ทริปสู่แดนสวรรค์ ต้าลี่ แชงกรีล่า ลี่เจียง ประเทศจีน Part 5 : Day 3 แชงกรีล่า

kim69

ถึง…เธอ

พุทธศาสนาเคยสอนไว้ว่า “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ” แต่ชาวพุทธเราจำนวนมาก รวมทั้งผมด้วยต่างเป็นเด็กดื้อ ไม่ค่อยเชื่อถือในคำสั่งสอน ยังดิ้นรนหา “สวรรค์” ที่อยู่นอก..อก (ใจ)อยู่ร่ำไป

“แชงกรีล่า” ในทางพุทธศาสนามีความหมายถึงดินแดนอันพิสุทธิ์ ซึ่งทุกผู้คนต่างอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างสงบ สันติ ไม่มีการเบียดเบียนกัน มีแต่การแบ่งปัน และมีน้ำใจ เปรียบเหมือนสวรรค์บนดิน ที่ใครๆ ก็อยากไปถึง

แม้คำๆนี้จะเป็นที่รู้จักกันในหมู่ชาวพุทธมหายานมานานนับพันๆ ปี แต่แชงกรีล่ามาโด่งดังเป็นที่รู้จักเอาจริงๆ ของชาวโลก เมื่อ Jame Hilton เขียนนวนิยายเรื่องดัง The Lost Horizons ซึ่งบรรยายถึงดินแดนในฝัน สงบ สวยงาม ที่เขายืนยันว่ามีอยู่จริง แต่ไม่บ่งบอกแน่ชัดว่าเป็นที่แห่งใดในโลก

1.1
Cr Amazon.com

แต่เรื่องที่ไม่น่าเชื่อ และไม่คิดว่าจะมีใครทำก็อยู่ตรงที่เมื่อรัฐบาลจีนเห็นว่า “แชงกรีล่า” กำลังโด่งดัง ใครๆก็อยากรู้ว่า สุขา เอ๊ย แชงกรีล่า อยู่หนใด?

งานนี้รัฐบาลจีนเลยจัดให้ ออกมาตีฆ้องร้องป่าวว่าเมือง “จงเตี้ยน” ที่มีมาอย่างช้านานแล้วในจีนก็คือ… “แชงกรีล่า” ในตำนาน และประกาศเปลี่ยนชื่อเมือง “จงเตี้ยน” เป็น “แชงกรีล่า” (ง่ายๆเสียอย่างงั้น) ในปี 2001

งานนี้ “แชงกรีล่า” จึงอุบัติขึ้นเป็นทางการบนแผนที่โลก โดยการรับรองจากรัฐบาลจีน เมื่อแค่ 18 ปีที่ผ่านมาด้วยประการฉะนี้แล?????….

หวังว่าการเกริ่นที่มาที่ไปของแชงกรีล่าด้วยการเอาความจริงมาเล่าให้คุณอ่านแบบนี้คงไม่ทำให้อรรถรสในการนำคุณท่องเที่ยวเมืองแชงกรีล่าผ่านตัวอักษรของผมในจดหมายฉบับนี้ลดลงนะครับ เพราะสุดท้ายความดีงามของเมืองนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่ามันคือแดนสวรรค์ที่ผู้คนค้นหาหรือไม่ แต่มันอยู่ในทุกวิถีชีวิต ผู้คน วัฒนธรรม สิ่งก่อสร้างทั้งจากธรรมชาติและฝีมือมนุษย์ที่ผมกำลังจะนำพาคุณไปชมมากกว่า

ย้อนความเดิมจากจดหมายฉบับที่แล้ว ผมออกเดินทางจากต้าลี่ตอน 2 ทุ่มครึ่ง ด้วยรถนอน (รถบัสที่มีเตียงให้นอนบนรถจริงๆ) เป็นรถที่อบอวลไปด้วยสารพัดกลิ่น 5555  ซึ่งตั้งแต่ขึ้นรถจนนอนไปได้สักพัก ผมก็รู้ชะตากรรมตัวเองดีว่าตลอดค่ำคืนนี้จะเป็นเช่นไร

kim69
รถบัสนอน ที่มีเตียงสำหรับนอนจริงๆ

ว่าแล้วผมก็เลยลุกมาอ้อนเพื่อนหมอขอยาแก้แพ้มากินแก้กลุ้ม แล้วก็เอาวาเป๊กส์โปะที่ผ้าปิดจมูกไปอีกรอบ งานนี้ได้ผลชะงัด เพราะหลังทานยาไปไม่นานผมก็หลับสนิทไปตลอดทาง มาตื่นอีกทีตอนไฟในรถเปิดสว่างโล่ให้ทุกคนลุกเข้าห้องน้ำ ณ จุดพักรถ (ใครจะเลียนแบบ โปรดพิจารณาถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ขณะหลับสนิทเพราะฤทธิ์ยาด้วย)

เดชะบุญที่คืนนั้น ผมเพิ่งตื่นและเดินไปฉี่แบบสลึมสะลือ ห้องน้ำเหมือนเป็นเพิงไม้โล่งๆ กว้างๆ เข้าไปแล้วไฟในห้องน้ำก็ไม่มี  อาศัยแค่แสงสลัวๆ จากภายนอก ผมก็เดินไปยืนฉี่เรียงแถวจากคนที่ยืนฉี่อยู่ก่อนหน้า

แต่ขณะที่กำลังทำธุระ(ฉี่) อยู่นั้น ผมก็เพิ่งสังเกตุว่าเหมือนมันมีเงาลางๆ คล้ายๆคนกำลังนั่งยองๆทำอะไรบางอย่างห่างจากผมไปไม่ถึงเมตร

หลังจากสายตาเริ่มคุ้นชินกับความมืด ผมเลยพอจะมองเห็นว่าคนๆนั้นกำลังนั่งยองๆ ทำจธุระหนัก (อึ) อยู่ในบริเวณเดียวกัน

งานนี้จึงได้สติและรับรู้ว่าที่นี่ ห้องน้ำสำหรับฉี่และห้องส้วมสำหรับอึ อยู่ด้วยกันแบบสมานฉันท์ ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก หรือแม้กระทั่งมีอะไรมาปิดกั้น เป็นแค่ลานโล่งๆ อยากฉี่ตรงไหนก็ฉี่ อยากอึตรงไหนก็อึ  พอรู้แบบนี้ก็แบบ….เฮ้ยยยยยย ไหวป่ะว่ะ!!!

