูปร่างดี (สูงไม่น้อยกว่า 174 cm) และมีความสามารถ (หนึ่งในคุณสมบัติคือต้องพูดได้ 3 ภาษา OMG!!) มาเข้าประจำการในกองกำลังพิทักษ์นครรัฐวาติกันและพระสันตะปาปา ด้วยชื่อเสียงเรื่องความสามารถด้านการรบ ระเบียบวินัยและความซื่อสัตย์ ภักดี ทำให้ Swiss Guard ยังคงทำหน้าที่มาถึงปัจจุบันรวมเวลากว่า 500 ปีแล้ว โดยทหารเหล่านี้ได้รับอัตราค่าจ้างที่ค่อนข้างสูงมากเมื่อเทียบกับทหารทั่วไป (ผมว่าค่อนข้างปลอดภัยกว่าด้วยเพราะไม่ต้องออกไปทำสงครามที่ไหน)

น่าเสียดายที่ผมมีโปรแกรมอื่นๆต่ออีกหลายที่ จึงไม่ได้เข้าชมสถานที่สำคัญอีกแห่งในวาติกันที่ผมอยากแนะนำมากๆนั่นคือ “พิพิธภัณฑ์วาติกัน”

“พิพิธภัณฑ์วาติกัน”

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมงานศิลปะจากทั่วโลกที่สะสมโดยวัดโรมันคาทอลิกมาเป็นเวลาหลายร้อยปี จัดแสดงตามช่วงเวลาตามยุคของคริสต์ศาสนา ตั้งแต่สมัย Greek & Roman จนมาถึง Early Christian

cr wikipedia

พิพิธภัณฑ์มีความกว้างใหญ่หลายห้องแล้ว งานศิลปะแต่ละชิ้นก็ล้วนแต่เป็นผลงานชั้นครูทั้งสิ้น และส่วนหนึ่งที่น่าสนใจของพิพิธภัณฑ์วาติกันก็คือ “โบสถ์ซิสติน” (Sistine Chapel) ที่มีความสำคัญตรงที่เป็นสถานที่ทำพิธีทางศาสนาของพระสันตะปาปา โดยเฉพาะการเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ใหม่ก็จะทำพิธีเลือกตั้งกันที่นี่นั่นเอง

ภายในโบสถ์ซิสตินนั้นมีผลงานศิลปะล้ำค่าคือภาพจิตรกรรมฝาผนัง โดยมีภาพวาดทั้งบนเพดานและบนผนังของโบสถ์ โดยภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดคือภาพกำเนิดอาดัม (Creation of Adam) ที่พระเจ้ายื่นนิ้วไปสัมผัสนิ้วของอดัมและทำให้อดัมมีชีวิตขึ้นมา

Creation 0f Adam ภาพที่มีชื่อเสียงมากภาพหนึ่งของโลกในโบสถ์ซีสติน Cr Wikipedia

พิพิธภัณฑ์วาติกันมีค่าเข้าชม 17 ยูโร สำหรับเด็ก นักเรียน นักศึกษา 8 ยูโร และฟรีสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี  หากจองออนไลน์โดยไม่ต้องเสียเวลาในการต่อคิวจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มคนละ  4 ยูโร เปิดให้บริการวันจันทร์ถึงวันเสาร์และปิดในวันอาทิตย์  ตั้งแต่เวลา 9.00 น. ไปจนถึงเวลา 16.00 น.

จากนครวาติกันซึ่งก็อยู่ภายในโรม ก็ได้เวลาออกไปสัมผัสเมืองหลวงของอิตาลีหรือโรมอย่างจริงจัง


กรุงโรม (Rome)

โรมเคยเป็นเมืองที่มีบทบาทมากที่สุดของอารยธรรมตะวันตก และในอดีตได้เป็นอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 2,800 ปี ปัจจุบันได้เป็นเมืองหลวงของประเทศอิตาลีตั้งแต่ ค.ศ. 1870

โรมเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ อาคารบ้านเรือนมีความคลาสสิค ตึกรามบ้านช่องยังมีความเก่าแก่ดูเพลินๆ แต่ก็มีความยุ่งเหยิงไม่น้อย เพราะมีทั้งรถราต่างๆจอดริมถนน ไม่ได้เป็นระเบียบเหมือนยุโรปในหลายๆประเทศ แต่ก็เป็นเอกลักษณ์ของอิตาลีที่ไม่เหมือนใคร

