เที่ยว Kamakura / Enoshima และ Hakone 3 วัน 2 คืนด้วย Hakone Kamakura Pass Part 4 : Day 2 Hakone #1

ถึง…เธอ

ก่อนอื่นผมคงต้องขออภัยที่ผมใช้เวลาหลายวันทีเดียวกว่าที่ผมจะเขียนจดหมายมาเล่าให้คุณอ่านต่อเกี่ยวกับการท่องเที่ยวKamakura / Enoshima และ Hakone

หลังจากที่ผมได้เขียนจดหมายมาเล่าให้คุณอ่านในตอน เที่ยว Kamakura / Enoshima และ Hakone 3 วัน 2 คืนด้วย Hakone Kamakura Pass Part 3 : Day 1 Kamakura / Enoshima แล้ว งานผมก็ค่อนข้างยุ่งมากทีเดียวกว่าจะหาเวลามาเขียนจดหมายถึงคุณได้ก็ใช้เวลานานทีเดียว หวังว่าคุณคงจะไม่ติดใจและให้อภัยกับความล่าช้าในครั้งนี้ของผมนะครับ

เพื่อไม่เป็นการรบกวนเวลาในการอ่านของคุณผมขอเล่าต่อถึงประสบการณ์ในการท่องเที่ยว Kamakura / Enoshima และ Hakoneแบบ 3 วัน 2 คืนกันต่อจากตอนที่แล้วที่ผมได้ใช้เวลาใน1 วันแรกในการท่องเที่ยวใน Kamakura และ Enoshima ก่อน

ในวันนั้นผมกลับมานอนค้างที่โตเกียวที่โรงแรม โรงแรม Centurion Hotel & Spa Ueno Station , Tokyo , Japan ซึ่งเป็นโรงแรมที่ผมชอบมากๆ โดยในคืนนั้นทั้งผมและชาวคณะต่างหลับกันสนิทสุดๆเพราะพวกผมเดินกันค่อนข้างเยอะทีเดียว ร่างกายจึงล้าพอสมควร โชคดีที่โรงแรมนี้มีออนเซนให้แขกที่มาพักได้ไปแช่เพื่อปลดปล่อยความเมื่อยล้าและทำให้รู้สึกสบายตัว ดังนั้นหลังจากที่แช่ออนเซนแล้วกลับมานอนผมก็หลับสนิทจนถึงเช้าเลย

ด้วยความที่ผมเป็นคนที่ชอบออนเซนเป็นพิเศษ เช้าวันต่อมาผมก็เลยรีบตื่นและไปแช่ตัวพร้อมอาบน้ำที่ออนเซนของทางโรงแรมอีกครั้งเป็นการสั่งลา ก่อนที่จะกลับมาแต่งตัวที่ห้องและไปทานอาหารเช้า

43
Onsen ในโรงแรมที่เปิด 24 ชั่วโมง เดินมาทั้งวันแล้วได้มาแช่ เหมือนขึ้นสวรรค์

ดังที่ผมได้เล่าไว้ในจดหมายเกี่ยวกับโรงแรม Centurion Hotel & Spa UenoStation แล้วว่าอาหารเช้าของที่นี่ถือว่าโอเคเลยทีเดียว ดังนั้นเช้าวันนั้นผมจึงเติมพลังไปแบบอิ่มแปล้ไปเลย

63

65

เมื่ออิ่มกันแล้ว พวกผมก็ check out แล้วเดินไปสถานีอุเอโนะซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเพื่อจะขึ้นรถไฟไปสถานีชินจูกุ แต่ก่อนที่จะไปขึ้นรถ ผมได้นำกระเป๋าใบใหญ่ไปฝากไว้ที่ตู้รับฝากกระเป๋าที่สถานีก่อน จากนั้นผมก็เอาแค่กระเป๋าใบเล็กสำหรับการนอนค้าง 1 คืนซึ่งผมได้แยกไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วไปเพียงใบเดียวซึ่งจะสะดวกกว่ามากเพราะในวันนี้แผนของผมคือผมจะไปท่องเที่ยวที่ Hakone ก่อนจะไป check in ที่โรงแรมในตอนเย็น ดังนั้นการลากกระเป๋าใบใหญ่ไปด้วยคงไม่สะดวกแน่