หลังเสร็จธุระ ผมรีบแผ่นขึ้นกลับไปนอน พร้อมสะกดจิตตัวเองก่อนหลับว่า ….จงลืมๆๆๆๆ ซึ่งงานนี้ต้องขอชมยาดีของเพื่อนหมอ เพราะไม่นานผมก็เข้าสู่โหมดหลับสนิทอีกครั้ง หลับคราวนี้ก็หลับยาวแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ จนมาตื่นอีกรอบก็รู้สึกว่ารถจอดอยู่นิ่งๆ ไม่ไหวติง เลยคิดว่าสงสัยจะจอดให้เข้าห้องน้ำอีกรอบ แต่จากประสบการณ์รอบที่แล้ว ผมตัดสินใจว่าพอกันทีสำหรับการเข้าห้องน้ำระหว่างทาง รอไปเข้าที่โรงแรมทีเดียวเลยแล้วกัน จากนั้นผมก็เลยหลับต่อ

หลับไปอีกสักพัก ตื่นอีกที ก็รู้สึกว่ารถยังจอดนิ่งอยู่กับที่ ไม่มีเคลื่อนไหว ในใจยังคิดว่าสงสัยติดไฟแดง เลยหลับไปอีกที ( จนบัดนี้นี่คือยังงงตัวเองว่าไม่คิดจะตื่นมาดูเลยเหรอว่ารถมันจอดนิ่งทำไม555)

ตื่นมารอบ 3 ก็ชักเริ่มสงสัย เอ๊ะทำไม รถมันยังจอดอยู่นิ่งๆ เหมือนเดิม เอานาฬิกามาดูก็เป็นเวลาตี 5 แล้ว ซึ่งมันเป็นเวลาที่รถควรจะถึงสถานีขนส่งปลายทางที่เมืองจงเตี้ยน หรือ แชงกรีล่าแล้ว

ตอนนั้นเองที่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า…รถนอนของที่นี่เมื่อถึงจุดหมายแล้ว จะจอดให้ผู้ดดยสารนอนต่อได้ เพราะโดยส่วนใหญ่รถจะมาถึงเช้ามากๆ  ผู้โดยสารอาจจะไม่สะดวกเดินทาง ดังนั้นเจ้าหน้าที่ของรถและคนขับก็จะไม่มีการปลุกใดๆ ทั้งสิ้นจะให้ก็ผู้โดยสารหลับต่อไปได้จนถึงเช้า

คือถ้าดูจากเหตุผลก็เข้าท่า แต่คิดไปคิดมาก็แปลกดีนะครับ555

แต่ตอนนั้นพอผมรับรู้ว่ารถมาถึงสถานีขนส่งแชงกรีล่าแล้ว ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ก็ไม่อยากนอนบนรถต่อแล้ว ประกอบกับตอนนั้นก็เช้าแล้ว น่าจะเริ่มมีรถให้เราเรียกไปโรงแรมได้ พวกผมเลยรีบเก็บข้าวของ ลงจากรถ

งานนี้โชคดีเจอน้องหน้าใส ใส่เสื้อโค้ทยาวราวกับเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้เข้ามาเสนอบริการรถแท็กซี่ เห็นว่าน้องเขาหน้าตาบุคลิกดี น่าไว้ใจใช้ได้ เลยใช้ให้ไปส่งที่โรงแรม

น้องคนขับรถ Taxi ขับรถพาเรามาถึงย่านเมืองเก่าแชงกรีล่า ซึ่งไม่อนุญาตให้นำรถเข้าไป จากนี้จะต้องเดินเข้าไปเท่านั้น ซึ่งตอนที่พวกผมไปถึงยังเช้าอยู่มาก

บริเวณเมืองเก่าที่โรงแรมเราตั้งอยู่เลยไร้ร้างผู้คน พวกผมก็ยืนงงเป็นไก่หลงเลยไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเดินหาโรงแรมจากตรงไหนยังไง

kim53
เมืองเก่าแชงกรีล่าตอนเช้ามากๆๆๆ

โบราณว่าไว้ “เพื่อนแท้ย่อมพิสูจน์กันในยามยาก” งานนี้น้องคนขับแท็กซี่ แม้จะไม่ใช่เพื่อนแต่พอเห็นเรายืนเก้ๆกังๆ ทำหน้าเหรอหรา หาทางไปไม่ถูก ก็เข้ามาช่วย แถมตัดสินใจเดินไปหาโรงแรมให้พวกผมด้วย (ซึ้งใจสุดๆ)

kim55
ลานที่จะมีตลาดขายของยามเช้า แม่ค้าเพิ่งมาเริ่มตั้งร้าน

โรงแรมที่ผมพักในเมืองแชงกรีล่าชื่อว่า โรงแรม Shangri-la Ge Sang Garden Inn, แชงกรีล่า, ประเทศจีน  ซึ่งผมได้เขียนมาเล่าให้คุณอ่านไว้ค่อนข้างละเอียดแล้วในจดหมายฉบับที่แล้ว

งานนี้ขนาดน้องคนขับแท็กซี่ที่เป็นคนท้องถิ่นมาช่วยเดินหาก็ไม่ง่าย ขนาดถามคนกวาดขยะเจ้าถิ่นแถวนั้นยังส่ายหน้าบอกไม่รู้จัก ตอนนั้นผมก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า อ้าว แล้วตรูไปจองโรงแรมในสวรรค์ชั้นไหนว่ะเนี้ย)

ต้องขอบคุณน้องคนขับที่ไม่ละความพยายาม เอาเบอร์โทรศัพท์ที่เรามีช่วยโทรหาเจ้าหน้าที่โรงแรมให้ จนติดต่อกันได้ แต่บอกทางไปบอกทางมา ก็ยังหากันไม่เจอ

เอ๊ะ ยังไง????

kim54
เดินหามันทุกตรอกซอกซอย ก็ไม่เจอ แถมไม่ค่อยมีคนตื่นมาให้ถามด้วย

แต่สุดท้ายความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อยู่ที่นั้น ในที่สุดเราก็เจอโรงแรมจนได้แม้จะต้องเดินหาเกือบชั่วโมง และที่น่าเจ็บใจที่สุด็คือ โรงแรมที่พวกผมพักอยู่ห่างจากจัตุรัสในย่านเมืองเก่าไม่ถึง300 เมตร เพียงแต่พวกผมเดินเฉียดไปเฉียดมาอยู่นั่นแหละ เลยไม่เจอสักที ไม่รู้มีอะไรบังตาหรือเปล่า

โรงแรม Shangri-la Ge Sang Garden Inn, แชงกรีล่า, ประเทศจีน    นี้ก็เป็นอีกหนึ่งโรงแรมที่ภูมิใจนำเสนอ เพราะทุกครั้งที่ผมเดินทาง ผมจะพยายามหาโรงแรมที่สะท้อนสถาปัตยกรรม และความเป็นท้องถิ่นนั้นๆ เป็นสถานที่พัก

hotel s23

โรงแรมนี้จึงเป็นโรงแรมที่เลือกสรรแล้ว และได้มาด้วยความภาคภูมิใจหลังจากควานหาอยู่ร่วมเดือน ในราคาประมาณ 800 บาท ต่อคืน

สิ่งแรกที่รู้สึกได้ของโรงแรมนี้คือ ที่นี่เป็นโรงแรมที่เป็นธุรกิจครอบครัว คือคนในบ้านมาช่วยกันทำ ช่วยกันบริการ

น้องที่ดูแลโรงแรมจึงมีความเป็นกันเอง และอลุ่มอล่วย ช่วยเหลือในทุกๆเรื่อง แถมภาษาอังกฤษก็ดีด้วย เลยหายห่วง (อยู่ๆ ไปก็ได้เจอน้องอีกคนที่พูดไทยได้อีก เพราะมาเลกเปลี่ยนเรียนภาษาไทยในเมืองไทย อยู่ร่วมปี โชคดีจัง)

hotel s24

ที่สำคัญ เป็นอีกหนึ่งโรงแรม ที่ได้มาพักแล้วก็รู้สึกหลงรักเหมือน โรงแรม Landscape Hotel , ต้าลี่ , ประเทศจีน  ที่ต้าลี่เลยครับ แต่ถ้าเทียบกับต้าลี่แล้ว ผมชอบโรงแรม Shangri-la Ge Sang Garden Inn มากกว่านะครับ เพราะมันไม่ได้รู้สึกว่าเป็นโรงแรมมาก รู้สึกเหมือนมานอนบ้านเพื่อนมากกว่า