มอเตอร์ไซส์สไตล์อิตาลีของแท้

โดยสถานที่แรกที่ผมไปท่องเที่ยวในโรมคือ..น้ำพุเทรวี่ (Trevi Fountain)

น้ำพุเทรวี่ (Trevi Fountain)

เป็นน้ำพุที่สร้างอย่างอลังการ สวยงามด้วยงานด้านศิลปะสไตล์บารอค อยู่ใจกลางกรุงซึ่งองค์สมเด็จสันตะปาปาครีเมนต์ที่ 12 ได้มอบหมายให้สร้างขึ้น ดำเนินก่อสร้างจนแล้วเสร็จในปี 1762 รวม ใช้เวลาทั้งสิ้นถึง 30 ปี (แค่น้ำพุนะนี่)

ตัวน้ำพุได้แนวคิดจากความยิ่งใหญ่ของเทพเจ้าเนปจูน ว่ากันว่าหากใครที่ได้โยนเหรียญลงไปในน้ำ เขาหรือเธอผู้นั้นจะได้กลับมาเยือนกรุงโรมอีกในสักวัน               

รอบๆน้ำพุยังร้านกาแฟ ร้านไอศครีม Gelato โฮมเมดแบบอิตาเลียนแท้ๆ และร้านขายสินค้าที่ระลึกมากมาย สามารถเดินชมรอบๆได้ครับ

ไอศกรีม GELATO (เจลาโต้) เป็นไอศกรีมที่มีต้นกำเนิดจากประเทศอิตาลี คำว่า GLEATO เป็นภาษาอิตาเลี่ยน มาจากคำว่า “frozen” หรือผลิตภัณฑ์แช่เยือกแข็ง แต่ไอศครีมเจลาโต้ของอิตาลีจะมีส่วนประกอบและขั้นตอนที่แตกต่างออกไปจนกลายเป็นเอกลักษณ์และมีชื่อเสียงทั่วโลก ดังนั้นถ้าคุณมาถึงต้นกำเนิดแล้วก็อยากให้ลองชิมครับ

ไอศครีมเจลาโต้ Homemade ต้นตำหรับแบบอิตาลีแท้ๆ

ตั้งแต่เริ่มเที่ยวในกรุงโรมและวาติกัน ผมก็เที่ยวมาถึงเกือบบ่าย พวกผมจึงพักแวะไปทานอาหารเที่ยงกันก่อนโดยที่มื้อแรกของผมในอิตาลีเราไปเริ่มกันที่ร้านอาหารจีน อ้าว เอ๊ะยังไง 5555

โดยปกติการมากับทัวร์ แม้จะมาประเทศยุโรป ทางบริษัททัวร์มักจะเริ่มด้วยอาหารที่ใกล้เคียงกับที่คนไทยทานได้ก่อนจะได้ไม่ช็อค 55 จากนั้นจึงค่อยๆแทรกอาหารท้องถิ่น ซึ่งจากประสบการณ์คนไทยมักจะทานอาหารฝรั่งติดๆกันไม่ค่อยไหว ดังนั้นบริษัททัวร์จึงมักจัดอาหารสลับๆกันระหว่างกัน ระหว่างอาหารจีน อาหารฝรั่งแบบท้องถิ่นและอาหารไทย เพราะขืนให้ทานแต่อาหารฝรั่ง หลายคนอาจจะไม่ไหวแน่

อาหารมื้อแรกของผมในอิตาลีจึงเป็นอาหารจีนที่ร้าน Tiensin Ristorente บริเวณบันไดสเปนซึ่งเท่าที่ทราบมา ร้านอาหารแถวนี้จะราคาค่อนข้างแพงเนื่องจากอยู่ในแหล่งท่องเที่ยว

หน้าตาอาหารก็ค่อนข้างคุ้นตาและรสชาติความอร่อยก็ลดลงบ้างตามระยะทางที่ห่างจากแหล่งกำเนิด555  คงไม่ได้รสชาติเหมือนที่เราทานในเมืองไทย หรือในเอเชียซึ่งรสชาติมีความออริจินัลกว่า และไม่แตกต่างกันมาก แต่รสชาติไม่ได้แย่นะครับ ถือว่าอร่อยใช้ได้เลย