ผมนั่งรถไฟจากสถานีอุเอโนะไปยังสถานี Shijuku และออกทางประตู West Exit เพื่อไปขึ้นรถไฟไป Hakoneโดยใช้ Hakone Kamakura Pass ที่ผมซื้อไว้ล่วงหน้าแล้วและผมเคยเขียนมาเล่ามาให้คุณอ่านแล้วในตอน เที่ยว Kamakura / Enoshima และ Hakone 3 วัน 2 คืนด้วย Hakone Kamakura Pass Part 2 : Hakone Kamakura Pass ซึ่ง Pass ตัวนี้สามารถใช้ในการท่องเที่ยวทั้ง Hakone / Kamakura และ Enoshima ได้ภายในเวลา 3 วัน

ถ้าคุณมี Hakone Pass อยู่แล้วก็สามารถเอามาใช้ได้เลยซึ่งผมแนะนำให้มาซื้อล่วงหน้าไว้ก่อนเพราะถ้ามารอซื้อวันเดินทาง ถ้าคิวยาวจะเสียเวลาไปเปล่าๆ

จากสถานี Shinjuku ผมก็ใช้ Pass เข้าไปในชานชาลาของขบวนรถ Odakyu เนื่องจากได้จองตั๋วที่นั่ง Ramance Car มาแล้วจากเมืองไทยและได้ออกตั๋วไว้แล้วล่วงหน้าตอนมาซื้อ Hakone Kamakura Pass ผมก็แค่มองหาเวลาเที่ยวรถตามที่ผมจองตั๋วไว้แล้วก็ไปรอขึ้นตามชานชาลาที่ระบุซึ่งจะมีป้าย Digital บอกมาตลอดทางตั้งแต่เข้าสถานีมา

2

3
ขบวนรถ Romance Car โบ้กี้หน้าสุดจะเห็นวิวแบบ 180 องศา
5
ที่พื้นจะบอกเลขตู้ของรถ ต้องไปยืนรอให้ถูกช่อง 

6

7

จากสถานีชินจูกุ ผมนั่งรถขบวน Romance Car ยาวไปลงที่สถานีHakoneYumoto Station ซึ่งในขบวนรถจะมีรถเข็นอาหารมาบริการด้วย แม้จะทานอาหารเช้ามาแล้ว แต่ผมก็ตั้งใจมาทานอาหารมื้อพิเศษในขบวนรถนี้โดยชุดอาหารหรือชุดทานเบนโตะที่คุณไม่ควรพลาดคือเบนโตะรูปทรงขบวนรถไฟ ซึ่งคุณสามารถนำกล่องกลับไปเป็นที่ระลึกได้ด้วย แล้วการได้ทานเบนโตะชุดรถไฟนี้บนขบวนรถจริงๆพร้อมกับชมวิวข้างทางไปด้วยเรียกว่าฟินมากจริงๆ

11
เมนูอาหารและราคา

12

13
เบนโตะรูปทรงรถไฟ

14

17
น่าทานมาก

เมื่อถึงสถานี Hakone Yumoto Stationโดยใช้เวลา 90 นาที (ขบวนรถปกติจะใช้เวลา2 ชั่วโมง) ผมก็นำกระเป๋าไปฝากตู้ฝากกระเป๋าหน้าสถานีไว้ก่อนเพราะไม่อยากจะหอบอะไรพะรุงพะรัง จากนั้นผมก็เริ่มเที่ยวใน Hakone ซึ่งเส้นทางท่องเที่ยวใน Hakoneนั้นจะวนเป็นวงกลม จะวนซ้ายหรือวนขวาก็ได้ แต่ก็จะกลับมาที่สถานี HakoneYumoto Stationเหมือนกัน และการท่องเที่ยวที่นี้คุณจะได้ใช้พาหนะที่หลากหลายมากทั้งรถไฟ กระเช้า เรือ รสบัส ตามที่ผมเคยเขียนมาเล่าให้คุณอ่านไว้ในตอน เที่ยว Kamakura / Enoshima และ Hakone 3 วัน 2 คืนด้วย Hakone Kamakura Pass Part 2 : Hakone Kamakura Pass

26
สถานี Hakone Yumoto
27
เอากระเป๋ามาฝากกันก่อน

จากสถานี HakoneYumoto Stationผมเริ่มต้นโดยใช้ Hakone Tozan Train ซึ่งจะวิ่งระหว่างสถานี Hakone-Yumotoกับสถานี Goraโดยจะวิ่งซิกแซกขึ้นไปบนภูเขา และจุดจอดจะอยู่ชานชาลาด้านซ้ายสุดของสถานี คือตรงกันข้ามกับขบวนรถ Romance Car ที่อยู่ขวาสุดเลย ถ้าไม่แน่ใจให้ดูป้ายไฟที่หัวขบวนซึ่งจะขึ้นคำว่า Gora ที่เป็นสถานีปลายทางไว้