ที่นี่จะมีแค่ 2 ชั้น กับ 1 ชั้นลอย 1 ชั้นดาดฟ้าเท่านั้นคับ

hotel S16

บ้านจะเหมือนเว้นที่ตรงกลางไว้ทำกิจกรรม โดยมีห้องพักล้อมรอบซึ่งบ้านแบบนี้จะมีประโยชน์ในการกันลม และความหนาวเย็นจากภายนอกได้

hotel S17

เตียงนอนทำจากวัสดุธรรมดา แต่ไม่รู้ทำไมผมว่ามันสวย มีเสน่ห์จังเลย

hotel s11

จุดเด่นอีกอย่างของโรงแรมนี้คือมีดาดฟ้าที่ทำให้เราเห็นแชงกรีล่าเกือบทั้งเมืองได้เลยคับ

hotel S1

kim32

จากโรงแรมจะเห็นวัดกงล้อยักษ์อยู่ไม่ไกลด้วยครับ

Hotel S18

แต่ห้องที่สวยที่สุดของบ้านหลังนี้ (ขอเรียกว่าบ้านนะคับ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นบ้านมากกว่าโรงแรม) คือบริเวณ Lobby ที่ใช้สีสันของผ้ามาเล่นกับแสงแดดทำให้ห้องออกมามีสีสันสวยงามมาก

hotel s28

hotel s22

อย่างหนึ่งที่ต้องชมคือพนักงานที่นี่มีน้ำใจ ไม่ได้คิดถึงแต่ธุรกิจอย่างเดียว เพราะเรามาถึงที่นี่เช้ามากซึ่งในความเป็นจริงคงยังเช็คอินไม่ได้ แต่งานนี้น้องเขาไฟเขียวให้พวกเราเช็คอินได้เลย เพราะห้องที่จองไว้ก็ว่างพอดี

ว่าแล้วพวกผมก็รีบเข้าห้องใครห้องมัน เก็บข้าวของ อาบน้ำแต่งตัวออกมาเพื่อพร้อมลุยเที่ยวกันอีกครั้ง

แต่ก่อนไปลุยพวกผมขอหาอะไรเติมให้เต็มท้องก่อน ว่าแล้วก็ตรงเข้าห้องอาหารแล้วสั่งเมนูพื้นเมืองมากมายหลายอย่าง หวังจะลิ้มรสอาหารพื้นบ้าน ไประหว่างการซึมซับบรรยากาศความสวยของห้องที่เหมือนฝันห้องนี้

หลังจากสั่งอาหารจบ พวกผมก็หันมาเม้ามอยสัพเพเหระ แต่เม้าไปเม้ามา เปลี่ยนเรื่อง เปลี่ยนประเด็นเป็นเรื่องที่สิบแล้ว อาหารก็ยังไม่ถูกยกมา ตอนนั้นเลยคิดกันว่าจะขอยกเลิกออเดอร์ดีกว่า  เดี๋ยวจะเสียเวลาเที่ยวหมด

แต่ทว่าก็คงเป็นอาการเดียวกันกับร้านอาหารทั่วโลกคับ เพราะพอลูกค้าเรียกมาเพื่อจะสั่งยกเลิกรายการอาหาร…..อาหารจานแรกก็ถูกยกมาพอดี

จานนี้ เขาบอกว่าเป็นอาหารแนะนำ เป็นแพนเค้กแบบธิเบตแท้ๆ

hotel s33

ส่วนรสชาติก็เหมือนแป้งทอดธรรมดา จืดๆหวานๆนิดหน่อย ถ้าถามถึงความอร่อย ก็เฉยๆนะคับ

หลังจากเมนูแรกไม่นาน ข้าวต้มถ้วยนี้ก็ถูกยกออกมา

hotel s34

พวกเราก็งงเป็นไก่ตาแตกเลยคับ ว่าทำไมมาแต่ข้าวต้มถ้วยเดียว เดี่ยวๆ แล้วเครื่องเคียงช้านนนนหายไปไหน แถมใช้เวลานานขนานนี้เพื่อกลับมาพร้อมแพนเค้ก1 จานและข้าวต้ม 1 ถ้วยเนี้ยนะ (เริ่มโมโหหิว)

สุดท้ายพวกผมก็ทำได้แค่คิดเท่านั้น เพราะไร้คำตอบจากสวรรค์ แถมพอพวกผมอดทนรอแล้ว รอเล่า เฝ้าแต่รอ รอ รอ รอต่อไป ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีอะไรออกตามมา ผมเลยต้องเดินไปถามน้องรีเซฟชั่นที่พูดอังกฤษได้ว่าอาหารที่เหลือทำไมไม่ออกมาเสริฟสักทีจึงได้คำตอบว่า…”ก็พวกพี่สั่งไปแค่นี้”

อ้าว เฮ้ยยยยย ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หว่า 5555

งานนี้เลยได้แต่แอบเคืองน้องหนุ่มน้อยหน้ามลที่มารับออเดอร์ เพราะสงสัยจะฟังภาษาอังกฤษไม่ค่อยรู้เรื่อง ออเดอร์เลยตกหล่นไประหว่างทางเพียบ

เช้านี้พวกผมก็เลยมีข้าวต้มหนึ่งถ้วย กับแพนเค้ก 1ชิ้นเป็นอาหารเช้าด้วยประการฉะนี้ เฮ้ออออออ

แต่ตอนนั้นถึงท้องนั้นจะไม่อิ่ม แต่ใจนั้นเกินร้อย ว่าแล้วพวกเราก็รีบลงมาและเดินไปยังจัตรัสของเมืองเก่าเพื่อไปพบกับคนขับรถที่เรานัดไว้ให้ขับพาพวกเราเที่ยวแชงกรีล่าในวันนี้

คนขับคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นน้องคนขับแท็กซี่ที่พาเรามาหาโรงแรมเมื่อเช้า ความสุภาพ บวกกับความมีน้ำใจทำให้เราเลือกใช้บริการน้องเขาอย่างไม่ลังเล

ถึงตอนที่พวกผมเริ่มออกเที่ยวก็เป็นช่วงสายๆ แล้ว จัตุรัสเมืองเก่าก็เริ่มคึกคักด้วยพ่อค้าแม่ขาย บริเวณจัตุรัสของเมืองเก่าก็เริ่มมีการมาตั้งแผงขายอาหารเช้ากัน (รู้งี้น่าจะรอมาทานที่นี่ตั้งแต่แรก 555)

kim17

ก่อนจะออกเดินทางไปเที่ยว พวกผมก็ไม่ลืมแวะซื้อออกซิเจนกระป๋องเตรียมไว้ก่อน โดยออกซิเจนกระป๋องนี้มีขายโดยทั่วไปในร้านหลายร้านเลย เนื่องจากจุดหมายแรกของเราในวันนี้อยู่ที่ Shika Snow Mountain ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 4500 เมตร