ซุปเสฉวน

ในการทานอาหารมื้อแรกในยุโรป ผมก็เจอเรื่องประหลาดใจอีกเรื่องคือเรื่องน้ำ เนื่องจากน้ำที่เสริฟในร้านจะเป็นน้ำอัดแก๊ส ไม่ใช่น้ำปกติ 

คนในยุโรปปกติจะชอบน้ำดื่มที่มีก๊าซซึ่งเป็นน้ำแร่มาจากแหล่งธรรมชาติแล้วจึงมาใส่ก๊าซเพิ่มเข้าไปเองในภายหลัง

น้ำดื่มที่ขายในยุโรปนั้น ส่วนใหญ่คือน้ำแร่ ทุกยี่ห้อจะมีให้เลือกแบบธรรมดา(Neutralหรือ Still)  คือน้ำดื่มที่ไม่ใส่ก๊าซ  หรือแบบ Medium  หรือ Light  คือใส่ก๊าซ  CO2  เข้าไปมากหรือน้อย  อาจจะเรียกว่า fizzy water, carbonated water, sparkling water ก็ได้  

จากประสบการณ์ในทริปนี้ทุกร้านจะเสริมน้ำอัดก๊าซมาเป็นพื้นฐาน ถ้าอยากได้น้ำเปล่าจริงๆต้องขอซื้อเพิ่มครับ

เมื่ออิ่มกันแล้ว ก็ได้เวลาไปเที่ยวกันต่อที่…

บันไดสเปน (Piazza di Spagna)

เป็นบันไดที่กว้างที่สุดและยาวที่สุดในทวีปยุโรป มีขั้นบันไดทั้งหมด 138 ขั้นออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลี ฟรานเชสโก เดอ ซองตีส์ (Francesco de Sanctis) กับ อเลสซานโดร สเปจจิ (Alessandro Specchi) สร้างขึ้นในระหว่างปี ค.ศ. 1723-1725 

        ลานด้านหน้าบันไดสเปน กลางลานมี Fontana della Barcaccia น้ำพุไสตล์บาโรครูปทรงเรือโบราณตั้งโดดเด่น สร้างขึ้นในปี 1627-1629 ผลงานของนักประติมากรชื่อดัง ปิเอร์โตร แบร์นินี่ 

 Fontana della Barcaccia น้ำพุไสตล์บาโรครูปทรงเรือโบราณ

จัตุรัสแห่งนี้เป็นสถานที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยว เป็นแหล่งรวมศิลปินและนักเขียน ล้อมรอบด้วยโรงแรมและที่พักอาคารหรู รวมทั้งร้านค้าแบรนด์เนมมากมาย 

ถึงตรงนี้ผมสังเกตุว่าอิตาลีเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวนิยมมาท่องเที่ยวมากมายจริงๆ โดยเฉพาะช่วงที่ผมไปเป็นเดือนกันยายนซึ่งเป็นฤดูร้อน และเป็น High Season ไม่ว่าไปที่ไหนก็เจอนักท่องเที่ยวแบบหนาแน่นจริงๆ หาโอกาสถ่ายรูปแบบไม่มีคนอื่นในเฟรมยากมากจริงๆ 555

ผู้คนล้นหลาม

จากบันไดสเปนก็ได้เวลาไปเที่ยวสถานที่สุดท้ายในกรุงโรมและถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลกที่ใครๆก็ต้องหาโอกาสไปเยือนให้ได้

โคลอสเซียม (Colosseum)

สนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม โดยได้รับเลือกให้เป็น 1 ในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ 

โคลอสเซียม 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

เมื่อไปถึงเนื่องจากทางผมมีบัตรที่ทัวร์จัดการมาก่อนแล้วล่วงหน้าเราจึงเดินเข้าไปด้านในซึ่งจะมีลิฟต์เพื่อเราขึ้นไปยังจุดที่สามารถเห็นโคลอสเซียมด้านในได้สวยงามที่สุด