30

31

ค่าโดยสารจากสถานีHakone-Yumoto ถึงสถานี Gora เป็นเงิน 400 เยนใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที แต่ถ้าคุณมี Hakone Pass หรือ Kamakura Hakone Pass แบบผมก็สามารถขึ้นได้ฟรีทั้งหมด

รถไฟขบวน Hakone Tozan Trainจะวิ่งคดเคี้ยวซิกแซกไปบนเขา ทำให้คุณได้เห็นวิวที่สวยงามไปบนเขาตลอดเส้นทาง

32

35

36

พอขบวนรถไฟเดินทางมาถึงที่สถานี Gora ผมก็ต้องเปลี่ยนมานั่งเคเบิลคาร์หรือรถรางไต่ภูเขาHakone Tozan Cable Carกันต่อ โดยต้องออกมาจากสถานีก่อนแล้วมาเข้าไปส่วนของรถรางไต่ภูเขากันต่อ ซึ่งก็อยู่ติดกันเลยครับ

37
สถานี Gora จะเห็นขบวนรถ Tizan Cable Car เลยแต่ต้องเดินออกจากสถานีไปก่อน
38
จุดตรวจบัตรเพื่อขึ้น Tozan Cable Car

39

Hakone Tozan CableCar จะวิ่งไต่ขึ้นเขาเป็นแนวชันจากสถานี Gora ไต่ขึ้นเขาไปที่สถานี Sounzan

ค่าโดยสารจาก Gora ถึง Sounzan คือ 420 เยนใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 นาที และเช่นเดิมถ้าคุณมี Pass ก็โชว์บัตรแล้วขึ้นไปได้เลยครับ ซึ่งจากการสังเกตในทุกจุดที่ต้องใช้ยานพาหนะต่างๆ ถ้าไปซื้อตั๋วตรงนั้นค่อนข้างต้องเข้าคิวยาวเลยทีเดียว ดังนั้นการมี Pass จึงช่วยประหยัดเวลามากเลยทีเดียว

40

เมื่อนั่ง Hakone Tozan Cable Car ไต่ภูเขาขึ้นมาถึงสถานี Sounzan แล้ว ผมก็ต้องเปลี่ยนไปนั่งกระเช้าHakone Ropeway อีกครั้งเพื่อไป Owakudani สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของ Hakoneและ สถานี Togendaiที่สำหรับไปขึ้นเรือล่องทะเลสาบอาชิ ( Achi Lake)

41

Hakone Ropeway จะใช้เดินทางจากสถานี  Sounzan ข้ามภูเขา Hakoneไปสุดปลายทางที่สถานี Togendai โดยการเดินจะแบ่งเป็น 2 ช่วง

ช่วงแรกจากสถานีSounzan  ไปยัง สถานี Owakudani

ช่วงที่สอง จากสถานีOwakudani ไปยังสถานี Togendai

ค่าโดยสารตลอดเส้นทางจากสถานีSounzan ไปสถานี Togendai คือ 1,370 เยนแต่ถ้าคุณจะซื้อแยกกัน ช่วง Sounzan – Owakudani  ก็จะมีค่าใช้จ่าย 840  เยน ใช้เวลาประมาณ 10 นาที  และจากสถานี Owakudani ไปสถานีTogendaiจะมีค่าใช้จ่าย 1,050 เยน ใช้เวลาประมาณ 16 นาที แต่ต้องเผื่อเวลาเข้าคิวรอขึ้นกระเช้าด้วนะครับ

44
ถ้าไม่ซื้อตั๋วล่วงหน้า มารอซื้อก็อาจจะเจอสภาพนี้ คิวยาวมาก
46
คิวรอขึ้นกระเช้า

47

ผมนั่งกระเช้าช่วงแรกจากสถานี Sounzan ไปยัง สถานี Owakudaniซึ่งระหว่างทาง ยิ่งขึ้นมาบนภูเขา ยิ่งสูงผมก็ยิ่งเห็นชะตากรรมว่าวันนี้ท่าจะไม่ได้เห็นอะไรแน่ๆ เพราะหมอกหนาครอบคลุมไปทุกพื้นที่

48

49

จริงๆ ระหว่างทางนั่งกระเช้า คุณจะผ่านสถานี Obaku ซึ่งปกติจะมีการเปิดประตูให้ แต่ถ้าคุณไม่ลงสถานีก็นั่งที่เดิมได้ครับ แต่สถานีเป็นสถานีที่ถ้าคุณพักที่ โรงแรม Hotel Green Plaza Hakone , Japan เหมือนผม คุณก็ลงสถานีเพื่อเดินไปโรงแรมได้ อาจจะไม่ใกล้มาก แต่เดินไปได้ครับ