ออกซิเจนกระป่องจึงมีความจำเป็นมาก เพราะอากาศด้านบนจะเบาบาง และสำหรับบางคนถ้าร่างกายไม่พร้อมและแข็งแรงพอก็จะน็อคเอาง่ายๆ แถมจริงๆแล้วมีอันตรายถึงชีวิตด้วย

ดังนั้นผมจึงแนะนำคุณเลยครับว่าต้องซื้อติดตัวไปด้วย และถ้าซื้อในเมืองแบบนี้ก็จะได้ราคาไม่แพง ดีกว่าไปซื้อตอนถึงสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว

37
ออกซิเจนกระป๋อง

เมื่อเดินออกมาจากเมืองเก่าคุณก็จะเจอลานจอดรถก่อนเข้าเขตเมืองเก่าที่เป็นเสมือนปราการด่านสุดท้ายของโลกและวิถีชีวิตที่ถูกกักเก็บไว้ในเขตเมืองเก่านี้ซึ่งพอพ้นลานนี้ไปก็จะเจอโลกสมัยใหม่รออยู่ด้านหน้า

และนี่คือสิ่งแรกที่เห็นร้าน Giordano

S1

จงเตี้ยน หรือก่อนที่จะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น แชงกรีล่า เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็น ธิเบต นอก ธิเบต เพราะเมื่อประเทศจีนได้เข้ายึดธิเบต ก็ได้ผนวกเอาจงเตี้ยนเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีนด้วย

ทั้งผู้คน วัดวา อารามของที่นี่จึงยังคงมีความเป็นธิเบตสูง ไม่เว้นแม้แต่น้องคนขับรถของพวกผมด้วยโดยสังเกตุจากอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆภายในรถ

s2

s3

พวกผมนั่งรถออกมาห่างจากเมืองพอสมควร ยิ่งออกมานอกเขตเมืองเท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นความเป็นธรรมชาติสวยงามของที่นี่มากขึ้นเท่านั้น

ขับไปสักพัก น้องคนขับก็พยายามชี้ให้ดูทุ่งกว้างๆ ที่รถกำลังวิ่งผ่าน แล้วก็พยายามสื่อสารว่าบริเวณนี้เป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้

s4

และเพื่อเป็นการยืนยันว่าทุ่งเลี้ยงสัตว์นี้มีชื่อเสียงมากจริงๆ อยู่ดีๆน้องคนขับก็ดึงเอาม่านบังแดดลงมา เท่านั้นเองพี่ไทยทั้ง 4 ก็อ้าปากหวอเลยคับ เพราะหลังม่านบังแดด เป็นจอ LCD ขนาดเล็กที่กำลังเล่นมิวสิควิดีโอคาราโอเกะที่มีทุ่งเลี้ยงสัตว์ที่เรากำลังเห็นนี้เป็นฉากหลังประกอบเพลง

s5

จะไฮเทคอะไรขนาดนี้ 5555

ผมคิดว่าเมืองจงเตี้ยน หรือแชงกรีล่าต้องถือว่าได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ เพราะถนนหนทงต่างๆ ก็ดีมาก ไม่มีหลุมบ่อเลย ดังนั้นพวกผมใช้เวลาอีกไม่นานเราก็มาถึง Shika Snow Mountain(ภูเขาหิมะสือข่า) หรือบางคนก็เรียกว่าThe Valley of Blue moon(หุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน) แห่งแชงกรีล่า

s7

จริงๆแล้ว สิ่งที่ต้องเตรียมมาด้วยนอกจากออกซิเจนแล้วก็คือ…เสื้อกันหนาว เนื่องจากด้านบนนั้นจะยังมีหิมะปกคลุมทำให้อากาศค่อนข้างหนาวมากๆ แต่พวกผมได้ปรึกษากันตั้งแต่ก่อนเดินทางมาแล้วว่าเสื้อกันหนาวนั้นเรามีโอกาศใช้เพียงไม่กี่ครั้ง แลกกับการต้องแบกใส่กระเป๋า ทั้งกินเนื้อที่ในกระเป๋า ทั้งหนัก พวกผมจึงตัดสินใจไม่พกมาจากเมืองไทย แต่มาเช่าเสื้อหนาวที่ทางเข้าแทนครับ

s8
เช่าเสื้อกันหนาวก่อนเข้าไปซื้อบัตร

หลังจากเช่าเสื้อหนาวเสร็จแล้ว ก็ต้องค่อยๆ เดินต่อเพื่อไปซื้อตั๋วคับ เพราะถึงตอนนั้นผมเองก็รู้สึกขึ้นมาเหมือนกันว่าเริ่มหอบๆ และหายใจเร็วขึ้นทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรมาก

ดังนั้นผมต้องเตือนคุณอีกครั้งว่าเมื่ออยู่ในที่สูงแบบนี้ ต้องทำอะไรให้ช้าๆ เข้าไว้นะคับ

จากจุดเปลี่ยนเสื้อหนาว พวกผมได้เดินผ่านทางเข้าที่มีกงล้อมนต์ทั้ง 2 ข้าง บางคนก็เอามือไปหมุนกงล้อนี้ระหว่างเดินเข้าไปด้วยเพื่อเป็นสิริมงคล โดยอาคารที่เห็นด้านหน้าเป็นอาคารสำหรับไปขึ้นเคเบิ้ล แต่จุดจำหน่ายตั๋วจะอยู่ด้านซ้ายมือ

kim3

kim4

kim2

kim21

ค่าบัตร 220 หยวนครับ (ค่าเข้าสถานที่ต่างๆในจีน แพงมากจริงๆ)

s9

s10

ได้ตั๋วมาแล้วพวกผมก็ไปขึ้นเคเบิ้ลคาร์กัน โดยเมื่อผ่านไปสักครึ่งทางต้องแวะลงแล้วเปลี่ยนเคเบิ้ลคาร์อีกรอบครับ

รู้สึกว่าจะมีบัตรครึ่งราคาหรือ 120 หยวน ขายด้วยสำหรับคนที่ต้องการมาแค่นี้

s11
เดินแล้วเริ่มเหนื่อยๆ

s12

ระวห่างนั่งไปบน Cable Car เราจะได้เห็นวิวสวยๆของภูเขานี้ไปด้วย โดยเฉพาะวิวของเทือกเขาที่สลับซับซ้อนและหุบเหวต่างๆ ทำให้วิวที่เห็นดูยิ่งใหญ่มาก  ยิ่งถ้าคุณไปช่วงใบไม้เปลี่ยนสีจะยิ่งสวยมากๆ

kim56

kim57

kim59

และแล้วเราก็มาถึงแล้วคับ ยอดเขา Shika Snow Mountain แต่น่าเสียดายที่วันนี้ไม่มีหิมะมากนัก พวกผมจึงได้แค่ยื่นชมความงามของวิวทิวทัศน์รอบๆ เท่านั้น

kim60

kim62

kim69

kim71

kim75

ณ ตอนนี้อยู่ที่ความสูง 4500 เมตรเหนือน้ำทะเล

s15

นอกจากนั้นในบริเวณนี้ยังมีจุดให้ถ่ายรูปสวยๆมากเหมือนกัน โดยเฉพาะเหล่าเจดีย์หินและผ้ายันต์หรือธงหลากสีสไตล์ธิเบต

kim68

kim63

kim64

kim65

kim66

kim67

ที่ Shika Snow Mountain เราใช้เวลาเกินไปร่วมชั่วโมงคับ เกรงใจคนขับรถเหมือนกัน พวกผมเลยรีบลงกันมา ซึ่งระหว่างทางลงก็ได้มีเวลาชื่อชมความสวยงามของธรรมชาติ อำลาภูเขา Shika Snow Mountain กันอีกรอบเป็นครั้งสุดท้าย

kim73

kim77

kim78

kim79

เมื่อพวกผมมาถึงด้านล่างและพบกับคนขับซึ่งตอนนี้หิวกันทั้งคนขับและลูกทัวร์ ก็เลยเอาหนังสือมาชี้ไปที่คำสำคัญเหมือนเดิม คือ คำว่า มื้อเที่ยง และคำว่า อร่อย