โคลอสเซียมเริ่มสร้างขึ้น ในสมัยจักรพรรดิเวสปาเซียนแห่งอาณาจักรโรมัน ใน คศ 72 โดยใช้เวลาก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 10 ปีเท่านั้นพระองค์มีความประสงค์จะเรียกความนิยมจากชาวโรมัน จึงสั่งรื้อพระราชวังเดิมของจักรพรรดิเนโรออก แล้วสร้างเป็นสนามกีฬา เพื่อใช้เป็นศูนย์รวมการแสดง และการแข่งขันกีฬาในยุคนั้น

อัฒจันทร์ของโคลอสเซียมเป็นรูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินทราย วัดโดยรอบได้ประมาณ 527เมตร และมีความสูง 57เมตร มี 4 ชั้น แยกเป็นสองส่วน ส่วนบนประกอบด้วย ระเบียงเปิด 3 ชั้น สร้างด้วยหินปูน และชั้นที่ 4 สร้างเป็นห้องพร้อมด้วยออกแบบหน้าต่างเว้นระยะสองห้องต่อหนึ่งช่อง

ใต้พื้นสนามสร้างเป็นห้องต่างๆ ประกอบด้วย ห้องนักสู้ “แกลดิเอเตอร์” กรงขังสัตว์ ห้องเก็บอุปกรณ์เครื่องมือการต่อสู้ ห้ นอกจากนี้ส่วนหนึ่งของพื้นสนามสามารถเลื่อนออกได้ ใช้เป็นประตูยกกรงสัตว์ขึ้นสู่สนาม

โคลอสเซียมสามารถจุผู้ชมได้ถึง 50,000– 75,000คน 

โคลอสเซียม มีการออกแบบอย่างชาญฉลาดโดยสร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรีเพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเข้าใกล้นักกีฬามากขึ้น รวมทั้งมีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในสนามขณะเกิดฝนตก ถือเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่างๆ ในปัจจุบัน 

ปัจจุบันสนามกีฬาโคลอสเซียมได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อต้านโทษประหารชีวิต โดยโคลอสเซียมจะส่องสว่างด้วยสีเหลืองทุกครั้งที่มียกเลิกโทษประหารชีวิตในประเทศต่างๆ

จากด้านในโคโลเซียม คุณจะมองเห็น วิหารของวีนัสและ Roma ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นวิหารที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโรมโบราณ ตั้งอยู่บนเนินเขา Velianระหว่างForum Romanumและ Colosseumสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับเทพ Venusของกรีกโบราณ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ค่าเข้าชมโคลอสเซียมอยู่ที่ 12 ยูโร ถ้าจองตั๋วออนไลน์จะจ่ายเพิ่ม 2 ยูโร ตั๋วมีอายุ 2 วัน ใช้เข้าโคลอสเซียมได้ 1 ครั้งและเข้า Foro Romano (Roman Forum) หรือ Palatino (Palatine Hill) ได้ 1 ครั้ง เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 08:30 – 19:15 น.

โปรแกรมการเที่ยวในกรุงโรมและวาติกันของผมจบลงเพียงเท่านี้ จากนั้นพวกผมก็นั่งรถเพื่อไปเมืองค้างคืนกันที่เมืองเชียนเซียโน เทอร์เม่ (Chianciano Terme) ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศบนภูเขาที่มีชื่อเสียงมากในแคว้นทัสคานี ดังทั้งเรื่องบรรยากาศ ไวน์และมันฝรั่ง โดยผมเข้าพักที่โรงแรม Grand Hotel Admiral Palace

Grand Hotel Admiral Palace

การที่พวกผมมาแวะพักที่เมืองเชียนเซียโน เทอร์เม่  ไม่ได้มีแผนจะมาเที่ยวที่นี่นะครับ แต่เหมือนเป็นเมืองแวะระหว่างทางเพื่อไปจุดหมายต่อไปของเรานั่นคือเมือง Florence เพราะเมืองนี้อยู่ห่างจากโรมเพียงแค่ 2 ชั่วโมง และจาก เชียนเซียโน เทอร์เม่  ไป Florence ก็ใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงเช่นกัน พวกผมจะได้ไม่ต้องนั่งรถให้เหนื่อยมาก

อีกอย่างเมืองนี้อยู่บนภูเขาสูง ทางไกด์จึงอยากให้เราได้มาพักในโรงแรมที่มีบรรยากาศดีๆ ซึ่งเมืองนี้เป็นเมืองที่ชาวอิตาลีและยุโรปนิยมมาพักตากอากาศกัน