76
สถานี Obaku ถ้าพักโรงแรม Hotel Green Plaza Hakone ก็พอเดินไปได้ครับ แม้ไม่ใกล้มาก

เมื่อใกล้สถานี Owakudani คุณจะผ่านพวกบ่อกำมะถันที่มีควันพวยพุ่งออกมาตลอดเวลาอยู่ด้านล่างด้วย ดูแล้วแปลกตาดีครับ

50

เมื่อกระเช้ามาถึงสถานี Owakudani ผมก็ลงที่จุดนี้ก่อน

51

74

หุบเขา Owakudani เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟHakone เมื่อประมาณ 3,000 ปีที่แล้ว มีความสูง 1,044 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีเส้นทางเดินไปยังบ่อแร่กำมะถัน ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของฮาโกเน่ โดยทางเดินก่อนถึงบ่อกำมะถันจะมีร้านค้าตั้งเรียงรายอยู่มากมาย แต่สินค้าที่ใครมา Owakudaniก็ต้องซื้อทานคือไข่ดำ ซึ่งเป็นไข่ที่ต้มจากบ่อกำมะถันดังนั้นผิวของไข่จึงกลายเป็นสีดำ ราคา 5 ฟอง 600 เยน โดยคนญี่ปุ่นมีความเชื่อกันว่าเมื่อกินไข่ดำ 1 ฟอง จะทำให้อายุยืนยาวขึ้น 7 ปี

54

ตามที่ผมเกริ่นให้คุณฟังแล้วว่าวันนี้อากาศไม่ค่อยเป็นใจนัก มีฝนตกปรอยๆมาแต่เช้า ยิ่งขึ้นมาบนภูเขาสูงจึงยิ่งเจอแต่หมอก และอากาศที่หนาวเย็นมากอย่างไม่คาดว่าจะมาเจอความเย็นขนาดนี้คือเหลือ -1 องศา

1.1.png

และที่ Owakudani วันนี้ก็เหมือนเมืองในหมอกจริงๆ เพราะเต็มไปด้วยหมอกจนระยะการมองเห็นสั้นมากน่าจะแค่ 200-300 เมตร แต่พวกผมก็ยังเดินไปชมจุดต่างๆเท่าที่จะไปได้ และไม่ลืมแวะไปซื้อไข่ดำมาชิมเพื่อจะได้มีอายุยืนกับเขาบ้าง

55
หมอกแบบแน่นๆ
57
หมอกขนาดนี้เดินหลงกันได้เลย
58
จุดชมวิว ไม่เห็นอะไรเลยจ้า

59

66

60
จุดขายของ

 

67
ไข่ดำ

68

ผมใช้เวลาที่นี่สักพักก็กลับเข้ามาในตัวอาคารเพื่อขึ้นกระเช้าต่อไปยังสถานี Togendai

75

เมื่อใกล้จะถึงสถานี Togendai คุณจะเห็นทะเลาสาปอาชิ แสนกว้างใหญ่พร้อมเรือล่องทะเลสาปรูปทรงโบราณซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่

77

การล่องเรือในทะเลสาบอาชิจะเป็นรอบๆ เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่อยากเสียเวลาคุณควรจะเช็คเวลาเรือออกไว้ก่อนจะได้มาทันเวลาไม่ต้องมาเสียเวลาคอยแต่อย่างน้อยน่าจะมาถึงก่อนเวลาเรือออกสัก 30 นาที เพราะคนจะมาเข้าแถวรอล่วงหน้าประมาณนี้เพื่อให้มั่นใจว่ามีที่นั่งแน่ๆ แต่ถ้าคุณต้องการที่นั่งแบบชัวร์ๆก็สามารถซื้อตั๋วห้อง VIP ต่างหาก ซึ่งหากคุณมี Pass อยู่แล้วก็ต้องซื้อเพิ่ม 500 เยนครับ

78

82

วันนั้นกลุ่มผมมาถึงค่อนข้างเร็วจึงเดินออกถ่ายรูปกับเรือด้านนอก เผลอปร๊บเดียวพอเข้ามาด้านในจากที่โล่งๆไม่มีคน กลายเป็นว่าตอนนี้มีคนมายืนต่อคิวแบบล้นหลามแล้ว มากันแบบเงียบมากๆ 555

79

83

เรือที่ใช้ล่องทะเลสาบอาชิแต่ละลำจะมีรูปทรงและการตกแต่งแบบเรือโจรสลัดซึ่งจะมีณุปแบบไม่เหมือนกันนะครับ ดังนั้นจึงอยู่ที่ดวงว่าคุณจะเจอเรือแบบไหน ซึ่งเรือแต่ละลำก็จะมีชื่อของตัวเอง เช่นเรือ Royal / Victoria / Wasa