สุดท้ายคนขับก็นำเรามาที่ร้านนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้พวกผมจะได้มาลองบะหมี่แบบธิเบตคับ

s16

s17

s18

หลังจากเข้าไปในนั่งในร้านไม่นาน ผมก็พอสังเกตเห็นว่าคนที่มาทานร้านนี้มีแต่คนหนุ่มสาว จริงๆ คงไม่ใช่เพราะเป็นร้านที่อินเทรนอะไรหรอกครับ เพียงแต่เก้าอี้และโต๊ะนั่งในร้านนี้ดูไม่ค่อยเป็นมิตรกับอากง อาม่าเท่าไหร่ ขืนมากินคงปวดข้อเข่าแย่5555

s19

ก๋อยเตี๋ยวของร้านนี้รสชาติก็อร่อยใช้ได้คับ แม้ไม่ปรุงมาก แต่เส้นเยอะไปหน่อย  เยอะมากๆ ยังกับบะหมี่จับกัง แต่ในทางตรงข้าม หมูไม่รู้หายไปไหนหมดคับ หาหมูไม่เจอ เจอแต่วิญญาณ 55

s20

s21

s22

ชามนี้เป็นของน้องคนขับคับ (เพื่อนบอกให้เรียกน้องกู่เทียนเล่อ) เพราะหน้าตาโอเคทีเดียว 55 ต้องยอมรับว่าคนจีนที่นี่ทานเผ็ดมากทีเดียว เพราะน้องเค้าสั่งแบบเผ็ดมา แต่พอมาเสริฟแล้วเหมือนน้องเค้าจะยังไม่พอใจ ตักพริกใส่เอาๆๆๆ จนแดงไปทั้งชาม

เห็นแล้วคนไทยอย่างพวกผม ยอมแพ้เลยคับ

s23

บะหมี่ที่นี่จะมีเครื่องเคียงเป็นมะละกอดองให้ด้วย

s25

ตอนแรกผมกะจะลองชิม แต่คิดไปคิดมาแล้วไม่เอาดีกว่า ด้วยเหตุผลข้อเดียวก็คือ ผมพยายามหลีกเลี่ยงทุกสาเหตุที่อาจจะทำให้ต้องเข้าห้องน้ำโดยไม่จำเป็น

จริงๆ แล้วมีเหตุการณ์ที่ทำให้ผมเป็นโรคกลัวห้องน้ำเมืองจีนไปเลย คือรุนแรงขนาดที่ภาพที่เห็นทำให้ผมต้องเดินเซออกมาเหมือนคนจะเป็นลม จนเพื่อนๆต้องเข้ามาพยุง เพราะตอนนั้นผมกำลังจะเป็นลมจริงๆ  แต่ขออนุญาตไม่เล่านะครับ เพราะนอกจากผมไม่อยากนึกถึงภาพนั้นแล้ว ภาพที่เห็นยังไม่เหมาะกับการนำมาเล่าด้วยประการทั้งปวง เอาเป็นว่าก่อนเข้าห้องน้ำที่จีนลองชะเง้อชะเง้ดูลาดเลาก่อนว่ากำลังจะเข้าไปเจอกับอะไร

หลังจากพวกผมและคนขับรถอิ่มกันแล้วก็ได้เวลาไปต่อกันที่วัดจงซานหลิง หรือวัดโปตาลาน้อยคับ

ก่อนจะถึงจุดหมาย ถ้าสังเกตุทางขวามือคุณจะผ่านภูเขาที่มีการสลักคำว่า แชงกรีล่า อย่างใหญ่โตไว้ด้วย

kim81

สำหรับวัดวัดจงซานหลิง หรือวัดโปตาลาน้อย ตัวรถจะไม่ได้เข้าไปถึงวัดนะคับ จะต้องมาจอดที่อาคารด้านหน้าก่อน เพื่อซื้อบัตรราคา 85 หยวน เมื่อซื้อบัตรแล้วก็ผ่านช่องเก็บบัตรนี้ไป ก็จะมีรถของพาวัดพาไปที่ตัววัดด้านบนคับ

s26

s27

s28

s29

(รู้สึกว่าอาจจะเอาส่วนตัวขึ้นไปได้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะต้องผ่านขั้นตอนยังไงนะคับ)

วัดจงซานหลิน

ถือว่าเป็นวัดธิเบต นอกธิเบต และเหตุที่เรียกวัดแห่งนี้ว่า โปตาลาน้อย เพราะวัดนี้ได้จำลองแบบมาจากพระราชวังโปตาลา ในเมืองลาซา เมืองหลวงของธิเบต และสันนิษฐานกันว่าวัดแห่งนี้น่าจะเป็นอาศรมพระธิเบต ที่เจมส์ ฮิลตัน เขียนไว้ในนวนิยายเรื่อง Lost Horizon นั่นเอง

kim83

kim84

เมื่อมาถึงประตูทางเข้าคุณจะเห็นสีทองอล่าอล่ามมาก โดยด้านบนจะเป็นภาพที่คนไทยคุ้นเคยดีกับเสมาธรรมจักรกับกวางหมอบ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการเผยแพร่พระพุทธศาสนา

kim85

kim98

s32
ภาพวาดวัดโปตาลาน้อย

s31

kim86

เมื่อผ่านประตูทางเข้าไปแล้วต้องเดินขึ้นบันได146 ขั้น ซึ่งก็พอไหวครับแต่ขอย้ำว่าต้องค่อยๆเดินขึ้นนะคับ เพราะต้องเตือนตัวเองตลอดเวลาว่าเรากำลังอยู่บนความสูง 3300 เมตรเหนือน้ำทะเล

kim88

kim89

เมื่อขึ้นมาถึงด้านบนก็จะได้เห็นอาคารที่พักของบรรดาลามะทั้งใหญ่น้อย ซึ่งคุณจะได้เห็นความซุกซนของลามะน้อยกับความสุขุม สงบของลามะผู้ใหญ่ที่รู้สึกได้แม้จากการแค่เห็นการเดิน ก็ทำให้ร้สึกน่าเคารพ ศรัทธาได้ครับ

kim90

kim91

kim93

ที่วัดวัดจงซานหลินแห่งนี้จะมีลามะ หรือพระนักบวชหลายร้อยเลยครับ

วัดจงซานหลินสร้างขึ้นในปี 1679 สมัยจักรพรรดิ์คังซี และองค์ดาไลลามะ องค์ที่ 5ใช้เวลาสร้าง 18 ปี มี 2 อารามใหญ่ มีห้องต่างๆ กว่าร้อยห้อง