โรงแรมอยู่บนภูเขาสูง

แต่เนื่องจากว่าพวกเรามาถึงโรงแรมค่อนข้างเย็นมากแล้วจึงไม่ได้ไปซึมซับบรรยากาศอะไรกันหรอกนะครับ หลังจากเอาของเข้าห้องกันแล้วก็พักกันนิดหน่อยก่อนจะลงมาทานอาหารมื้อเย็นซึ่งเป็นร้านอาหารของโรงแรมนั่นเอง

อาหารเย็นวัวนี้เป็นอาหารพื้นเมืองที่ไกด์บอกว่าเป็นไก่อบที่เลี้ยงในฤดูใบไม้ผลิ เสริฟมาพร้อมไวน์ที่มีชื่อเสียงของแคว้นทัสคานี แต่ผมก็ไม่ทราบนะครับว่าไก่ในฤดูใบไม้ผลิมันต่างกับไก่อื่นยังไงเพราะกินแล้วก็เฉยๆ5555

นอกจากนั้นก็มีชีส ขนมปัง และผลไม้ อาหารก็ถือว่าเยอะแบบทานจนอิ่มเลยครับ

สำหรับโรงแรม Grand Hotel Admiral Palaceสำหรับผมก็ถือว่าได้มาตรฐานโรงแรมทั่วไป ไม่ได้ดูหรูหราอะไรเป็นพิเศษ

และในการพักในคืนแรกของผมก็ได้พบเรื่องประหลาดใจอีกครั้งกับสุขภัณฑ์บางอย่างที่หน้าตาคล้ายโถส้วม แต่มันก็คงไม่ใช่โถส้วมเพราะโถส้วมของจริงก็มีอยู่แล้ว

แล้วมันคืออะไร???

สรุปเลยแล้วกันนะครับ มันคือสุขภัณฑ์ที่เรียกว่า Bidet (บิเดต์) ถ้าบอกหน้าที่ง่ายๆ ก็เหมือนทำหน้าที่เป็นสายชำระบ้านเรา นั่นคือหลังจากที่คุณทำธุระหนักหรือเบาที่โถส้วมเสร็จแล้ว  ถ้าอยากได้ความสะอาดจากน้ำไม่ว่าจะผู้หญิงผู้ชายก็จะย้ายมาทำความสะอาดต่อที่โถนี่ละครับ ซึ่งจริงๆมันก็วุ่นวายนะ

ผมไม่แปลกใจเลยที่ฝรั่งหลายคนจะเรียก สายฉีดล้างก้น บ้านเราว่าเป็นนวัตกรรม เพราะมันสะดวกและง่ายกว่ามาก ไม่ต้องวุ่ยวายย้ายที่เลย

ถ้าคุณไปพักในโรงแรมในยุโรปจะเจอเจ้าโถนี่คู่กับโถส้วมในทุกที่เลยครับ

วันนี้ก็ถือเป็นวันอันยาวนานของผมเหมือนกัน เรียกว่าเที่ยวมาทั้งวัน แต่ผมกลับไม่รู้สึกเหนื่อยเลยเพราะได้เที่ยวในสถานที่ๆถูกจริตการเที่ยวของผม คือเป็นเมืองและสถานที่ๆเต็มไปด้วยภูมิปัญญา วัฒนธรรม และอารยธรรมโบราณที่ยิ่งใหญ่มากๆของโลก การได้มาเห็นสิ่งเหล่านี้ด้วยตาตัวเองทำให้ผมมีความสุขมากครับ

จดหมายฉบับหน้าผมจะเขียนมาเล่าถึงการท่องเที่ยวในอิตาลี สวิสเซอร์แลนด์และฝรั่งเศสเป็นวันที่ 2 กับเมือง Florence เมืองที่เป็นเพชรเม็ดงามของศิลปะ วัฒนธรรมของโลก รวมทั้งหอเอนแห่งปิซ่า ที่ของจริงทั้งสวยทั้งยิ่งใหญ่กว่าที่ผมคิดไว้มากเลย

Florence Duomo
หอเอนแห่งเมือง PISA

แล้วรออ่านนะครับ

อยากให้คุณไปอยู่ตรงนั้นด้วยกัน

รักและคิดถึง

Mgastronome

Fanpage : M Eat and Travel

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s