ผมรอกันไปอีกสักพัก ทางเจ้าหน้าที่ก็จะเปิดประตูให้นักท่องเที่ยวไปขึ้นเรือได้ เท่านั้นแหละผู้โดยสารก็รีบกรูไปกันใหญ่เพื่อจะได้ไปหาที่นั่งกันก่อน เพราะที่นั่งไม่พอกับผู้โดยสารนะครับ ถ้าคุณไม่ได้ที่นั่งก็ต้องยืนตามจุดต่างๆ แต่ส่วนใหญ่คนจะไปยืนบนดาดฟ้าเรือเพื่อชมวิว แต่อย่างวันนี้อากาศค่อนข้างหนาวผมคิดว่าส่วนใหญ่คงอยากจะนั่งด้านในเรือมากกว่า

84

85

89

แต่อย่างที่ผมเล่าไปว่าถ้าคุณต้องการที่นั่งแน่ๆ แบบเป็นส่วนตัวก็สามารถซื้อตั๋วไปนั่งห้อง VIP ได้ซึ่งจะมีดาดฟ้าแยกไปต่างหากด้วยไม่มาปะปนกะกนปกติ เรียกว่าแบ่งชนชั้นกันชัดเจน 555 และค่าใช้จ่ายเพียงแค่ 500 เยนเท่านั้น ซึ่งถ้าคุณไม่ได้ซื้อตั๋ว VIP ไว้ แต่เกิดเปลี่ยนใจตอนขึ้นเรือ ในกรณีของผมที่ counter ด้านล่างในเรือมีขายบัตรให้ด้วยครับ

88
ห้อง VIP
93
Zone ดาดฟ้าของ VIP

การตกแต่งในเรือที่ผมนั่งถือว่าสวยงาม และแฝงไปด้วยความทันสมัยด้วย ถ้าคุณเบื่อกับการชมวิวด้านนอกก็อาจจะมาเก็บภาพกับมุมต่างๆภายในเรือได้ครับ โดยจะมี Staff ของเรือแต่งตัวเป็นโจรสลัดมาให้คุณถ่ายภาพคู่ด้วย

86

95

97

100

ทะเลสาบอะชิ หรือในชื่อเรียกอื่นๆ เช่น ทะเลสาบฮาโกเน่ ทะเลสาบอะชิโนะโกะ เป็นทะเลสาบปล่องภูเขาไฟที่มีทิวทัศน์งดงาม สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้อย่างชัดเจน ตั้งอยู่ที่เมืองฮาโกเน่ จังหวัดคานากาว่า ประเทศญี่ปุ่น

98

103

ทะเลสาบอะชินั้นเกิดขึ้นจากการมอดดับของภูเขาไฟฮาโกเน่เมื่อ 3,000 ปีก่อน อยู่ท่ามกลางหุบเขาสูงเหนือระดับน้ำทะเล 725 เมตร มีระยะทางโดยรอบทะเลสาบ 21 กิโลเมตร

104

การล่องเรือในทะเลสาบอาชิ จะให้บริการตั้งแต่ 09.30 – 17.00 ระหว่างวันที่ 20 มีนาคม – 30 พฤศจิกายน และ 09.30 – 16.00 ในวันที่ 1 ธันวาคม – 19 มีนาคม

105

ผมใช้เวลาในการล่องเรือในทะเลสาปอาชิประมาณ 20 นาที เรือก็มาถึงอีกฟากฝั่งหนึ่งของทะเลสาบ ท่าเรือที่เรือมาเทียบท่าก็คือท่าเรือ ฮาโกเน่มาจิโกะ (Hakonemachi-ko / Hakone-machi Port) ซึ่งบริเวณท่าเรือนี้จะมีทั้งร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหารไว้บริการด้วย ตอนแรกผมก็อยากจะทานที่นี่เลยเหมือนกันแต่ปรากฏว่าร้านคนแน่นทุกร้านเลย พวกผมเลยตัดสินใจไปหาอะไรทานกันที่สถานี HakoneYumoto Stationซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง และเป็นจุดที่ผมจะไปนั่งรถบัสไปที่โรงแรมด้วย