เมื่อขึ้นมาถึงบริเวณอารามหลัก ที่บริเวณนี้จะมีร้านขายของที่ระลึกและเครื่องรางด้วย ศิลปะของที่นี้มีความสวยงามและเป็นแบบเฉพาะจริงๆ

s34

s36

s35

kim94

kim94

kim96

ที่นี่เองคับที่ผมได้เจอเรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ของวัดแห่งนี้

เหตุการณ์ก็คือพระอารามหลักไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปด้านใน ผมเลยเก็บกล้องไว้ในเสื้อแจ็กเกต แล้วก็เข้าไปกราบนมัสการพระอวโลกิเตศวร องค์พระประธานของอารามแห่งนี้

ภายในอารามจะแบ่งเป็น 3 ชั้นซึ่งคุณต้องขึ้นไปให้ครบทั้ง 3 ชั้นเพราะ ชั้นล่างสุดจะเห็นแค่ด้านล่างจนถึงท้องของพระพุทธรูป ชั้นที่ 2 จะเห็นส่วนท้องถึงอก ส่วนชั้น 3 ถึงจะเห็นพระเศียรและพระพักตร์

เท่าที่เห็น ทุกคนจะทำการกราบสักการะทุกชั้นเลย

ผมก็ขึ้นไปกราบทั้ง 3 ชั้นเช่นกัน พอกราบเสร็จแล้ว ผมและเพื่อนๆ ก็พากันเดินออกมาด้านนอกพระอาราม จากนั้นผมก็ล้วงมือไปหยิบกล้องใน Jacketเพื่อนำมาถ่ายรูปด้านนอกพระอารามอีกครั้ง

แต่ปรากฏว่าภายใน Jacket ไม่มีกล้อง ไม่มีอะไรเลยครับ  !!!

ตอนนั้นก็ไม่แน่ใจว่ามันตกตอนผมก้มลงกราบพระ หรือ โดนใครล้วงไป

ในใจก็คิดว่าสงสัยโดนลงโทษหรือเปล่า เพราะตอนอยู่ด้านในก็คิดๆ จะแอบเอากล้องขึ้นมาถ่าย แถมแอบบ่นในใจว่าทำไมต้องห้ามถ่ายรูปด้วย

ตอนนั้นผมตกใจมากครับ และถ้ามันหายไปจริงๆ ผมจะเสียใจมาก

แต่ความเสียใจนี้ไม่ได้เกิดจากการเสียดายกล้องนะคับเพราะมันไม่ได้แพงอะไรมากมาย แต่รูปที่ผมถ่ายไว้เป็นพันๆ รูปน่ะสิ  ผมรู้สึกเสียดายจนน้ำตาตกในเลยคับ

ในการเดินทางมาท่องเที่ยวคราวนี้ พวกเราจะช่วยๆกันถ่ายรูปโดยกล้องแต่ละคนจะทำหน้าที่ต่างกัน

กล้องตัวนึงที่เป็นกล้องมืออาชีพ คนถ่ายก็มืออาชีพ ก็เน้นถ่ายภาพสวยๆ กล้องผมจะเน้นเก็บรายละเอียดทุกสิ่งอย่าง ส่วนกล้องตัวที่ 3จะคอยเก็ยอิริยาบถของเพื่อนๆและเก็บตกรายละเอียดเพิ่มเติมจากกล้องของผม

กล้องที่หายเลยเหมือนรูปส่วนกลางมันหายไปด้วย

ผมและเพื่อนๆ เดินกลับไปหากล้องตามทางเดินเดิมถึง2รอบแต่ก็ไม่เจอคับ ด้านล่างลองเดินถึง 3รอบ แต่ก็ไม่มีวี่แววกล้องของผมเลย

จากนั้นก็ลองไปถามเจ้าหน้าที่วัดตามมุมต่างๆ ด้วยว่ามีใครเจอมั้ย แต่ก็ไม่มีคับ

พอเริ่มทำใจได้และคิดว่าคงหาไม่เจอแล้วก็เลยเลิกหา แต่ก็ขอพึ่งความหวังสุดท้ายด้วยการไปกราบขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดนี้ครับว่าขอให้ผมได้กล้องคืน รวมทั้งไม่ลืมที่จะขอขมาด้วย หากคิดอะไรไม่ดี หรือล่วงเกินสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (แต่ลึกๆในใจก็ยังคิดว่าไม่ได้คืนแน่คับ)

หลังจากขอพรแล้ว พวกผมก็เลยนั่งรถกลับไปด้านล่างกันเลย และลองเดินไปถามเจ้าหน้าที่ด้านล่างที่จุดประชาสัมพันธ์อีกครั้งว่ามีใครเจอกล้องถ่ายรูปแล้วนำมามอบไว้บ้างหรือเปล่า

เจ้าหน้าที่บริเวณนั้นก็พร้อมใจกันปฏิเสธว่าไม่มี แล้วสักพักก็เดินไปถามผู้ชายอีกคนที่เหมือนเป็นหัวหน้า เขาก็ตอบว่าไม่มีเช่นกัน

เป็นอันว่าหมดหวังครับ

แต่พอผมเดินหันหลังไปไม่กี่ก้าว เจ้าหน้าที่ก็เรียกผมเสียงดังเชียว ผมเลยรีบเดินเข้าไปว่ามีอะไร ยังไง

สรุป เจ้าหน้าที่บอกว่ามีวอแจ้งมาจากข้างบนว่ามีคนเจอกล้องถ่ายรูป แล้วถามผมว่ากล้องผมรุ่นไหน ยังไง สีอะไร

ปรากฎว่าเป็นกล้องผมจริงๆ ด้วยคับ เฮ คับงานนี้ แถมคนที่เจอยังลงเอากล้องมาให้พวกเราด้วยตัวเอง ผมต้องขอบคุณเขาเป็นการใหญ่เลย จนลืมถามว่าเขาเจอกล้องผมตรงไหน

ตอนนั้นผมดีใจจนพูดไม่ออก แต่ก็อดนึกถึงพรที่ผมขอไปไม่ได้คับ ว่าท่านเมตตาให้พรพวกเราจริงๆด้วย รวมทั้งต้องขอบคุณนักท่องเที่ยวท่านนั้นที่เจอแล้วนำกล้องผมมาคืนด้วย

เรื่องที่ตลกมากคือ ตอนได้กล้องคืน เพื่อนผมคนนึงถึงกับน้ำตาไหล ร้องไห้ออกมาเลย เพื่อนมันบอกว่าไม่ใช่ว่าแค่ดีใจที่ได้กล้องคืน แต่เป็นความอัศจรรย์ใจ ตื่นตันใจ หลายๆ ความรู้สึกที่พูดไม่ถูก ที่เหตุการณ์มันจบลงด้วยดีแบบนี้

เรื่องบางเรื่อง ไม่เชื่อแต่ก็อย่าลบหลู่คับ

วันนั้นขากลับจากวัดโปตาลาน้อย พวกเราก็เลยมีความสุขและอิ่มใจเหมือนเด็กคนหนึ่งที่ได้กินไอติมเลยล่ะคับ

kim97

อิ่มบุญกันแล้วก็ได้เวลากลับไปเมืองเก่าแชงกรีล่า ซึ่งเช่นเคยเราต้องบอกลากับน้องคนขับรถกันที่ลานจอดรถ เพราะเขตเมืองเก่านั้นไม่สามารถนำรถเข้าไปได้

พวกผมตัดสินใจให้ค่าเหมารถวันนี้กับน้องคนขับ 80 หยวนจากที่ตกลงกัน 50 หยวน เพราะน้องเขาสุภาพและดูแลพวกเราดีมาก แต่…น้องคนขับไม่ยอมรับครับ ไม่ว่าจะคะยั้นคะยอยังไงก็ไม่ยอม จะขอที่ 50 หยวนตามที่คุยไว้เท่านั้น จนพวกเราต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้

จากประสบการณ์ท่องเที่ยวมาหลายประเทศ ผมบอกเลยครับว่าคนแบบนี้หายากมาก น่าชื่นชมจริงๆ

พวกผมไปเริ่มต้นท่องเที่ยวในเขตเมืองเก่าโดยเริ่มจากจัตุรัสกลางเมือง

kim18

พวกผมเดินเที่ยวชมเมืองไปด้วย Shopping ไปด้วยระหว่างทางเดินไปวัดต้าฝ่อ วัดสำคัญของเมืองนี้ รวมทั้งเป็นวัดที่มีกงล้อมนตราที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่คับ

s42

s41

s38

s44
ภาพคนท้องถิ่นเดินหมุนวงล้อสวดมนต์ไปด้วยเป็นภาพที่ชินตาในเมืองแห่งนี้

สังเกตได้ว่าในเขตเมืองเก่านี้ ผนังตรงไหนว่างๆ ก็จะมีการเขียนภาพที่สอดแทรกคติทางพุทธศาสนาไว้ตลอด ศาสนานั้นเข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตของคนที่นี่จริงๆ

s39
ภาพคติทางพุทธศาสนา

s40

นมจามรีคับ จริงๆก็อยากลองคับ แต่เพราะผมทานนมไม่ได้เพราะกระเพราะไม่ย่อย ก็เลยต้องอด

อยากรู้เหมือนกันว่ารสชาติเป็นไง

s43

ก่อนที่จะเดินถึงวัด ผมได้ผ่านร้านอาหารร้านหนึ่งที่สวยมากชื่อ  Gallery Bar  เลยตั้งใจว่าคืนนี้อยากจะมาทานอาหารที่นี่

s45

kim6

จริงๆ แล้วจากจัตุรัสกลางเมืองเก่าเดินมาแค่ 10 นาทีก็ถึงวัดแล้วครับ แต่เพราะมัวช้อปปิ้ง ชมนู้นชมนี่เลยใช้เวลาไปเยอะเหมือนกัน จนตอนนี้พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้วคับ

kim26

kim23

เมื่อเข้าไปในเขตวัดจะเจอกับอารามแรกที่จะมีเทพเจ้า 3 องค์ให้สักการะ

s46

 

s47

แต่อารามที่สำคัญที่สุดคืออารามใหญ่ซึ่งจะมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่งดงามมากประดิษฐานอยู่ เพราะวัดต้าฝอก็ได้ชื่อมาจากพระพุทธรูปองค์นี้ โดยความหมายของวัดต้าฝอคือ…วัดพระใหญ่

s48

kim27

kim28

kim29

นอกจากองค์พระใหญ่แล้ว กงล้อมนตรายักษ์ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางที่วัดแห่งนี้

กงล้อมนตราของวัดนี้เป็นกงล้อมนตราที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีน้ำหนัก 60 ตัน สูง 19 เมตร ขณะเดียวกันก็มีการจารึกบทสวดมนต์ไว้กว่า 12,000 ล้านตัวอักษร

kim30

kim31

แล้วก็ไม่ได้สร้างให้ดูใหญ่โตสวยงามเปล่าๆ แต่กงล้อมนต์ยักษ์นี้สามารถหมุนได้จริงๆ

ชาวธิเบตมีความเชื่อว่ากงล้อมนต์อันเล็กๆ หมุน 1รอบเท่ากับ สวดมนต์ 40,000จบ ก็ลองคิดดูครับว่ากงล้อใหญ่ขนาดนี้หมุน 1ครั้งไม่รู้จะได้บุญขนาดไหน

ฉะนั้นจึงไม่แปลกหากใครมาอยู่ในเขตเมืองเก่าแห่งนี้ก็จะเห็นกงล้อนี้หมุนทั้งวันทั้งคืนไม่เคยหยุด เพราะจะมีคนมาหมุนตลอดเวลา

ขนาดพวกเรากลับห้องตอน 5 ทุ่ม ก็เห็นกงล้อนี้หมุนตลอด ไม่หยุดเลย

kim33

s49

พอพวกผมเดินออกมาจากวัดไม่นาน ก็เป็นเวลาค่ำพอดี หันหลังกลับไปที่วัดก็เลยได้เห็นคับว่าที่วัดเปิดไฟ Full Option แล้ว สวยงามตระการตามาก

kim34

kim36

kim37

ต้องยอมรับคำว่าประเทศจีนให้ความสำคัญกับ Lighting ตามสถานที่ท่องเที่ยวมาก เป็นแบบนี้เกือบทุกที่

เดินลงมาก็เห็นลานหน้าวัดว่ากำลังมีการเต้นพื้นเมือง คงคล้ายเป็นการออกกำลังกายแต่ใช้เพลงกับท่าเต้นพื้นเมือง มีนักท่องเที่ยวเข้าไปร่วมเต้นเยอะเหมือนกัน

น่ารักมากคับ

kim12

พวกผมถือโอกสนี้เดินเล่นเที่ยวในเมืองกันเก่ากันอีกรอบ

kim42

kim40

kim38
เจดีย์กลางเมืองเก่า

kim39

เดินไปเดินมาก็ค่ำมากแล้ว ก็เลยได้เวลาไปหาอะไรทานเป็นมื้อเย็นกัน ซึ่งเมนูแนะนำจริงๆสำหรับที่นี่คือ บาร์บีคิวแบบธิเบต ซึ่งพวกผมไม่ได้ลอง เพราะมัวแต่โฉบไป โฉบมาจนไม่มีเวลาซื้อกิน แถมพอทานมื้อเย็นแล้วก็อิ่มเกินจะกินไหว

หากคุณสนใจ เจ้าเนื้อบาร์บีคิวแบบธิเบตมีขายอยู่ที่จัตุรัสกลางเมืองเก่าครับ

s50
เมนูบาร์บีคิวแบบท้องถิ่น ต้องลองคับ

เนื่องจากพื้นที่แถบนี้มีอากาศค่อนข้างหนาว วันนี้พวกผมเลยตั้งใจว่าอากาศเย็นแบบนี้อยากกินหม้อไฟแบบธิเบต ก็เลยพุ่งตรงไปร้านแนวนี้อย่างเดียว ไม่สนใจร้านอื่นเลย ทั้ง ๆที่มีร้านน่านั่งหลายร้าน