110

111
ภาษาไทยก็มา
113
ร้านอาหารวิวดีๆ คนแน่นมาก

วิธีการเดินทางจาก ท่าเรือฮาโกเน่มาจิโกะ ไปยังสถานีรถไฟ HakoneYumoto Stationจะต้องใช้รถบัสซึ่งจะมีป้ายรถเมล์อยู่บริเวณท่าเรือเลย หาไม่อยากครับ ผมก็เดินไปรอขึ้นรถบัสที่ตรงป้ายที่เขียนว่าไปสถานีHakoneYumoto Stationซึ่งถ้าใครมี Passก็สามารถขึ้นได้ฟรีเหมือนเดิม

294
กลับไปสถานี Hakone Yumoto ขึ้นป้ายที่ 1

114

115
ก่อนขึ้นเช็คข้างรถอีกที

วันนี้พวกผมโชคไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่เพราะรถค่อนข้างติดครับ เป็นวันที่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยว Hakone เยอะมากๆ ทั้งที่อากาศไม่เป็นใจเลย กว่าพวกผมจะไปถึงสถานี HakoneYumoto Stationก็บ่าย 3 เข้าไปแล้ว

117

จริงๆแล้วบริเวณสถานี Hakone Yumoto Station อยากให้คุณเผื่อเวลาให้มากๆหน่อยเพราะบริเวณนี้จะมีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขนม ร้านขายของที่ระลึกให้เดินดูเยอะเหมือนกัน แต่เนื่องจากพวกผมไม่มีเวลาเลยตรงไปหาร้านอาหารทานกันเลย และตั้งใจจะเรื่องร้านราเมนหรืออุด้งครับเพราะอากาศค่อนข้างเย็นเลยอยากทานอะไรร้อนๆ กันมากกว่า

120

119
อุด้งชามนี้อร่อยมาก

หลังจากทานอาหารมื้อเที่ยงแบบเลทมากๆแล้ว ผมก็กลับไปบริเวณสถานีเพื่อไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่ตู้แล้วก็กลับมาที่ป้ายรถเมล์ซึ่งอยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟเพื่อจะไปโรงแรมเลย เป็นท่ารอรถเมล์ที่ใหญ่มากๆ หาไม่ยากเลยครับ

121
สถานีรถไฟ Hakone Yumoto
124
ป้ายรถเมล์อยู่ตรงข้ามสถานีเลย
122
วิวแม่น้ำติดกับป้ายรถเมย์

เนื่องจากบริเวณที่รอรถเมล์มีรถเมล์มาลงหลายสายเลยค่อนข้างงง ผมเลยเข้าไปถามเจ้าหน้าที่แถวนั้นว่าถ้าจะลงสถานี Obako ผมต้องรอตรงไหน เจ้าหน้าที่ซึ่งหน้าดุแต่ใจดีก็บอกให้ไปรอตรงช่องที่ 2

อยากที่ผมบอกครับว่าวันนี้รถค่อนข้างติด รถเลยเลทกันเป็นแถวเลย กว่ารถจะมาก็ใช้เวลาพอสมควร

125
ต้องไปสถานี Obako
126
ใช้ Pass ไม่ได้

เมื่อรถมาผมก็รีบขึ้นไป ซึ่งตรงนี้ต้องเตรียมเหรียญไว้ให้พอดีสำหรับหยอดด้วยนะครับ ประมาณ 860 เยน (จากตรงนี้ใช้ Pass ไม่ได้)  จากนั้นผมก็นั่งไปเรื่อยๆ โดยบนจอมอนิเตอร์หน้ารถจะคอยบอกตลอดว่าเรากำลังไปถึงสถานีไหนแล้ว ไม่กลัวว่าจะลงป้ายไหนนะครับ ถ้าจะลงก็มีปุ่มให้กดได้

129

รถคันนี้จะขับมาผ่านตรง owakudani ที่เป็นบ่อกำมะถันและไข่ดำที่มีชื่อเสียงด้วย เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะแพลนขึ้นรถจากจุดนี้ก็ได้ จาก owakudani ไปยังป้าย Obako นั้นใช้เวลาอีกไม่นาน น่าจะสัก 2-4 ป้ายเท่านั้น โดยป้าย Obako นั้นจะเป็นป้ายรถเมล์เล็กๆอยู่ริมถนน   หรืออีกวิธีที่ผมเล่าไปข้างต้นคือนั่งกระเช้าลอยฟ้าไปลงสถานีObako ก็ได้ เสียดาย ผมไม่ทราบมาก่อน ไม่งั้นผมคงเลือกนั่งกระเช้าไปลง Obako แล้วไป check in ที่โรงแรมก่อนที่จะเริ่มออกเที่ยว