ในที่สุดเราก็มาถึงร้านซึ่งเป็นร้านที่เรามองๆไว้ตั้งแต่ตอนเย็นแล้ว

s51

s52

s53

มื้อนั้นพวกผมสั่ง La Pork Ribs หม้อใหญ่มาทานครับซึ่งมีเป็น SET แต่ใครจะสั่งผักหรือเนื้อเพิ่มเติมก็ได้คับ ซึ่งพวกผมลองสั่งเนื้อจามรีมาทานดูคับ เพราะอยากจะรู้ว่ารสชาติเป็นยังไง

s54

s55

s56
เนื้อจามรี

หม้อไฟของจีนก็หน้าตาน่าทานครับ แต่ติดไปทางค่อนข้างจืด ไม่ค่อยมีรสชาติ ดังนั้นถ้าพกน้ำจิ้มสุกี้ติดตัวไปด้วยจะดีมาก แต่ก็ต้องถามทางร้านด้วยนะครับว่าอนุญาตให้นำมาทานด้วยหรือเปล่า

ส่วนเนื้อจามรี หลังจากทานแล้วก็รู้สกึแปลกๆ มีความคาวนิดๆ อาจจะเพราะผมไม่ทานเนื้อวัวด้วยพอลองมาทานเนื้อที่คาวๆเลยรู้สึกแปลกๆ

s57

s58

การทานอาหารมื้ออนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ตอกย้ำความรู้สึกเดิมๆของผมทุกครั้งที่ทานอาหารในเมืองจีนนั่นคือ…หมูเป็นชิ้นๆ มันหายไปไหน???

ทุกครั้งที่เราทานจะเจอแต่เศษเนื้อหมูติดกระดูก เศษหมูเล็กๆน้อยๆ (รวมทั้งครั้งนี้ด้วย) จนคนชอบทานหมูอย่างผมเริ่มจะลงแดงแล้ว 55

การทานอาหารมื้อนี้ พวกผมยังได้รับมิตรภาพระหว่างมื้ออาหารด้วย เพราะขณะที่นั่งทานอาหารนั้น พวกเราเห็นโต๊ะข้างๆ มีเส้นมาม่าทานด้วย ดูน่าเอร็ดอร่อย ก็เลยลองสั่งบ้าง ปรากฎว่าทางร้านไม่มีคับ

มาม่าที่เห็นคือลูกค้านำมาเอง  (มีแบบนี้ด้วยเหรอ) แต่ที่เด็ดคือพอพวกเขาเห็นตาแป๋วๆ ของนักท่องเที่ยวต่างบ้านต่างเมืองที่อยากกินมาม่าอย่างเราก็คงสงสาร เลยอนุเคราะห์มาให้ 1ห่อ ทำให้หม้อไฟคราวนี้อร่อยขึ้นมากเลยคับ (เพราะมาม่านี่เอง 555)

…นี่ละคับเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของการแบกเป้ท่องเที่ยวเอง เราถึงได้พบมิตรภาพที่ดีงามของคนที่ไม่เคยรู้จักกัน แต่เป็นมิตรภาพและความมีน้ำใจที่เต็มใจจะมอบให้กันโดยไม่หวังผลตอบแทน

ทานกันจนเสร็จ (แต่ไม่อิ่ม) เพราะต้องอาหารมื้อนี้ไม่ได้อร่อยมากครับ เลยไม่ได้ทานกันเยอะ พวกผมก็เลยตกลงจะไปนั่งทานอะไรเล่นกันต่อที่ร้านที่พวกผมเล็งไว้ตั้งแต่ตอนเย็น

ตั้งใจว่าจะไปนั่งคุยชิวๆ กันท่ามกลางอากาศหนาว

ระหว่างทางพวกผมเดินผ่านขนมหน้าตาแปลกๆ ก็เลยแวะซื้อมากล่องนึง

ขนมชนิดนี้ พวกผมเจอมาหลายเมืองแล้ว คงเป็นแฟรนไชน์หรือเป็นขนมที่นิยม คราวนี้ก็เลยลองซื้อมาลองท่านครับ ซึ่งรสชาติเหมือนขนมไข่บ้านเรา ก็ไม่ค่อยอร่อยนะครับ 555

s59

s60

เมื่อไปถึงร้านพวกผมก็ตัดสินใจขึ้นไปนั่งด้านบนที่จัดร้านได้สวยมากๆ เพื่อซึมซับบรรยากาศของวิวที่สวยมากๆ แต่……

อากาศที่เย็นลงเรื่อยๆ ทำให้ไม่ไหวคับ เพราะอากาศเริ่มหนาวขึ้นมากจริงๆ กลัวนั่งกันจนตัวแข็งไปเสียก่อน

s63

ในที่สุดเลยต้องยอมลงไปนั่งในห้องคับ ซึ่งขนาดนั่งในห้องที่ปิดมิดชิดแบบนี้แล้วก็ยังต้องพึ่งเจ้าเตาผิงสวยๆ นี่ตลอดเวลาครับ ไม่งั้นไม่ไหวแน่นอน

kim45

kim47

kim50

s64
เตาผิงให้ความอบอุ่น

ผมลืมเล่าคุณไปว่าร้านนี้เป็นร้านนั่งดื่มเหล้า ชา กาแฟ แล้วแต่จะสั่งนะคับ แต่ราคาก็ถือว่าพอตัว อย่างโกโก้แกว้นึงก็ 100 กว่าบาทแล้ว และมากินในอากาศแบบนี้ ถึงจะสั่งโกโก้ร้อน แต่แค่ไม่ถึงนาทีก็กลายเป็นโกโก้เย็นไปแล้วครับ 55

s65

พวกผมใช้คืนสุดท้ายในแชงกรีล่า หรือ จงเตี้ยนอย่างคุ้มค่าและมีความสุขมากๆ

สำหรับหลายๆ คนแชงกรีล่าอาจจะเป็นสวรรค์ในแง่ความสวยงามของสถานที่ แต่สำหรับผม แชงกรีล่าได้กลายเป็นสวรรค์อย่างแท้จริงเมื่อผมได้อยู่ท่ามกลางกัลยาณมิตร

การได้นั่งคุย หัวเราะ เฮฮา กับเพื่อนที่รู้ใจ ท่ามกลางบรรยากาศที่สวยงามและอากาศที่เย็นสบายแบบนี้ ทำให้ช่วงเวลานั้นเป็นหนึ่งในความทรงจำที่มีค่ามากๆ

สำหรับเรื่องราวการท่องเที่ยวในเมืองแชงกรีล่าของผมก็คงหมดลงแค่นี้

ในจดหมายฉบับหน้า ผมจะเขียนมาเล่าให้คุณอ่านถึงประสบการณ์การท่องเที่ยวในเมืองที่ผมอยากจะยกให้เป็นเมืองที่สวยและโรแมนติกที่สุดในประสบการณ์ท่องเที่ยวของผมเลย นั่นคือเมืองลี่เจียงครับ

kim51
สระมังกรดำ

kim52

แล้วรออ่านนะครับ

อยากให้คุณไปอยู่ตรงนั้นด้วยกัน

รักและคิดถึง

Mgastronome

6.7.19

One Comment Add yours

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s