130
ลานจอดรถของ Owakudani ที่ผมเพิ่งมาเมื่อเช้า ตอนนี้หมอกหายไปหมดละ

เนื่องจากตั้งแต่เช้าวันนี้ที่ผมเดินทางมาแล้วฮาโกเน่ บรรยากาศไม่ค่อยเป็นใจเพราะมีหมอกและฝนตกลงมาเป็นระยะๆ อากาศก็หนาวเย็นลงเรื่อยๆ ยิ่งใกล้ค่ำเท่าไหร่อากาศก็ยิ่งเย็นลง

ตอนที่ผมลงรถที่ป้าย Obako ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันคืออยู่ดีๆ หิมะก็ตกลงมา ซึ่งในมุมนึงก็น่าตื่นเต้นดีครับ เพราะอยู่ดีๆก็ได้เจอหิมะซะงั้น แต่ปัญหาคือจากป้ายรถเมล์ผมต้องเดินไปโรงแรมอีกราว 500 เมตร โดยให้ข้ามถนนไปอีกฝั่ง แล้วเดินเข้าไปในถนนที่ลึกเข้าไปด้านในเลยครับ ซึ่งระหว่างเดินจะเห็นว่ามีกระเช้าลอยฟ้าอยู่ด้านบน ซึ่งอย่างที่ผมบอกครับว่าตรงจุดนี้สามารถมาลงที่สถานีObako จากกระเช้าได้เช่นเดียวกัน

131
ถ่ายจากป้ายรถเมล์ Obako จะไปโรงแรมให้ข้ามถนนแล้วเดินไปตามถนน
133
ด้านบนจะเห็นกระเช้า อย่างที่บอกคับว่ามาด้วยกระเช้าลงสถานี Obako ได้

ผมเดินไปราวๆ 500 เมตรตามถนนโดยสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ ท่ามกลางหิมะที่เริ่มตกลงมาหนักขึ้น สักพักก็จะเห็นทางเข้าโรงแรมอยู่ซ้ายมือ นาทีนั้นเลยกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปที่โรงแรมครับ

132

136
หิมะเริ่มลงหนักขึ้น

ในคืนนี้พวกผมพักกันที่โรงแรม Hotel Green Plaza Hakone ซึ่งเป็นโรงแรมที่ถ้าหากคุณอยากหาโรงแรมสำหรับพักในฮาโกเน่ โดยมีที่แช่ออนเซนแบบเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิไปด้วย ผมแนะนำที่นี่เลยครับ และผมได้เคยเขียนมาเล่าให้คุณอ่านแบบละเอียดพร้อมแนบรูปมหาศาลให้คุณดูแล้วในตอน โรงแรม Hotel Green Plaza Hakone , Japan

138

hotel-green-plaza-onsen-view

เมื่อมาถึงทางเข้าโรงแรมจะมีผ้าขนหนูให้บริการไว้เช็ดเนื้อเช็ดตัวด้วย จากนั้นผมก็ไป check in และรับกุญแจเข้าห้องครับ โดยระหว่างที่กำลังเช็คอิน เจ้าหน้าที่จะให้เราจองเวลาสำหรับ Dinner ด้วย เนื่องจากแขกที่มาพักค่อนข้างเยอะ (คือเต็มทุกห้อง) ดังนั้นการทานอาหารต้องทานเป็นรอบๆ เพราะอาหารเย็นที่นี่เป็นบุฟเฟย์ครับ ซึ่งขอบอกเลยว่าดีงามมากๆ ( เรื่องอาหารเวลาจองโรงแรมอาจจะต้องเช็คก่อนนะครับ เพราะถ้าคุณอยากจะได้อาหารญี่ปุ่นแบบเป็นเซตก็ต้องแจ้งโรงแรมก่อน)

หลังจากจองเวลาทานอาหารและรับกุญแจแล้ว ผมก็รีบไปที่ห้องซึ่งระหว่างทางก็สำรวจโน่นนี่นั่นไปด้วย จริงๆแล้วโรงแรมแห่งนี้ไม่ได้ใหม่มาก แต่ก็มีความโออ่าสวยงาม

ยิ่งเมื่อเข้าไปในห้องซึ่งผมจองไว้เป็นแบบห้องนอนญี่ปุ่นก็เห็นสภาพว่ากึ่งเก่ากึ่งใหม่ และดูดี ไม่ได้แย่อะไรนะครับ โดยห้องถือว่าค่อนข้างกว้างขวางเลยและจะแบ่งเป็น 3 ส่วน

ส่วนด้านหน้าจะเป็นห้องน้ำและจุดวางรองเท้า

142

157
ห้องน้ำซึ่งไม่ค่อยได้ใช้เพราะไปอยู่บ่อออนเซนซะส่วนใหญ่ 555

ส่วนตรงกลางจะเป็นพื้นที่ของตู้เสื้อผ้าและการแต่งตัว แต่เมื่อมีการมาปูที่นอนแล้ว จะมีการย้ายโต๊ะนั่งมาไว้ตรงส่วนนี้

146

150

154

ส่วนในสุดจะเป็นพื้นที่โต๊ะนั่งสำหรับพักผ่อน มีทีวี กาน้ำร้อนบริเวณนี้ แต่ตรงส่วนนี้ตอนเย็นๆระหว่างเราไปทานอาหาร แม่บ้านจะแอบ (555) เข้ามาปูที่นอนให้ และจะย้ายโต๊ะไปไว้ตรงส่วนกลางแทน

147

148

149

204

ส่วนสุดท้ายจะเป็นระเบียงเล็กๆให้ออกไปสูดอากาศข้างนอกได้

ตอนนั้นผมมองออกไปนอกหน้าต่าง หิมะยังลงหนักมาเรื่อยๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองโชคดีจังที่ได้มาเห็นวิวฮาโกเน่ตอนหิมะตก เพราะสวยมากๆครับ

160

หลังจากจัดแจงข้าวของและนั่งพักกันพอสมควรแล้ว ผมก็ชวนกันไปทานมื้อเย็นซึ่งห้องอาหารจะอยู่ด้านล่างบริเวณ lobby เมื่อไปถึงก็แจ้งชื่อกับห้องครับ เจ้าหน้าที่ก็จะเช็คว่าตรงกับที่เราจองไว้หรือไม่

หลังจากแจ้งชื่อแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะนำไปนั่งที่โต๊ะ พร้อมกับบัตรจองโต๊ะให้เรียบร้อย

สำหรับห้องอาหารเย็นแบบบุฟเฟย์ที่นี่ต้องบอกว่าดีงามมากครับ ตั้งแต่นาทีแรกที่เข้าไปสิ่งแรกที่รู้สึกคือกว้างขวางใหญ่โตมาก มีอาหารให้เลือกทานเยอะมากๆๆๆๆๆ เรียกว่าแทบจะมีอาหารทุกชนิด

171

Zone ขนมและของหวานก็ดีมาก

175

งานนี้เรียกว่ากิ่นกันเกินอิ่มมากๆๆๆ

191

192

หลังจากทานอาหารกันแล้วก็ได้เวลาไปสำรวจออนเซนครับเพราะที่โรงแรมแห่งนี้จะมีชื่อเสียงเรื่องออนเซนมาก โดยเฉพาะวิวภูเขาไฟฟูจิ ผมสำรวจกันสักพักก็กลับขึ้นไปส่งคุณแม่กับพี่สาวที่ห้อง ซึ่งปรากฏว่าแม่บ้านแอบมาปูเตียงให้เรียบร้อยแล้ว

205

แต่เนื่องจากผมไปเข้าออนเซนตอนกลางคืนแล้วก็เลยอดเห็นภูเขาไฟฟูจิ ก็เลยตั้งใจว่าวันรุ่งขึ้นจะกลับมาเข้าออนเซนอีกครั้ง

หลังจากแช่ออนเซนแบบฟินเว่อร์ไปนานโขอยู่เหมือนกัน เพราะผมชอบมาก ก็ได้เวลากลับไปนอนซึ่งเตียงที่นี่นุ่มมาก ผ้านวมก็อุ่นสุดๆ แถบข้างนอกยังมีหิมะตกมาไม่หยุดหย่อน เป็นการนอนที่มีความสุขมากครับ ผมนี่หลับสนิทตั้งแต่หัวถึงหมอนจนเช้าเลย

วันนี้ถือเป็นอีกวันที่ค่อนข้างสมบุกสมบันกับการเดินทางและอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ก็ทำให้ผมได้ประสบการณ์การเดินทางที่ดีไปอีกแบบ แต่เนื่องจากวันนี้อากาศไม่ค่อยเป็นใจในการท่องเที่ยวHakone พรุ่งพวกผมเลยตั้งใจจะไปเที่ยววนกันอีกรอบเพราะพยากรณ์อากาศบอกว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นวันที่อากาศดีมีแดดตลอดทั้งวัน ผลลัพท์จะเป็นยังไงผมจะเขียนมาเล่าให้อ่านตอนหน้านะครับ

แต่ขอแอบเกริ่นกับคุณว่าผมได้ภาพสวยๆของภูเขาไฟฟูจิมาเยอะมากๆเลยครับ เรียกว่าฟ้าหลังฝนจริงๆ

212

อยากให้คุณไปอยู่ตรงนั้นด้วยกัน

Mgastronome

One Comment Add yours

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s